โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ทางเลือกใหม่ของการเมืองไทย ก้าวข้ามความขัดแย้ง สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน

วัน: 20 เมษายน 2023

‘พล.อ.ประวิตร ‘ ชูนโยบาย ‘อีสานประชารัฐ’ พัฒนาความเจริญเชื่อมโยงภูมิภาค สร้างเส้นทางรถไฟทางคู่บึงกาฬ-อู่ตะเภา 480 กม.พัฒนานิคมฯสร้างอาชีพมั่นคง

,

‘พล.อ.ประวิตร ‘ ชูนโยบาย ‘อีสานประชารัฐ’ พัฒนาความเจริญเชื่อมโยงภูมิภาค
สร้างเส้นทางรถไฟทางคู่บึงกาฬ-อู่ตะเภา 480 กม.พัฒนานิคมฯสร้างอาชีพมั่นคง

20 เม.ย.2566 – ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรค พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค พล.อ.ธัญญา เกียรติสาร กรรมการบริหารพรรค ร่วมแถลงเปิดนโยบาย “อีสานประชารัฐ” พัฒนาภาคอีสานด้วยรถไฟทางคู่ บึงกาฬ-อู่ตะเภา

โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค กล่าวว่า เราจะพัฒนาภาคอีสานและภาคตะวันออกให้เป็นรถไฟทางคู่ จาก จ.บึงกาฬ – ท่าเรือแหลมฉบัง – ท่าเรือมาบตาพุด – สนามบินอู่ตะเภา จ.ระยอง โดยเป็นการพัฒนาพื้นที่ได้ 24 จังหวัด ในภาคอีสาน และภาคตะวันออก สอดรับกับการพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคตะวันออก(EEC) โดยโครงการพัฒนาเส้นทางทางรถไฟ จะผ่าน 13 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา สระแก้ว ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และยังเชื่อมต่อ 11 จังหวัดได้แก่ จังหวัดหนองคาย ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร ศรีษะเกษ มหาสารคาม และหนองบัวลำภู ระยะทางรวมประมาณ 480 กม. โดยเราจะดำเนินโครงการทันที เมื่อได้เป็นแกนนำร่วมจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเราสำรวจเส้นทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับการดำเนินโครงการใหญ่ในภาคอีสาน จะเป็นจุดแรกที่เราทำก่อน จากนั้นจะทำภาคเหนือและใต้ต่อไป ซึ่งเป็นแนวคิดที่คิดจะทำกันมาหลายปีแล้ว อย่าเพิ่งไปคิดว่าโครงการ จะทำแล้วเสร็จพรุ่งนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ชาวอีสาน มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งการทำงบประมาณ ไม่ต้องห่วง ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง แต่ตนไม่ห่วง สามารถดำเนินการได้แน่นอน

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เราทำเพื่อคนอีสานโดยเฉพาะ จะได้มีงาน สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนอีสาน น้ำเขาก็น้อย การเกษตรก็มีข้อขัดข้องเยอะ คนอีสานออกมาทำงานต่างจังหวัดทั้งนั้น เราทำโครงการนี้เพื่อชาวอีสานโดยเฉพาะ อย่าเพิ่งถามถึงภาคอื่น เอาให้ภาคอีสานเจริญ โดยภาคอีสานมีทั้งหมด 133 เขต คิดเป็น 1 ใน 3 ของประเทศ

ด้านนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรค กล่าวว่า เราจะพัฒนาอีสาน เปิดภาคอีสานของเราให้ทันต่อโลก เนื่องจากดูแต่ละพรรคการเมืองแล้ว มีแต่ที่จะขอให้ชาวภาคอีสานทั้ง 20 จังหวัด และภาคตะวันออก 5 จังหวัด ขอแต่แลนด์สไลด์ แต่ไม่เคยเห็นพรรคการเมืองใดเลยที่คิดว่าจะพัฒนาภาคอีสานให้พ้นความยากจน หรือนำเงินลงทุนมหาศาลไปพัฒนา ซึ่งไม่มีเลย มีแต่ พปชร. ที่ให้ความสำคัญกับชาวอีสาน ตลอดระยะเวลาเกิน 20 ปี ภาคอีสานไม่ได้รับการพัฒนาใดๆ เลย
“หลายสิบปีที่ผ่านมา ชาวอีสานได้รับการพัฒนาอย่างเชื่องช้า มีแต่คนไปขอให้แลนด์สไลด์ แต่ยังไม่เคยได้ยินพรรคใดที่ตั้งใจที่จะไปพัฒนาภาคอีสานเพื่อลูกหลานอยู่ดีกินดี เราจึงขอแรงใจทั้ง 133 เขตให้กับ พปชร. เพื่อพปชร.จะได้มีอำนาจในการมาพัฒนาภาคอีสาน และเรามั่นใจว่าชาวอีสานจะต้องเลือก พปชร.ทั้ง 133 เขต เพื่อให้ พปชร. เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และใน 133 เสียง ที่เลือกเราเข้าไปในสภาจะไปยกมือสนับสนุนให้ พล.อ.ประวิตร เป็นนายกรัฐมนตรี ผมยืนยันว่าโครงการเหล่านี้ทำจริง ทำทันที แต่เราจะต้องมีนายกฯเป็นคนที่จะใช้อำนาจผลักดันโครงการดีๆ เหล่านี้ได้”นายสันติ กล่าว

ดั้งนั้น พปชร.จึงมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะก่อสร้างโครงการทางรถไฟรางคู่ จาก จ.บึงกาฬ ที่อยู่บนสุด ของอีสานวิ่งตรงลงมาผ่านภาคอีสานทางตะวันออกทั้งภาค มาถึงท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด และสนามบินอู่ตะเภา เพื่อเปิดโลกให้ชาวอีสาน

นายสันติ กล่าวว่า สำหรับรถไฟรางคู่แบบใหม่ที่เราจะทำนั้น จะมีรางขนาด 1.435 ม. มาตรฐานเดียวกับรถไฟความเร็วสูง จะมีการสร้างทางหลวงพิเศษ 8 ช่องจราจร ตลอดแนวเส้นทางรถไฟ จะมีการสร้างนิคมอุตสาหกรรม ขนาด 20,000 ไร่ 6 แห่ง กว่า 6,000 โรงงาน โดยเป็นนิคมอุตสาหกรรมนำสมัย นอกจากนี้ จะมีการสร้างวิทยาลัยอาชีวะใกล้นิคมอุตสาหกรรม นิคมฯละ 2 แห่ง รวม 12 แห่ง เพื่อเตรียมแรงงานที่มีทักษะและคุณภาพรองรับอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาท่าเรือบก ซึ่งจะเป็นพื้นที่รองรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากนิคมอุตสาหกรรมที่จัดตั้งขึ้นก่อนที่จะมีการขนส่งไปยังท่าเรือน้ำลึกที่ภาคตะวันออก

สำหรับงบประมาณที่จะใช้ในการพัฒนาโครงการนี้ โดยเฉพาะการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ทางการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะเป็นผู้ดำเนินการ โดยการดึงดูดนักลงทุนมาจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งเป้าหมายไว้ คาดว่าจะสามารถดึงดูดเงินลงทุนเข้าประเทศไทย 4.5 ล้านล้านบาท โดยรัฐจะเป็นผู้เวนคืนที่ดินที่ต้องใช้ในการพัฒนานิคมแต่ละนิคมประมาณ 2 หมื่นไร่ เพื่อรองรับโรงงานประมาณ 1 พันโรงงาน โดยแต่ละโรงงานจะใช้เงินลงทุนประมาณ 750 ล้านบาท ทั้งนี้ มีหลายประเทศสนใจที่จะมาตั้งนิคมอุตสาหกรรมและดึงโรงงานเข้ามาประมาณ 1 แห่ง อาทิ จีน และประเทศในยุโรปที่สนใจเข้ามาตั้งโรงงาน

อย่างไรก็ตาม นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค พปชร. ได้กล่าวย้ำว่า ขณะนี้ได้ยื่นนโยบายดังกล่าวต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 20 เมษายน 2566

“สนธิรัตน์” ลุยเวทีดีเบตเมืองย่าโม โชว์แก้ปัญหาระบบสาธารณสุขไทยครบวงจร ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลพี่น้องประชาชน

,

“สนธิรัตน์” ลุยเวทีดีเบตเมืองย่าโม โชว์แก้ปัญหาระบบสาธารณสุขไทยครบวงจร ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลพี่น้องประชาชน

วันที่ 18 เม.ย. 2566 ที่ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จ.นครราชสีมา นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง พรรคพลังประชารัฐ ร่วมเวทีดีเบต “เลือกตั้ง 66 #วาระคนไทย” ในหัวข้อเรื่องระบบสาธารณสุข ซึ่งจัดขึ้นโดยช่อง 7 HD ซึ่งคำถามแรกเป็นเรื่องของการรักษาในระบบโรงพยาบาลรัฐที่บางครั้งมีการวินิจฉัยโรคผิด มีการจองคิวยาว พรรคมีวิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร โดยนายสนธิรัตน์ ได้ตอบคำถามว่า หากพรรคพลังประชารัฐได้เป็นรัฐบาล และได้ดูแลกระทรวงสาธารณสุข อย่างแรกคือต้องแก้ระบบสาธารณสุข โดยใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้ว เช่น ต้องผลักดันให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) เป็นโรงพยาบาลหน้าบ้านของประชาชน ให้มีคุณภาพที่สูงขึ้น พี่น้องไม่ต้องลำบากนั่งรถไปหาหมอไกลๆ และขอเงินค่ารถจากใคร ใช้ รพ.สต. รองรับเรื่องสุขภาพของประชาชน ผ่านเครื่องมือ Telemedicine และ Telepharmacy หมอและคนไข้อยู่ที่ไหนก็สามารถรักษาได้ ให้บริการทัดเทียมกัน

นอกจากนี้ที่พรรคพลังประชารัฐได้ทำสำเร็จมาแล้ว คือการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศ หากประชาชนประสบอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วย สามารถให้หมอเข้าถึงข้อมูลแล้วรักษาพี่น้องได้ทันที ท้ายสุดต้องยกระดับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ด้วยการส่งเสริมความรู้ ทุนการศึกษาให้สามารถดูแลประชากรในพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มจำนวนของอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น เพื่อดูแลผู้สูงอายุติดเตียงและติดบ้าน ขอย้ำว่า พรรคพลังประชารัฐไม่ได้คิดจากความฝัน แต่คิดจากสิ่งที่มีอยู่ และคิดจากสิ่งที่ทำอยู่แล้ว และจะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เมื่อได้รับโอกาสเป็นรัฐบาลในสมัยหน้า

จากนั้นนายสนธิรัตน์ ได้ตอบคำถามเรื่องกรณีที่มีคนดังจัดงานระดมทุนซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ จนสังคมตั้งคำถามว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลหรือไม่ หากพรรคของท่านเป็นรัฐบาลจะแก้ปัญหานี้อย่างไร นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า เรื่องนี้แบ่งเป็น 2 มิติ มิติแรกคือคนไทยเป็นคนมีจิตใจกุศล มีใจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เราเห็นด้วย อย่ามองเป็นเรื่องลบอย่างเดียว แต่อีกมิติคือการแก้ไขปัญหาของคนที่เข้ามาเป็นรัฐบาล สาเหตุหนึ่งเกิดจากการจัดการงบประมาณ ปัญหางบประมาณไม่เพียงพอเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งงบที่เสียไปกับบุคลากร งบค่าน้ำ ค่าไฟ และงบสร้างสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น ซึ่งต้องเร่งแก้ไข รวมถึงต้องขจัดเรื่องคอร์รัปชั่นในหน่วยงาน ทั้งนี้ พรรคพลังประชารัฐสามารถจัดการได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ยกตัวอย่างการจองคิวหาหมอ ให้จองคิวผ่านมือถือ ช่วยลดคนแจกบัตรคิว ลดคนจองคิว นอกจากนี้ ต้องปฏิรูปโดยใช้คนป่วยเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลโดยใช้เทคโนโลยี ใช้ รพ.สต. และอสม.เข้ามาช่วย สิ่งเหล่านี้จะช่วยกระจายปัญหาไปข้างนอก ลดความเหลื่อมล้ำในมิติสุขภาพ พร้อมทั้งต้องสร้างแรงจูงใจให้กับพี่น้องประชาชนในการดูแลตัวเอง มีการกระจายเครื่องมือดูแลสุขภาพ และเครื่องมือสาธารณสุขให้เข้าถึงประชาชน เพื่อป้องกันก่อนป่วย และลดภาระทางงบประมาณของรัฐบาลในระยะยาว

นายสนธิรัตน์ ยังได้ตอบคำถามถึงการประเมินเก้าอี้ ส.ส. ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคพลังประชารัฐได้ที่นั่งจาก จ.นครราชสีมา 6 ที่นั่ง ถือเป็นความกรุณาของชาวโคราช ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคพลังประชารัฐมุ่งหวังว่าขอรักษาอย่างน้อย 6 ที่นั่ง แต่จะได้มากหรือน้อยกว่านี้อยู่ที่พี่น้องชาวโคราช จึงขอฝากพี่น้องชาวโคราชได้เลือกพรรคพลังประชารัฐ ไปก้าวความขัดแย้ง ก้าวพ้นความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งเพื่อแก้ไขปัญหาสาธารณสุขไทย เพื่อให้สามารถดูแลพี่น้องได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียมและครบวงจร

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 20 เมษายน 2566

“พล.อ.ประวิตร”นำทัพ พปชร.ปราศรัย จ.ฉะเชิงเทรา ส่งผู้สมัคร 4 เขต คนดี คนเก่งรับใช้ปชช. ลั่นลดราคาพลังงานทุกชนิดทันทีที่เป็น รบ.ชวน คนไทยก้าวข้ามความยากจนและความขัดแย้ง

,

“พล.อ.ประวิตร”นำทัพ พปชร.ปราศรัย จ.ฉะเชิงเทรา ส่งผู้สมัคร 4 เขต คนดี คนเก่งรับใช้ปชช. ลั่นลดราคาพลังงานทุกชนิดทันทีที่เป็น รบ.ชวน คนไทยก้าวข้ามความยากจนและความขัดแย้ง

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2566 เวลา 17.50 น. พรรคพลังประชารัฐ ได้เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ บริเวณลานจอดรถวัดสมานรัตนาราม ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา นำโดย พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง และนายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง และ ดร.รัฐสภา นพเกต ผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 เบอร์ 3 ,นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 เบอร์ 4, นายสายัณห์ นิราชผู้สมัคร ส.ส. เขต 3 เบอร์ 4 และ พล.ต.ท พิทักษ์ จารุสมบัติ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 4 เบอร์ 7 โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักมีประชาชน จำนวน 12,000 คน รอเข้าร่วมรับฟังการปราศรัย

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า วันนี้รู้สึกอบอุ่นที่มาพบปะพี่น้องประชาชนในวันนี้ ผมและพรรคพลังประชารัฐพร้อมแล้วที่จะทำงานรับใช้พี่น้องชาว จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อให้ จ.ฉะเชิงเทรา ได้เจริญรุ่งเรือง ฝากพรรคพลังประชารัฐด้วย พรรคได้เลือกคนดี คนเก่งมาเป็นผู้แทนของพี่น้องชาว จ.ฉะเชิงเทรา ทั้ง 4 เขตโปรดเลือกผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐทั้ง 4 เขต ด้วย และการเลือกพรรคพลังประชารัฐขอให้เลือก 37 ด้วย ทั้งนี้ อยากจะสื่อสารให้พี่น้องทราบว่า พรรคพลังประชารัฐได้นำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากมาย ทำนโยบายบัตรประชารัฐเพิ่มเป็น 700 บาทต่อเดือน ลดราคาน้ำมัน แก๊สหุงต้ม และค่าไฟฟ้าลงในทันทีเมื่อได้เข้ามาเป็นรัฐบาล โดยน้ำมันเบนซินลดลง 18 บาท ต่อลิตร ดีเซล ลดลง 6.30 บาทต่อลิตร ในทันทีที่พรรคได้มาเป็นรัฐบาล รวมทั้งมีมาตรการลดราคาแก๊สหุงต้มเหลือ 250 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ที่สำคัญคือ ลดราคาค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านที่อยู่ที่อาศัย เหลือ 2.50 บาทต่อหน่วย ภาคอุตสาหกรรม เหลือ 2.70 บาทต่อหน่วย

อย่างไรก็ตาม พลังประชารัฐจะทำทุกอย่างให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้นขอฝากพี่น้องประชาชนทุกคนช่วยเลือกพรรคพลังประชารัฐเบอร์ 37 และเลือกผู้สมัครทั้ง 4 เขตของพรรคด้วย ทั้งนี้เพื่อมอบความสุขให้กับประชาชนด้วยความจริงใจ นอกจากจะดูแลคนไทยทุกช่วงวัยทั้งเบี้ยผู้สูงอายุ โดย อายุ 60 ปี ได้รับการดูแล เดือนละ 3,000 บาท อายุ 70 ปี ขึ้นไป ได้รับการดูแล 4,000 บาท อายุ 80 ปีขึ้นไปจะได้รับการดูแล 5,000 บาท ช่วยดูแลผู้สูงอายุให้สามารถอยู่ได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้ยังมีนโยบายดูแลสุภาพสตรีตั้งครรภ์ ตั้งแต่ 5 เดือนเป็นต้นไป เดือนละ10,000 บาท จนถึงคลอด และเมื่อคลอดออกมาแล้วจะดูแลไปจนถึง 6 ขวบ เดือนละ 3,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายมีเราไม่มีแล้ง ได้ลงพื้นที่ดูแลเรื่องน้ำหลายครั้งเพื่อดูแลแก้ปัญหาเรื่องน้ำให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเรื่องน้ำเค็ม น้ำอุปโภค บริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร และได้ทำโครงการต่าง ๆ ให้กับพี่น้องชาว จ.ฉะเชิงเทรา เป็นจำนวนมาก เรื่องที่ทำกินได้มอบหนังสืออนุญาตทำประโยชน์หลายครั้ง โดยเฉพาะพื้นที่เขาตะเกียบ

พรรคพลังประชารัฐจะแก้ปัญหาความยากจน และก้าวข้ามความยากจนไปด้วยกัน ด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างงาน สร้างรายได้ ยกระดับการศึกษา ยกระดับภาคอุตสาหกรรม และจะพัฒนาเขตพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดยการขยายเส้นทางถนนหมายเลข 304 ให้สะดวกในการคมนาคม ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“ผมพูดไม่เก่ง แต่ทำงานและประสานประโยชน์ได้ทุกฝ่าย จะนำคนเก่ง ๆ มาร่วมมือกันทำงาน ก้าวข้ามความขัดแย้ง สร้างความรุ่งเรืองให้ประเทศ เราจะก้าวข้ามความยากจนและความขัดแย้งไปด้วยกัน ทำให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศมีความเป็นหนึ่งเดียว รักใคร่สามัคคีกัน ขอให้เชื่อมั่นใน พปชร. ผมขอประกาศกับพี่น้องว่าเราทำได้ พร้อมจะรับใช้ประชาชนให้มีความสุขต่อไป โดยการเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ค.นี้ โปรดเลือก พปชร.เบอร์ 37 และเลือกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ขอฝาก พปชร.ไว้กับชาวฉะเชิงเทราด้วย” พล.อ.ประวิตร กล่าว

ด้านนายสนธิรัตน์ กล่าวปราศรัยว่า ขอให้ประชาชนศึกษาวิธีของการกาบัตรให้ดี เพราะครั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ หลังการเลือกตั้ง ไม่ว่าฝ่ายไหนชนะการเลือกครั้งนี้ พรรคพลังประชารัฐยืนยันชัดเจนว่า ไม่เป็นศัตรูกับใคร แต่จะเป็นกาวใจเชื่อมประสานทุกพรรค เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี หลังการเลือกตั้งจะต้องไม่ตีกันและไม่ขัดแย้ง ความคิดแตกต่างกันได้ แต่คนไทยต้องรักกัน วันนี้เรามาขอคะแนน โดยจะเป็นกาวใจเชื่อมทุกฝ่ายเพื่อดูแลประชาชน

อีกทั้ง พล.อ.ประวิตร สามารถประสานงานได้ทุกฝ่ายเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุด และบุคลากรในพรรคของเราก็มีความรู้ ความสามารถ และเรายังมีมือเศรษฐกิจที่ดีที่สุด ตนจึงขอให้ประชาชนพิจารณาเลือกพรรคพลังประชารัฐด้วย

นายสันติ กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐ มีนโยบายเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรประชารัฐ เดือนละ 700 บาท เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางได้มีเงินยังชีพ ปัจจุบันที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 14.5 ล้านคน หรือประมาณ 25% ของคนไทยทั้งประเทศ โดยพรรคมีแนวคิดให้พี่น้องกลุ่มเปราะบางที่ถือบัตรสามารถขึ้นทะเบียนเพื่อ ฝึกอบรมอาชีพ จำนวน 15 วัน และเมื่อผ่านการอบรมจะได้รับทุน จำนวน 30,000 บาทต่อคน เพื่อนำไปเป็นทุนในการประกอบอาชีพ โดยผู้ที่ถูกคัดเลือกจะผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้กลุ่มเหล่านี้มีอาชีพที่มั่นคง ก้าวพ้นจากความยากจน และเป็นผู้ประกอบการรายใหม่

นอกจากนี้ทางพรรคพลังประชารัฐยังมีโครงการที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะสร้างประโยชน์ให้กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก โดยการสร้างทางรถไฟทางคู่เริ่มจาก จ.บึงกาฬ มายัง จ.มหาสารคาม จ.กาฬสินธุ์ จ.ร้อยเอ็ด และ จ.สุรินทร์ มา จ.ปราจีนบุรี มา จ.สระแก้ว มา จ.ฉะเชิงเทรา จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคตามนโยบายที่จะพัฒนา “อีสานประชารัฐ”

ด้านนายอรรถกร หนึ่งในผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐ กล่าวปราศรัยว่า ตนต้องขอบคุณชาวฉะเชิงเทราที่ให้ความเอ็นดูมากกว่า 10 ปีตั้งแต่สมัยคุณพ่อและวันนี้ตนมาขอคะแนนและขอความเอ็นดูจากพี่น้องอีก 1 สมัย ตนขอโอกาสได้เข้าสภาไปผลักดันการแก้ปัญหาเรื่องน้ำให้พี่น้องชาวฉะเชิงเทราทุกคน ทั้งนี้ ขอให้วันที่ 14 พ.ค.พี่น้องเข้าคูหากาเบอร์ 37 หากจำไม่ได้ให้คิดถึงนโยบายของพรรคพลังประชารัฐที่จะเพิ่มจำนวนเงินในบัตรประชารัฐ จาก 300 เป็น 700


ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 20 เมษายน 2566