โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ทางเลือกใหม่ของการเมืองไทย ก้าวข้ามความขัดแย้ง สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน

วัน: 30 เมษายน 2023

“พล.อ.ประวิตร” ขนทัพ พปชร. เยือนถิ่นอีสานเปิดเวทีปราศรัยใหญ่จ.ขอนแก่น ประกาศไม่ยุบกองทุนหมู่บ้าน พร้อมเพิ่มเงินให้กองทุนละ 2 แสนบาท ชูนโยบายสร้างประโยชน์ให้ชาวอีสานก้าวสู่เมืองอุตสาหกรรมทันสมัย

,

“พล.อ.ประวิตร” ขนทัพ พปชร. เยือนถิ่นอีสานเปิดเวทีปราศรัยใหญ่จ.ขอนแก่น ประกาศไม่ยุบกองทุนหมู่บ้าน
พร้อมเพิ่มเงินให้กองทุนละ 2 แสนบาท ชูนโยบายสร้างประโยชน์ให้ชาวอีสานก้าวสู่เมืองอุตสาหกรรมทันสมัย

วันที่ 30 เมษายน เวลา 18.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมด้วยแกนนำ นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค พล.อ.กฤษณ์โยธิน ศศิพัฒนวงษ์ นายทะเบียนพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานแผนยุทธศาสตร์การเมือง ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือ เดินทางมาที่จังหวัดขอนแก่นเพื่อขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่พบปะประชาชนชาวอีสาน พร้อมเปิดตัวผู้สมัครทั้ง 11 เขตของพรรค ประกอบด้วย ดร.อัษฎางค์ แสวงการ เขต 1 เบอร์ 2 ดร.พัฒนา นุศรีอัน เขต 2 เบอร์ 2 นายปัญญา ศรีปัญญา เขต 3 เบอร์ 2 นายณรงค์เลิศ สุรพล เขต 4 เบอร์ 1 นายสมใจ ชาญจระเข้ เขต 5 เบอร์ 10 นายสำราญ ศรีภา เขต 6 เบอร์ 7 นายสมศักดิ์ คุณเงิน เขต 7 เบอร์ 4 นพ.กันณพงศ์ อัครไชยพงศ์ เขต 8 เบอร์ 10 นายพิพัฒน์พงศ์ พรหมนอก เขต 9 เบอร์ 2 นายบัลลังก์ อรรณนพพร เขต 10 เบอร์ 2 และ ร.อ.สมรักษ์ คำสิงห์ เขต 11 เบอร์ 3 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติไคซ์ อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยบรรยากาศมีประชาชนชาวอีสานมารอต้อนรับฟังการปราศรัยรวมกว่า 11,000 คน

โดย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนและพรรคพลังประชารัฐพร้อมจะรับใช้ชาวขอนแก่นทุกคน เราเลือกคนดีและคนเก่งมาเป็นผู้แทนของประชาชน จึงขอให้เลือกผู้สมัครของพลังประชารัฐทั้ง 11 เขต และเลือกพรรคพลังประชารัฐเบอร์ 37 บัตรสีเขียว วันนี้ตนอยากให้คนไทยรักกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อที่จะก้าวข้ามความขัดแย้ง และความยากจนไปด้วยกัน ขอให้เชื่อมั่นในพรรคพลังประชารัฐและผู้สมัครทั้ง 11 คนที่ยืนอยู่ตรงนี้

พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พลังประชารัฐได้นำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากมาย ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เพิ่มเป็น 700 บาทต่อเดือน และแถมวงเงินประกันชีวิตอีก 2 แสนบาท ส่วนกองทุนหมู่บ้านที่มีคนบอกว่าจะยุบทิ้ง ผมจะไม่ยุบ และจะเพิ่มให้อีกกองทุนละ 2 แสนบาท

นอกจากนี้ เรายังจะลดราคาน้ำมัน ราคาแก๊ส และค่าไฟฟ้าลงในทันทีที่เข้ามาเป็นรัฐบาล โดยจะลดราคาน้ำมันเบนซินลง 18 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซลลด 6.30 บาทต่อลิตร ซึ่งจะทำทันที่พลังประชารัฐได้เข้ามาเป็นรัฐบาล รวมทั้งยังมีมาตรการลดราคาแก๊สให้เหลือ 250 บาทต่อถัง ที่สำคัญ คือ ลดค่าไฟฟ้าครัวเรือนให้เหลือ 2.50 บาทต่อหน่วย และลดค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมเหลือ 2.70 บาทต่อหน่วย เพื่อมอบความสุขให้ประชาชนด้วยความจริงใจ

พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า พรรคพลังประชารัฐ ยังมีนโยบายเพิ่มเงินในบัญชีของประชาชนอย่าง สวัสดิการผู้สูงอายุ 3 4 5 และ 6 7 8 โดยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปจะได้รับ 3,000 บาท อายุ 70 ปีขึ้นไป จะได้รับ 4,000 บาท และอายุ 80 ปีขึ้นไปจะได้รับ 5,000 บาท รวมไปถึงนโยบาย ‘แม่ บุตร ธิดา ประชารัฐ’ แจกเงินคนท้องเดือนละ 10,000 บาท เป็นเวลา 5 เดือนจนกว่าจะคลอด และเงินช่วยดูแลลูกอีกเดือนละ 3,000 บาท จนถึง 6 ขวบ ซึ่งอีกหนึ่งนโยบายที่สำคัญก็คือ มีเราไม่มีแล้ง มีน้ำไม่มีจน ที่เราได้บริหารจัดการมากกว่าสามปี และเราจะทำต่อไป เช่นเดียวที่ดินทำกิน ถ้ามีเราก็มีที่ดินทำกิน ไม่มีจน เราจะทำให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศมีที่อยู่ที่อาศัย ที่ประกอบสัมมาวิชาชีพ ทั้งนี้เราจะสนับสนุนเงินให้เกษตรกรทั่วประเทศ จำนวน 30,000 บาท ทั้ง 8 ล้านครอบครัว เพื่อแก้ปัญหาความยากจนด้วย

“พลังประชารัฐจะทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยยกระดับการขนส่งคมนาคม พัฒนาภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับการประกอบอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ ด้วยนโยบายอีสานประชารัฐ เราจะพัฒนาภาคอีสานและภาคตะวันออกให้เป็นรถไฟทางคู่ จาก จ.บึงกาฬ – ท่าเรือแหลมฉบัง – ท่าเรือมาบตาพุด – สนามบินอู่ตะเภา จ.ระยอง โดยเป็นการพัฒนาพื้นที่ได้ 24 จังหวัด ในภาคอีสาน และภาคตะวันออก สอดรับกับโครงการอีอีซี โดยทางรถไฟจะผ่าน 13 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา สระแก้ว ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และยังเชื่อมต่อ 11 จังหวัดได้แก่ จังหวัดหนองคาย ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร ศรีษะเกษ มหาสารคาม และหนองบัวลำภู ระยะทางรวมประมาณ 480 กม. โดยเราจะสร้างเมื่อเราได้เป็นรัฐบาล ซึ่งเราสำรวจเส้นทางกันมาเรียบร้อยแล้ว”

ด้านนายวิรัช กล่าวปราศรัยว่า นโยบายของพรรคพลังประชารัฐมุ่งเน้นไปที่การ ช่วยให้พี่น้องประชาชนผลจากความยากจนรวมถึงต้องการแบ่งเบาภาระ ค่าครองชีพในการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น การลดราคาน้ำมัน ราคาแก๊ส และค่าไฟฟ้าลงในทันทีที่เข้ามาเป็นรัฐบาล โดยจะลดราคาน้ำมันเบนซินลง 18 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซลลด 6.30 บาทต่อลิตร ซึ่งจะทำทันที่พลังประชารัฐได้เข้ามาเป็นรัฐบาล รวมทั้งยังมีมาตรการลดราคาแก๊สให้เหลือ 250 บาทต่อถัง ที่สำคัญ คือ ลดค่าไฟฟ้าครัวเรือนให้เหลือ 2.50 บาทต่อหน่วย และลดค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมเหลือ 2.70 บาทต่อหน่วย รวมถึงบัตรประชารัฐ 700 บาทต่อเดือนด้วย นโยบายดีเช่นนี้ เราจะไม่เลือกได้หรือ ทันทีที่เราเข้าไปเป็นรัฐบาล เราจะก้าวข้ามความยากจนไปด้วยกัน

ด้าน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวปราศรัยว่า วันนี้คนไทยโดยเฉพาะชาวบ้านฐานรากประสบปัญหากันถ้วนหน้าไม่ว่าจะเป็นหนี้กองทุนหมู่บ้าน หนี้ ธกส.เช่นเดียวกับชาวขอนแก่นที่อยู่ที่นี่ ตนรู้ถึงปัญหาดี เนื่องจากช่วงที่ตนปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตนลงมาพื้นที่จังหวัดขอนแก่นอยู่เป็นประจำ เพื่อมาแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ เรื่องที่ดินทำกิน รวมไปถึงการส่งเสริมอาชีพ และครอบครัวพลังประชารัฐทุกคนต่างก็มีความสุขที่ได้มาเยือนจังหวัดขอนแก่นพบกับพี่น้องประชาชนอีกครั้ง

“วันนี้ผมมีข่าวดีมาบอกพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ ทั้ง 8 ล้านครอบครัว เพราะ พปชร.ออกโยบายเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ต้องการช่วยเหลือเกษตกรทุกครัวเรือน ทันทีที่จัดตั้วรัฐบาลเสร็จ พปชร พร้อมทำทันทีต่อทุนให้เกษตรกรครอบครัวละจำนวน 30,000 บาท”

ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าวปราศรัยว่า เราให้ความสำคัญกับชาวอีสานด้วยการออกนโยบายอีสานประชารัฐ ที่เราจะทำให้ภาคอีสานเจริญ เกิดการลงทุน ไม่ใช่ทำแต่การเกษตรอย่างเดียว อีสานจะต้องมีอุตสาหกรรมทันสมัยเกิดขึ้น อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และที่สำคัญเฉพาะตัวเมืองขอนแก่นนี้ พล.อ.ประวิตรต้องการให้เกิดเมืองอัจฉริยะ เป็นต้นแบบของภาคอีสาน เพราะขอนแก่นมีความพร้อมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ภูมิศาสตร์ และบุคลากร เพราะมีคนที่มีความรู้ ความสามารถในจังหวัดขอนแก่นจำนวนมาก

“พรรคพลังประชารัฐจะทำให้ขอนแก่นเป็นเมืองอัจฉริยะเพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ นำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน วันที่ 14 พ.ค.การเลือกตั้งครั้งนี้มีบัตร 2 ใบ บัตรสีม่วงขอให้เลือกผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐทั้ง 11 เขต ส่วนบัตรสีเขียวก็ให้กาเบอร์ 37 พรรคพลังประชารัฐ แล้วเราจะก้าวข้ามความยากจนไปด้วยกัน”

ในส่วนผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐ อาทิ นายสมศักดิ์ คุณเงิน ผู้สมัคร ส.ส.จ.ขอนแก่น เขต 7 เบอร์ 4 กล่าวปราศรัยว่า พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคเดียวที่ดูแลพี่น้องชาวอีสานมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบริหารจัดการน้ำมาตลอด 4 ปีของพล.อ.ประวิตร ทำให้สามารถแก้ปัญหาน้ำแล้งให้เกษตรกรชาวอีสาน จนสามารถปลูกข้าวได้ตลอดทั้งปี ส่งผลให้ชีวิตของพวกเราดีขึ้น หนี้สินลดลง

“การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคพลังประชารัฐยังให้ความสำคัญกับชาวอีสานเช่นเดิม ด้วยการกำหนดให้ปัญหาเรื่องน้ำเป็นนโยบายหลักของพรรค “มีเราไม่มีแล้ง มีน้ำไม่มีจน”จะทำต่อไป เช่นเดียวที่ดินทำกิน ถ้ามีเราก็มีที่ดินทำกิน ไม่มีจน ท่านจะทำให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศมีที่อยู่ที่อาศัย ที่ประกอบสัมมาวิชาชีพ ทั้งนี้เราจะสนับสนุนเงินให้เกษตรกรทั่วประเทศ จำนวน 30,000 บาท ทั้ง 8 ล้านครอบครัว เพื่อแก้ปัญหาความยากจนด้วย ถ้าพี่น้องอยากมีชีวิตที่กินดี อยู่ดี ไม่ต้องลำบากเหมือนที่ผ่านมา ก็ขอให้เลือกพรรคพลังประชารัฐ เบอร์ 37”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 30 เมษายน 2566

“พล.อ. ประวิตร” ถวายบายศรีปิดทองศาลหลักเมืองขอนแก่น ก่อนขึ้นปราศรัยใหญ่พบปะชาวอีสาน

,

“พล.อ. ประวิตร” ถวายบายศรีปิดทองศาลหลักเมืองขอนแก่น ก่อนขึ้นปราศรัยใหญ่พบปะชาวอีสาน

วันที่ 30 เมษายน เวลา 16.19 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยแกนนำพรรค นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค พล.อ.กฤษณ์โยธิน ศศิพัฒนวงษ์ นายทะเบียนพรรคเดินทางมาที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อเปิดเวทีปราศรัยใหญ่พบปะชาวอีสาน ได้เข้าสักการะ “ศาลหลักเมืองขอนแก่น” ซึ่งพร้อมถวายบายศรีทั้ง 4 ทิศโดยมีผู้ทำพิธีนำภาวนาให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 และจากนั้นได้ทำพิธิปิดทองศาลหลักเมืองเพื่อความเป็น ศิริมงคล เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวขอนแก่น ที่มีการก่อสร้างโดยนำเอาวัฒนธรรมจีนและไทยมารวมกันและส่วนประกอบงานศิลป์เป็นการอนุรักษ์งานสถาปัตยกรรมที่สำคัญของ ท้องถิ่นอีสาน คนจีนเรียกว่า “ศาลหลักเมืองกง” ส่วนคนไทยเรียกว่า “ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง” ประดิษฐานอยู่ที่ศาลาสุขใจ ใจกลางเมือง จ.ขอนแก่น ก่อนเดินทาง เข้าร่วมประชุมกองทุนหมู่บ้านชาวจังหวัดขอนแก่นและขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ

โดยก่อนเดินทางออกจากศาลหลักเมือง พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับประเด็นการจับมือกับพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาล พล.อ.ประวิตร กล่าวว่าพรรคพลังประชารัฐยังไม่มีสูตรเรื่องนี้ เมื่อสื่อมวลชนถามยํ้าว่าแสดงว่ารอหลังเลือกตั้งอย่างเดียวใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ใช่ครับ”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 30 เมษายน 2566

“สกลธี” ชู Soft Powre ชุมชน ดึงนักท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

,

“สกลธี” ชู Soft Powre ชุมชน ดึงนักท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

​เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2566 นายสกลธี ภัททิยกุล กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ และหัวหน้าทีมผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ ของพรรคฯ ได้ลงพื้นที่ตลาดสดพัฒนาการ เขตประเวศ และชุมชนทับช้างคลองบน ค่ายมวยไชยา บ้านช่างไทย เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ ร่วมกับ น.ส.แพรว กิจสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ส.เขตเลือกตั้งที่ 21 (ประเวศ-สะพานสูง) หมายเลข 2 เพื่อพบปะประชาชน
​ก่อนลงพื้นที่ นายสกลธีกล่าวถึงกรณีที่มีคลิปการแจกเงินซื้อเสียงที่จังหวัดนครราชสีมาว่า ต้องใช้วิจารณญาณว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ที่จะมีการทุจริต แต่คนทำผิดกลับสวมเสื้อพรรคยืนแจกเงินพร้อมแนบป้ายหาเสียงอยู่ชัดเจนให้คนถ่ายคลิปง่ายๆ ซึ่งเรื่องนี้ยังมีสื่อวิเคราะห์ไว้ว่าน่าจะเป็นการกลั่นแกล้งใส่ร้ายจากพรรคการเมืองคู่แข่ง ตนจึงอยากให้ กกต.เข้ามาดูแลป้องกันการใช้วิชามารแบบนี้โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการแข่งขันกันสูง ในส่วนของพรรคฯ และผู้สมัครก็ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการแจ้งความให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบแล้ว
​จากนั้นนายสกลธี และ น.ส.แพรว ได้ลงพื้นที่ตลาดสดพัฒนาการ โดย น.ส.แพรวกล่าวว่า ได้รับการตอบรับอย่างดีจากทั้งพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย เพราะชุดนโยบายด้านเศรษฐกิจปากท้องของพรรคพลังรัฐตอบโจทย์เรื่องการลดค่าครองชีพ-เพิ่มเงินในกระเป๋า ทั้งการลดค่าไฟฟ้าค่าแก๊ส ลดค่าน้ำมัน รวมไปถึงการเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ ที่จะทำให้ทุกคนมีเงินมาทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์มากขึ้น
​ด้านนายสกลธีกล่าวว่า นอกเหนือจากการช่วยเหลือเรื่องปากท้องซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนการ การสร้างย่านเศรษฐกิจใหม่ๆ ในกรุงเทพ ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเริ่มทำทันที โดยเฉลี่ยแล้วนักท่องเที่ยวจะเข้ามาอยู่ในกรุงเทพนานประมาณ 4 วัน หากเราสร้างแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจเพิ่มเติม ก็จะยืดระยะเวลาการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติให้นานขึ้น เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น และสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตั้งแต่ฐานราก เช่นในเขตสะพานสูง มีชุมชนทับช้างคลองบนเป็นชุมชนเก่าแก่ที่ชาวบ้านมีวิถีชีวิตการจับปลาด้วยการใช้ยอ สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมได้ และยังสามารถพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากปลาเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งทั้งรัฐบาลและท้องถิ่นต้องช่วยกัน โดยใช้เงินจากกองทุนประชารัฐ 3 แสนล้านบาท มาทำตรงนี้
​จากนั้นนายสกลธีได้ร่วมต่อยมวยที่ค่ายมวยไชยา บ้านช่างไทย โดยนายสกลธีกล่าวว่า มวยเป็น Soft Power ที่มีพลังของประเทศไทยอยู่แล้ว โดยเฉพาะมวยไชยาที่มีเอกลักษณ์พิเศษ หากได้รับการส่งเสริมที่ถูกต้องก็จะสามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนได้มากขึ้นไปอีก จึงอยากจะขอโอกาสให้คนรุ่นใหม่อย่าง น.ส.แพรว หมายเลข 2 เข้ามาช่วยทำงานนี้ เพราะเป็นคนพื้นที่ตั้งแต่เกิด รู้คุณค่าของศิลปวัฒนธรรมในเขตประเวศ เขตสะพานสูงที่สามารถนำไปต่อยอดสร้างรายได้

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 30 เมษายน 2566

“สนธิรัตน์” เดินสายพบปะแกนนำชาวสวนปาล์มภาคใต้ สร้างความมั่นใจนโยบายพปชร. มุ่งเพิ่มราคาปาล์มยั่งยืน

,

“สนธิรัตน์” เดินสายพบปะแกนนำชาวสวนปาล์มภาคใต้
สร้างความมั่นใจนโยบายพปชร. มุ่งเพิ่มราคาปาล์มยั่งยืน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง เปิดเผยถึงผลการประชุมร่วมกับแกนนำชาวสวนปาล์ม 5 จังหวัดภาคใต้ว่า ได้มีการพบกับแกนนำชาวสวนปาล์มน้ำมันภาคใต้ 5 จังหวัดและหารือประเด็นเพื่อยกระดับราคาปาล์มน้ำมัน และหาแนวทางพลิกชีวิตที่ยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวภาคใต้ โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้น้ำมันปาล์มเข้าสู่การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ น้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ ที่จะสร้างมูลค่าต่อผลผลิตปาล์มน้ำมันของประเทศได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้แผนในระยะสั้นทันทีที่พรรคพลังประชารัฐได้เป็นรัฐบาลจะนำ B10 กลับมา เพื่อให้พี่น้องชาวเกษตรกรมีผลตอบแทนจากปาล์มน้ำมันที่มีราคาดีขึ้น ขณะเดียวกันจะมีการมอบทุนให้ครอบครัวละ 30,000 บาท เพื่อใช้ลงทุนในเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิต เช่น ระบบน้ำหยด เครื่องวัดคุณภาพดิน และนำไปสู่การใช้ปุ๋ยสั่งตัดอย่างมีประสิทธิภาพ หรือใช้ลงทุนแปรรูปผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมันที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น นำน้ำมันปาล์มาผลิตเป็นเครื่องสำอาง และอาหารเสริม ซึ่งพรรคพลังประชารัฐจะทำให้ชาวส่วนปาล์มน้ำมันมีรายได้ที่ยั่งยืน

“ทั้งหมดเราประกาศทำนโยบายทันทีที่พรรคพลังประชารัฐเป็นรัฐบาลราคาปาล์มน้ำมันจะต้องไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 6 บาท ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราได้พูดคุยกัน และเป็นนโยบายเบื้องต้นของพรรค ซึ่งวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 ผมจะลงพื้นที่ภาคใต้อีกครั้งเพื่อนำเสนอประเด็นเรื่องปาล์มน้ำมันโดยเฉพาะ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องเกษตรกรสามารถยืนบนขาของตัวเองได้ และมั่นใจถึงอนาคตที่จะส่งมอบปาล์มน้ำมันไปถึงลูกหลานถ้าประเทศไทยผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพจากปาล์มน้ำมัน น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ น้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ ที่มีความต้องการในตลาดโลกรวมนับร้อยล้านตัน และสามารถดำเนินการตามนโยบายของพรรคพลังประชารัฐได้ แม้จะปลูกปาล์มทั้งประเทศก็ไม่พอ ต่อความต้องการของโลก ในขณะที่เรามีน้ำมันปาล์มเพียงปีละ 3.5 ล้านตันในปัจจุบัน โดยเราจะมีการตั้งเขตเศรษฐกิจปาล์มน้ำมัน เพื่อการแปรรูปน้ำมันปาล์มขึ้นในภาคใต้” นายสนธิรัตน์ กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 30 เมษายน 2566

ชาวนา ต้องไม่จนอีกต่อไป! “ลุงป้อม” เติมเงินช่วยลดต้นทุนทำนาสูงสุด 30,000 บาท หวังยกระดับชีวิตชาวนา พร้อมชู 3 นโยบายสร้างรายได้เกษตกรไทย หลุดพ้นกับดักความยากจน

,

ชาวนา ต้องไม่จนอีกต่อไป! “ลุงป้อม” เติมเงินช่วยลดต้นทุนทำนาสูงสุด 30,000 บาท หวังยกระดับชีวิตชาวนา พร้อมชู 3 นโยบายสร้างรายได้เกษตกรไทย หลุดพ้นกับดักความยากจน

นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ โฆษกคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคฯ ให้ความสำคัญกับเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มวัยทำงานที่มีจำนวนมากที่สุด มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมากจากผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ อาทิ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพารา เป็นต้น แต่เมื่อพิจารณาถึงรายได้ของเกษตรกรไทยแล้ว กลับเป็นกลุ่มประชากรที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าอาชีพอื่นๆ ขาดความมั่นคง ก่อให้เกิดปัญหาคุณภาพชีวิต อีกทั้ง มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง

พรรคพลังประชารัฐจึงออกนโยบายเฉพาะเพื่อเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ โดยเริ่มจากนโยบายที่ 1 นโยบายเติมเงินทุนช่วยเหลือเกษตรกร ครัวเรือนละ 30,000 บาท นโยบายที่ 2 นโยบายปุ๋ยคนละครึ่ง ซึ่งภาครัฐจะช่วยเหลือค่าปุ๋ย 50% และล่าสุด นโยบายที่ 3 นโยบายเพิ่มเงินช่วยเหลือต้นทุนค่าเก็บเกี่ยวข้าวให้ชาวนา อัตราไร่ละ 2,000 บาท จำนวนไม่เกิน 15 ไร่ เป็นเงิน 30,000 บาทต่อราย

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน รัฐบาลให้การสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว อัตราไร่ละ 1,000 บาท จำนวนไม่เกิน 20 ไร่ เป็นเงิน 20,000 บาทต่อราย ซึ่งการปรับลดจำนวนพื้นที่เหลือ 15 ไร่ ไม่ได้ทำให้ชาวนาเสียประโยชน์ ในทางกลับกัน ชาวนาจะได้รับเงินช่วยเหลือต้นทุนค่าเก็บเกี่ยวข้าวที่มากขึ้น อีกทั้ง รัฐบาลจะสามารถให้ความช่วยเหลือชาวนารายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึงมากกว่าเดิม ซึ่งจะเป็นการสร้างขวัญ กำลังใจ และจูงใจให้ชาวนาเพาะปลูกข้าวสายพันธุ์คุณภาพ เพื่อเพิ่มผลผลิตและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัว

“ทั้ง 3 นโยบายด้านการเกษตร ที่พรรคพลังประชารัฐประกาศออกมา ทางดรีมทีมเศรษฐกิจของพรรคฯ มั่นใจว่า จะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับกลุ่มเกษตรกรแบบ 360 องศา อาทิ ช่วยเติมทุนการเพาะปลูก ช่วยลดต้นทุนการผลิต ช่วยเพิ่มผลผลิตเกษตร และช่วยให้จำหน่ายในราคาสูง ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน เพราะเกษตรกรจะมีรายได้สูงขึ้น หลุดพ้นกับดักความยากจน ไม่เป็นหนี้สิน ซึ่งเกษตรกรจะเป็นอีกกลุ่มประชากรที่มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจฐานรากและการบริโภคภายในประเทศ พร้อมฝากประชาชนพิจารณาเลือกพรรคพลังประชารัฐ เบอร์ 37 และเลือกผู้สมัคร สส. พรรคทุกเขตทั่วทั้งประเทศ เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง และพลิกฟื้นเศรษฐกิจ พลิกโฉมประเทศไทย เพื่อก้าวหน้าไปอย่างยั่งยืน” นายชาญกฤช กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 30 เมษายน 2566