โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ทางเลือกใหม่ของการเมืองไทย ก้าวข้ามความขัดแย้ง สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน

หมวดหมู่: สื่อออนไลน์

“ส.ส. ฐนภัทร”วอน มหาดไทย แก้ไขการขอเลขที่บ้านของผู้มีรายได้น้อย

,

“ส.ส. ฐนภัทร”วอน มหาดไทย แก้ไขการขอเลขที่บ้านของผู้มีรายได้น้อย เร่งหน่วยงานในสังกัดอำนวยความสะดวกเพื่อการเข้าถึงบริการภาครัฐ

พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ หารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร กรณีได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ ไม่ได้รับความสะดวกในการขอเลขที่บ้าน ทั้งแบบเป็นการชั่วคราว และเป็นการถาวร โดยเฉพาะในกลุ่มพี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อย การเข้าถึงบริการของรัฐทำได้ยากมาก เพราะเลขที่บ้านมีความสำคัญอย่างมากในการขอสิ่งสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ เช่น ไฟฟ้า และประปา เป็นต้น จึงขอฝากท่านประธานสภาฯ ไปยังกระทรวงมหาดไทย เร่งดำเนินการและแก้ไข หรือสั่งการไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานอำเภอ หรือท้องถิ่น ให้ดำเนินการให้กับประชาชนโดยเร็วเมื่อมีการร้องขอเลขที่บ้าน

#ฐนภัทรกิตติวงศา
#สสจันทบุรี
#พลังประชารัฐ
#พปชร

ที่มา : facebook.com/PPRPThailand/
เมื่อวันที่ : 17 ธันวาคม 2564

“ส.ส. จีรเดช” เสนอรัฐบาลพิจารณาเพิ่มค่าตอบแทน อสม.เป็น 1,500 บาท

,

“ส.ส. จีรเดช” เสนอรัฐบาลพิจารณาเพิ่มค่าตอบแทน อสม.เป็น 1,500 บาท สร้างกำลังใจด่านหน้ารับมือการแพร่ระบาดโควิด-19

นายจีรเดช ศรีวิราช ส.ส. พะเยา เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ หารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร กรณีได้รับการประสานจากพี่น้องอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทุกประเทศทั่วโลกประสบปัญหาจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะประเทศไทย ณ ปัจจุบัน มีผู้ติดเชื้อกว่า 2.1 ล้านคน ด้วยความร่วมมือและเสียสละจากทุกฝ่าย ที่ทำงานกันอย่างหนักทำให้สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพี่น้อง อสม. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือหน่วยงานด้านสาธารณสุข ที่ต้องทำงานเชิงรุกเป็นด่านหน้าเสี่ยงภัย ทั้งการเฝ้าระวัง ตั้งจุดตรวจ คัดกรองกลุ่มเสี่ยงตามชุมชนและงานต่างๆ พร้อมทั้งแนะนำให้ความรู้ ดูแลพี่น้องประชาชน และอื่นๆ

ขอฝากท่านประธานสภาฯ ไปยังรัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุข ในเรื่องของการเพิ่มค่าตอบแทน จากปัจจุบันที่ได้รับเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ประกาศจ่ายให้เพิ่มอีก 500 บาท ระยะเวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น จึงอยากให้รัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุข พิจารณาค่าตอบแทน และจัดสรรงบประมาณการจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มเป็น 1,500 บาท ตลอดชีพ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับพี่น้อง อสม. ในการปฏิบัติงานต่อไป

#จีรเดชศรีวิราช
#สสพะเยา
#พลังประชารัฐ
#พปชร

ที่มา : facebook.com/PPRPThailand/
เมื่อวันที่ : 17 ธันวาคม 2564

“ส.ส. ทัศนาพร” ​เปิดการฝึก รด.ประจำปี 2564 จ.นครราชศรีมา

,

“ส.ส. ทัศนาพร” เปิดการฝึกรด.ประจำปี 64 จ.นครราชศรีมา พร้อมมอบหน้ากาก-แอลกอฮอล์อุปกรณ์ป้องกันการโควิด 19

สส.ทัศนาพร เกษเมธีการุณ เขต8 จ.นครราชสีมา เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกวิชาทหารนักศึกษาวิชาทหาร ประจำปีการศึกษา 2564 ณ ศูนย์ฝึกโรงเรียนห้วยแถลงพิทยาคม ต.ห้วยแถลง อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเข้าฝึกระเบียบวินัย และเตรียมความพร้อมการเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศ เพื่อให้การฝึกเป็นไปตามมาตรการทางสาธารณสุขด้านความปลอดภัยในการเฝ้าระวังการแพร่ระบาด โควิด 19 ยังได้มอบได้มอบแอลกอฮอล์, หน้ากาก N95, สมุดจดบันทึก และปากกาให้กับนักศึกษาวิชาทหาร

#สสทัศนาพร
#พลังประชารัฐ
#โควิด19

ที่มา : facebook.com/PPRPThailand/
เมื่อวันที่ : 17 ธันวาคม 2564

“ส.ส. ธณิกานต์” หนุนสิทธิสตรีบนความเท่าเทียม ในเวที MOU เพื่อความเสมอภาค

,

“ส.ส.ธณิกานต์” หนุนสิทธิสตรีบนความเท่าเทียม ในเวที MOU จัดทำงบฯ เพื่อความเสมอภาคอย่างเป็นรูปธรรม

“ส.ส.ธณิกานต์” ขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ สู่นโยบายภาครัฐ ในการจัดทำงบประมาณประเทศ โดยคำนึงถึงมิติเพศภาวะ และร่วมวงเสวนา มุ่งสู่การขับเคลื่อนนโยบายการจัดทำงบประมาณเพื่อการบริหารประเทศ มองผลประโยชน์ของประชาชนทุกคน เพื่อความเสมอภาคเป็นสำคัญ

นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส.กรุงเทพฯ เขตบางซื่อ-ดุสิต พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะที่ปรึกษาหัวหน้าภาค ด้านสิทธิและสวัสดิภาพเยาวชนและสตรี และประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ขับเคลื่อน SDGs & GRB สภาผู้แทนราษฎร กล่าวในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของประเทศไทย ในการขับเคลื่อนการจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ ระหว่างภาคีภาครัฐ และองค์กรระหว่างประเทศ ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในความตั้งใจขับเคลื่อนเพื่อความเสมอภาคและความเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสิทธิและสวัสดิการที่เป็นธรรมสำหรับผู้หญิงอย่างแท้จริง ทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายระดับโลก (Global Goals) และ SDGs #5 promote Gender Equality & advance Women Empowerment

ทั้งนี้ นางสาวธณิกานต์ ยังได้เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “มุ่งสู่การขับเคลื่อนการจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงนิติเพศภาวะ” ร่วมกับคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รองประธานกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาสถานภาพสตรีแห่งชาติ (กยส.) และประธานคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาสถานภาพสตรี (กสส.), ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า, นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ ก.ล.ต. เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างภาคีภาครัฐ ในการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ที่ให้ความสำคัญเรื่องความเป็นธรรมแก่ประชาชนทุกคน โดยเฉพาะความจำเป็นและความต้องการที่แตกต่างกันของเพศ วัย และสภาพของบุคคล

ที่มา : facebook.com/PPRPThailand/
เมื่อวันที่ : 17 ธันวาคม 2564

“พล.อ.ประวิตร”ประธานพิธีลงนามโครงการชุมชนซื่อสัตย์ ปี 65

,

“พล.อ.ประวิตร”ประธานพิธีลงนามโครงการชุมชนซื่อสัตย์ดันไอแบงก์ปล่อยสินเชื่อผ่านมัสยิดเป้า1,000แห่งในปี’65

“พล.อ.ประวิตร” รองนายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) “โครงการชุมชนซื่อสัตย์” เพื่อพัฒนาสังคมมุสลิม ระหว่างธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) และคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย สร้างโอกาสลูกค้าเข้าถึงระบบสถาบันการเงิน ยกระดับความเป็นอยู่ เพิ่มคุณภาพชีวิตพี่น้องมุสลิม โดยให้สินเชื่อผ่านตัวแทนคณะกรรมการมัสยิดทั่วประเทศ ตั้งเป้าปี 2565 มีมัสยิดเข้าร่วม 1,000 แห่ง

วันนี้ (16 ธันวาคม 2564) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “โครงการชุมชนซื่อสัตย์” เพื่อพัฒนาสังคมมุสลิมระหว่างธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) และคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย โดยมี นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และนายประสาน ศรีเจริญ รองประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ในนามผู้แทนจุฬาราชมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยาน

การลงนามครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ในการแสดงเจตจำนงในการพัฒนาสังคมมุสลิม ระหว่างธนาคารอิสลาม แห่งประเทศไทย และคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ภายใต้การดำเนินงานตามพันธกิจสำคัญ ในการสร้างโอกาสให้ลูกค้ามุสลิม เข้าถึงระบบสถาบันการเงิน เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องมุสลิม โดยการให้สินเชื่อผ่านตัวแทนของคณะกรรมการมัสยิดทั่วประเทศ โดยในปี 2564 ธนาคารได้มีการนำร่องเสนอโครงการให้มัสยิดในภาคกลาง และภาคใต้ ปัจจุบันมีมัสยิดให้การตอบรับเข้าร่วมโครงการดังกล่าว แล้ว 350 แห่ง โดยปี 2565 มีเป้าหมายจะมีมัสยิดเข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ รวม 1,000 แห่ง

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงการคลังได้กำหนดยุทธศาสตร์องค์กร การให้บริการทางการเงินตามหลักศาสนาอิสลาม (หลักซะรีอะฮ์) บนพื้นฐานของคุณธรรมซึ่งเชื่อมโยงสู่แผนดำเนินงาน “โครงการชุมชนซื่อสัตย์” เพื่อพัฒนาสังคมมุสลิมเป็นการสร้างโอกาส ให้พี่น้องชาวมุสลิมเข้าถึงการแหล่งเงินทุน เพื่อการยกระดับความเป็นอยู่ที่ดี จึงนับเป็นการสร้างความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม สร้างความมั่นคงและลดความเหลื่อมล้ำ

“การดำเนินงานครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลได้มุ่งมั่นที่จะสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน ในทุกภาคส่วน และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม” พล.อ.ประวิตรกล่าว

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ที่ผ่านมาได้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้กับพี่น้องชาวมุสลิม โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ไอแบงก์ได้ออกมาตรการเข้ามาช่วยเหลือลูกค้า เพื่อลดผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรการการให้สินเชื่อเพิ่มเติม ฯลฯ และโครงการชุมชนซื่อสัตย์จะเข้ามาเสริมสร้างให้ลูกค้าของไอแบงก์เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น

“ด้วยความเคร่งครัดในการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาของชาวไทยมุสลิม ในเรื่องการบริหารจัดการทางการเงิน แต่ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ทำให้พี่น้องชาวไทยมุสลิม จำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามข้อปฏิบัติตามหลักศาสนา เพื่อให้ดำเนินธุรกิจและสามารถดำเนินชีวิตเพื่อประกอบอาชีพ และการดูแลครอบครัวต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง” นายสันติกล่าว

ที่มา : facebook.com/PPRPThailand/
เมื่อวันที่ : 16 ธันวาคม 2564

ตรีนุช ร่วมตั้งเข็มทิศการศึกษาอาเซม 2030 ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม

,

“ตรีนุช” ร่วมตั้งเข็มทิศการศึกษาอาเซม 2030 ไทยเป็นเจ้าภาพประชุมรัฐมนตรีศึกษาเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 8 แบบออนไลน์ 50 ประเทศร่วมตั้งเข็มทิศการศึกษาอาเซม 2030 เน้นเป้าหมาย 4 หัวข้อใหญ่ “ตรีนุช” ลั่นไทยพร้อมดำเนินการตามยุทธศาสตร์

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีศึกษาเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 8 (ASEM Education Ministers’ Meeting : ASEMME ในรูปแบบทางไกล ผ่านโปรแกรม Microsoft Team โดยมีรัฐมนตรีศึกษาจากประเทศสมาชิกอาเซม ทั้งเอเชียและยุโรป ผู้แทนสหภาพยุโรป (European Union) อาเซียน (ASEAN Secretariat) และ ภาคีเครือข่ายด้านการศึกษาของอาเชม 50 ประเทศ กว่า 120 คนเข้าร่วมการประชุม ภายใต้หัวข้อ “ASEM Education 2030 : Towards more resilient, prosperous and sustainable futures” หรือ “ การศึกษาอาเซม พ.ศ.2573 : สู่อนาคตที่ยืดหยุ่น มั่งคั่ง และยั่งยืนมากขึ้น”

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า การประชุมรัฐมนตรีศึกษาอาเซม จัดขึ้นทุก 2 ปี เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินความร่วมมือในสาขาการศึกษาและกำหนดแนวทางการดำเนินความร่วมมือระหว่างกัน โดยได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.2008 หรือ พ.ศ.2551 และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 8 ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ และเป็นการประชุมต่อเนื่องจากการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการศึกษาของอาเซม ครั้งที่ 2 (ASEM Education Senior Officials’ Meeting: SOM2) ซึ่งจัดไปเมื่อวันที่ 13 – 14 ธ.ค.2564 ในส่วนของการประชุม ASEMME 8 นี้ เป็นเวทีให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่รับผิดชอบงานด้านการศึกษาของประเทศสมาชิกได้รับทราบผลการดำเนินความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพระหว่างกัน พร้อมทั้งร่วมกันกำหนดแนวทางและกิจกรรมที่จะดำเนินการร่วมกันไปจนถึงปี ค.ศ. 2030

“ที่ประชุม ASEMME 8 ได้รับรองยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาของอาเซม 2030 ซึ่งเป็นการกำหนดทิศทางที่สำคัญมากของความร่วมมือด้านการศึกษาภายใต้กรอบอาเซมในอนาคต โดยยุทธศาสตร์ ด้านการศึกษาของอาเซม เน้นเป้าหมาย 4 หัวข้อใหญ่ คือ การประกันคุณภาพและการรับรองคุณวุฒิทางการศึกษา การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในการศึกษา การเคลื่อนที่เพื่อแลกเปลี่ยนอย่างสมดุลระหว่างเอเชียและยุโรป และการเรียนรู้ตลอดชีวิตรวมถึงการศึกษาด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการรับมือกับความท้าทายของโลกปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เป็นต้น” รมว.ศธ.กล่าว

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รับรองข้อสรุป หรือ Chair’s Conclusions ซึ่งเน้นย้ำความร่วมมือของประเทศสมาชิกอาเซมและเครือข่ายด้านการศึกษาของอาเซมในการดำเนินตามยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา การส่งเสริมข้อริเริ่มกิจกรรมและโครงการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ การดำเนินการของเครือข่ายด้านการศึกษาของอาเซม ซึ่งประเทศไทย โดยกระทรวงศึกษาธิการ และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีความพร้อมและความเชื่อมั่นที่จะดำเนินการตามยุทธศาสตร์ และให้การสนับสนุนความร่วมมือด้านการศึกษาของอาเซมอย่างเต็มที่

ที่มา : facebook.com/PPRPThailand/
เมื่อวันที่ : 16 ธันวาคม 2564

อธิรัฐ นำข้อห่วงใยนายกรัฐมนตรี ดูแลความปลอดภัยทางน้ำช่วงเทศกาลปีใหม่

,

“อธิรัฐ นำข้อห่วงใยนายกรัฐมนตรี ออกมาตรการดูแลความปลอดภัยทางน้ำช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมคุมเข้มป้องกันแพร่ระบาดโควิด19”

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีความเป็นห่วงประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่และได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคุมเข้มการเดินทาง โดยเฉพาะระบบขนส่งสาธารณะให้มีความปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19

ตนได้สั่งการให้กรมเจ้าท่าบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจัดทำแผนปฏิบัติมาตรการเพื่อความปลอดภัยและมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2565 ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2564 – 4 มกราคม 2565 โดยให้จัดตั้งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางน้ำทั่วประเทศจำนวน 52 ศูนย์ และศูนย์ควบคุมปฏิบัติการโทรทัศน์วงจรปิด หรือ CCTV ณ กรมเจ้าท่า ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งตั้งจุดอำนวยการความสะดวกและประชาสัมพันธ์ จำนวน 79 จุด แบ่งเป็นส่วนกลาง 2 จุด ส่วนภูมิภาค 77 จุด โดยมอบหมายให้สำนักความปลอดภัยฯ กรมเจ้าท่า รับผิดชอบพื้นที่ส่วนกลาง และสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค 1-7 และสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาดูแลรับผิดชอบในส่วนภูมิภาค ในการตรวจสภาพความปลอดภัยของเรือโดยสารและท่าเทียบเรือ รวมถึงให้ประสานผู้ประกอบการจัดเตรียมจำนวนเรือให้เพียงพอต่อการเดินทางของประชาชน การตรวจสอบท่าเรือ โป๊ะเรือโดยสารต้องมีความมั่นคงแข็งแรง การจำกัดจำนวนผู้โดยสารในการลงเรือให้เหมาะสม พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดตามท่าเรือโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุควบคู่กับการเข้มงวดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ในการตั้งจุดตรวจวัดอุณหภูมิ การสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่มีการใช้บริการท่าเรือต่างๆ อย่างเคร่งครัดตลอดเวลา

ที่มา : facebook.com/PPRPThailand/
เมื่อวันที่ : 16 ธันวาคม 2564

“ส.ส.ไพลิน” ฝากทางหลวงชนบท กำชับผู้รับเหมา ป้ายเตือน-ลดอุบัติเหตุการก่อสร้าง

,

“ส.ส.ไพลิน” ฝากทางหลวงชนบท กำชับผู้รับเหมา ติดตั้งป้ายเตือน-ลดอุบัติเหตุจากการก่อสร้าง

นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ ส.ส.สมุทรปราการ เขต 7 พรรคพลังประชารัฐ หารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร กรณีความเดือดร้อนของประชาชน จากโครงการก่อสร้างถนนนสาย สป.4010 ซึ่งเป็นถนนเชื่อมทางหลวงหมายเลข 3243 เชื่อมระหว่าง อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ กับเขตบางขุนเทียน จ.กรุงเทพฯ รวมถึงโครงการการก่อสร้างถนนทางยกระดับคลองขุนสมุทรไทย-คลองนาล่าง ในพื้นที่ หมู่ที่ 1 ต.นาเกลือ อ.พระสมุทรเจดีย์ ซึ่งยังไม่ได้รับการการติดตั้งป้ายแจ้งเตือนเช่นเดียวกัน ปัจจุบันพบว่าบริเวณงานก่อสร้างทั้ง 2 โครงการ ยังไม่ได้รับการติดตั้งป้ายแจ้งเตือนการทำงานของผู้รับเหมา ทำให้ผู้ที่สัญจรเกิดอุบัติบ่อยครั้งตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะในช่วงทางเข้าวัดสาขลา ซึ่งเป็นจุดที่มีน้ำท่วมขังจากน้ำทะเลหนุนสูงตลอดทั้งปี ดังนั้น จึงฝากผ่านท่านประธานสภาฯ ไปยังกรมทางหลวงชนบท เพื่อกำชับผู้รับเหมาให้เร่งดำเนินการติดตั้งป้ายเตือนการทำงานในช่วงระหว่างการก่อสร้าง เพื่อให้ประชาชนที่สัญจรไปมาในพื้นที่ได้รับความปลอดภัยจากการก่อสร้างทั้ง 2 โครงการ

#ไพลินเทียนสุวรรณ
#สสสมุทรปราการ
#พลังประชารัฐ
#พปชร

ที่มา : facebook.com/PPRPThailand/
เมื่อวันที่ : 15 ธันวาคม 2564

“พล.อ.ประวิตร’ หารือกองทุนดีอี เดินหน้ากรอบนโยบายดิจิทัล 4 ด้าน

,

“พล.อ.ประวิตร’ หารือกองทุนดีอี เดินหน้ากรอบนโยบายดิจิทัล 4 ด้าน เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลเปิดรับข้อเสนอโครงการปี65พัฒนาประเทศ

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 5/2564 พร้อมด้วย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ที่ประชุมให้ความเห็นชอบประกาศและหลักเกณฑ์การพิจารณาเพื่อการเปิดรับข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรม ของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ครั้งที่ 1 โดยโครงการหรือกิจกรรมที่ขอรับการส่งเสริมสนับสนุนต้องอยู่ภายใต้กรอบนโยบายการให้ทุนสนับสนุนใน 4 ด้าน ปีะกอบด้วย

1.Digital Agriculture ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการบริหารการจัดการเกษตรแบบเชิงรุก
2.Digital Government & Infrastructure ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการออกแบบบริการภาครัฐ
3.Digital Manpower ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการวางแผนการจัดการศึกษาตลอดช่วงอายุ และ
4.Digital Technology ส่งเสริมและสนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมดิจิทัล มาประยุกต์ใช้ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อการปรับเปลี่ยนสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation)

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้หน่วยงานของรัฐ เอกชน และบุคคลทั่วไป ที่มีแนวคิดในการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่เป็นประโยชน์ต่อการให้บริการสาธารณะ และไม่เป็นการแสวงหากำไร โดยไม่เป็นการทำลายการแข่งขันอันพึงมีตามปกติวิสัยของกิจการภาคเอกชน มายื่นรายละเอียดโครงการหรือกิจกรรมเพื่อขอรับการสนับสนุน ซึ่งจะเตรียมการเปิดประกาศเปิดรับทุน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 ที่จะถึงนี้

“วันนี้คณะกรรมการฯ ได้ร่วมกันพิจารณาอนุมัติการดำเนินงานที่สำคัญของกองทุนฯ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อม ในการเปิดรับทุนประจำปี 2565 ภายใต้กรอบนโยบายการให้ทุน ทั้ง 4 ด้าน ขอให้ฝ่ายเลขาฯ ไปดำเนินการตามมติที่ประชุมและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานของกองทุนเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศต่อไป” พล.อ.ประวิตรกล่าว

กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้การพัฒนาด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ สามารถพัฒนาไปในทิศทางที่นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกำหนด เพื่อมุ่งสู่การเป็น “ดิจิทัลไทยแลนด์” ต่อไป” ส่วนประเด็นอื่นๆในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้รับทราบผลการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารทุนหมุนเวียน โดยมีการเบิกจ่ายงบประมาณโครงการที่ได้รับอนุมัติทั้ง 4 ครั้ง ในภาพรวมเฉลี่ยแล้วมากกว่าร้อยละ 88 รวมทั้งมีการพิจารณาอนุมัติโครงการตามมาตรา 26 (3) ของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โครงการตามมาตรา26 (4) ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และการขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดก่อนลงนามในสัญญาของโครงการที่ได้รับการสนับสนุนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ที่สำคัญอีกประการ คณะกรรมการฯ ยังพิจารณายกเว้นการหักเงินหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ร้อยละ 5 ของวงเงินตามสัญญาฯ สำหรับหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้การบริหารสัญญาโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากองทุนดิจิทัลเป็นไปอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ที่มา : facebook.com/PPRPThailand/
เมื่อวันที่ : 15 ธันวาคม 2564

“ส.ส.กรุงศรีวิไล”เสนอรัฐดันตลาดบางบ่อขึ้นแหล่งท่องเที่ยว จ.สมุทรปราการ

,

“ส.ส.กรุงศรีวิไล”เสนอรัฐดันตลาดบางบ่อขึ้นแหล่งท่องเที่ยว จ.สมุทรปราการ แก้ไขความแออัดบริเวณทางเท้าใต้สะพานคลองด่านป้องกันแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19

นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ส.ส.สมุทรปราการ เขต 5 พรรคพลังประชารัฐ หารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร กรณี อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ มีผลิตภัณฑ์ปลาสลิดที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ และที่สำคัญอยู่ห่างไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เพียง 30 กิโลเมตร เท่านั้น ที่ผ่านมาได้หารือกับทาง อบจ. และเทศบาล จึงมีแนวคิดที่จะทำการปรับปรุงตลาดบางบ่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของ จ.สมุทรปราการ ให้มีความทัดเทียมกับสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในประเทศ เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกร และพื้นที่ชุมชนใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา และชาวประมง ให้มีคุณภาพชีวิตและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

พร้อมกันนี้ ยังได้หารือถึงกรณีสายทางเดินบริเวณช่วงกลับรถใต้สะพานคลองด่าน ที่แออัดและพลุกพล่านไปด้วยประชาชนมากมาย เกรงว่าจะเป็นสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคภัยต่างๆ โดยเฉพาะเชื้อโควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ สุดท้ายนี้ จึงอยากฝากท่านประธานสภาฯ ไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการสนับสนุนให้ตลาดบางบ่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวของ จ.สมุทรปราการ และเร่งดำเนินการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาต่างๆ บริเวณสายทางเดินช่วงกลับรถใต้สะพานคลองด่าน เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะเชื้อและแพร่กระจายเชื้อโรคแก่ผู้ที่สัญจรไปมาบริเวณดังกล่าว

#กรุงศรีวิไลสุทินเผือก
#สสสมุทรปราการ
#พลังประชารัฐ
#พปชร

ที่มา : facebook.com/PPRPThailand/
เมื่อวันที่ : 15 ธันวาคม 2564

“ส.ส.สุรชาติ” เสนอกรมชลฯ อนุมัติงบซ่อมเพิ่มเติมฝายวังบัว-วังยาง

,

“ส.ส.สุรชาติ” เสนอกรมชลฯ อนุมัติงบซ่อมเพิ่มเติมฝายวังบัว-วังยาง หวั่นกระทบเกษตรกร-ประชาชน ได้รับความเสียหายในวงกว้าง

นายสุรชาติ ศรีบุศกร ส.ส.พิจิตร เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ หารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรผ่านไปยังกรมชลประทาน ถึงปัญหาเร่งด่วนจาก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการฝายชั่วคราววังบัว และโครงการฝายชั่วคราววังยาง ซึ่งในปี 2564 ประสบปัญหาน้ำหลากไหลพ้นข้ามสันฝาย ได้พัดพาหินและกล่องเกเบี้ยนจนได้รับความเสียหาย ซึ่งทั้ง 2 โครงการ จึงได้ดำเนินการขอรับการสนับสนุนงบประมาณ จากกรมชลประทาน เพื่อซ่อมแซมฝายชั่วคราวในวงเงินโครงการละ 9 ล้านบาท

โดยระหว่างการเข้าปฏิบัติงานซ่อมแซมฝายทั้ง 2 แห่ง ตรวจพบว่ากล่องเกเบี้ยน และสันฝายที่บรรจุหินถูน้ำกัดเซาะได้รับความเสียหายเพิ่มเติม จึงได้ดำเนินการขอรับการสนับสนุนงบประมาณเร่งด่วนประจำปี 2556 เพิ่มเติม จากกรมชลประทาน จึงฝากท่านประธานสภาฯ ไปยังกรมชลประทาน เพื่อเร่งพิจารณาและดำเนินการอนุมัติงบประมาณ เพื่อซ่อมแซมฝ่ายชั่วคราวทั้ง 2 แห่ง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับเกษตรกรและประชาชนในวงกว้าง

#สุรชาติศรีบุศกร
#สสพิจิตร
#พลังประชารัฐ
#พปชร.

ที่มา : facebook.com/PPRPThailand/
เมื่อวันที่ : 15 ธันวาคม 2564

“ส.ส.จอมขวัญ” เสนอโครงการแก้น้ำท่วม จ.สมุทรสาคร ผลกระทบน้ำทะเลหนุน

,

“ส.ส.จอมขวัญ” เสนอ 5 โครงการกรมโยธาแก้น้ำท่วม ประชาชน จ.สมุทรสาคร รับผลกระทบช่วงเวลาน้ำทะเลหนุน

นางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ส.ส.สมุทรสาคร เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ หารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมบ้านเรือนประชาชน ถนนต่างๆ และพื้นที่ทางการเกษตร เป็นประจำทุกเดือน โดยเฉพาะในช่วงน้ำทะเลหนุนสูง เนื่องจาก จ.สมุทรสาคร เป็นพื้นที่ปลายน้ำ ที่ต้องรับปริมาณน้ำจากจังหวัดตอนบน เพื่อไหลลงสู่แม่น้ำท่าจีน และอ่าวไทย จึงขอฝากท่านประธานสภาฯ ไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อเร่งดำเนินการและพิจารณา 5 โครงการ ดังนี้

1.ก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมคลองสุนัขหอน ในพื้นที่ชุมชนบ้านบ่อ หมู่ที่ 1, 4 และ 5 ต.บ้านบ่อ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ช่วงที่ 1 ความยาว 1 กม. และช่วงที่ 2 ความยาว 840 ม.
2.ก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมคลองระบายน้ำ D7 ต.ชัยมงคล อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ความยาว 500 ม.
3.ก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วม บริเวณชุมชนท้ายบ้าน ต.ท่าฉลอม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ความยาว 510 ม.
4.ก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมคลองท่าแร้ง หมู่ที่ 1 ต.บางโทรัด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ความยาว 500 ม.
5.ก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมคลองตัน หมู่ที่ 1 ต.เกษตรพัฒนา อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ความยาว 1,143 ม.

#จอมขวัญกลับบ้านเกาะ
#สสสมุทรสาคร
#พลังประชารัฐ
#พปชร

ที่มา : facebook.com/PPRPThailand/
เมื่อวันที่ : 15 ธันวาคม 2564