โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ทางเลือกใหม่ของการเมืองไทย ก้าวข้ามความขัดแย้ง สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน

Blog

“รองวิรัช”ขอบคุณ “นายกรัฐมนตรี”-พล.อ.ประวิตร”แทน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หลัง ครม.มีมติเพิ่มเงินค่าตอบแทน เชื่อ สร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน

,

“รองวิรัช”ขอบคุณ “นายกรัฐมนตรี”-พล.อ.ประวิตร”แทน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หลัง ครม.มีมติเพิ่มเงินค่าตอบแทน เชื่อ สร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน

นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี เห็นชอบเพิ่มเงินค่าตอบแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบว่า ตนในฐานะที่ได้ทวงถาม และติดตามเรื่องนี้ให้กับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาโดยตลอด ต้องขอขอบคุณพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้เล็งเห็นความสำคัญ และช่วยกันผลักดันเรื่องนี้จนประสบความสำเร็จ

“ทั้งกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ต่างก็มีส่วนสำคัญในการดูแลป้องกันความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด และยังมีปัญหาอื่นๆในพื้นที่ ๆ จะต้องดูแลแก้ไข เช่น ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาน้ำท่วม และความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชนอีกหลายอย่าง การเพิ่มค่าตอบแทนดังกล่าวจะสร้างขวัญและกำลังใจในการทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 14 มีนาคม 2566

“รองวิรัช”เดินหน้าเปิด4 เวทีปราศรัยใหญ่ตามแผนเดิม เพิ่มเงินบัตรประชารัฐรับเงินประกันเสียชีวิตไม่เกิน200,000 บาท

,

“รองวิรัช”เดินหน้าเปิด4 เวทีปราศรัยใหญ่ตามแผนเดิม
เพิ่มเงินบัตรประชารัฐรับเงินประกันเสียชีวิตไม่เกิน200,000 บาท

นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่าในการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ได้มีการกำหนดแผนเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ใน4 เวทีจะจัดขึ้นก่อนยุบสภา โดยในวันที่ 17มี.ค. 2566 จัดที่เภอสุไหงโกลก จ.นราธิวาส และในวันที่ 18 มี.ค.จะทำการเปิดปราศรัยที่กทม. ที่ลานคนเมือง โดยมีนายสกลธี ภัททิยกุล กรรมการบริหารพรรค หนึ่งในผู้รับผิดชอบ กทม.ส่วนวันที่ 19 มี.ค. 2566 เปิดเวทีที่อำเภอแม่ริม จ. เชียงใหม่ เวลา 15.00น.และ ที่จ. เชียงราย ในช่วงเย็น ซึ่งจะแจ้งสถานที่อีกครั้ง

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีการพูดถึงนโยบาย ในส่วนของบัตรประชารัฐ จำนวน 17 ล้านคน จะมีการเพิ่ม ในเรื่องของการประกันค่าเสียชีวิต วงเงินไม่เกิน 200,000 บาท เพื่อเพิ่มในส่วนของสวัสดิการประชารัฐ และจะเริ่มโครงการนี้ทันที หลังจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะทำให้บัตรนี้มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น และสามารถดูแลประชาชน ได้อย่างเต็มที่ ส่วนวิธีการรับเงิน จะผ่านร้านอเนกประสงค์ ที่ดำเนินการอยู่แล้วเพื่อให้ง่ายต่อการรับสิทธิของประชาชน

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 14 มีนาคม 2566

“นิธิ” ว่าที่ผู้สมัครพปชร.ลงพื้นที่รับฟังเสียงชาวทวีวัฒนา พบปัญหาไร้คนดูแล-แก้ไข ลั่นถ้าได้รับโอกาสไม่ทำให้ผิดหวัง

,

“นิธิ” ว่าที่ผู้สมัครพปชร.ลงพื้นที่รับฟังเสียงชาวทวีวัฒนา
พบปัญหาไร้คนดูแล-แก้ไข ลั่นถ้าได้รับโอกาสไม่ทำให้ผิดหวัง

นาวาตรี นิธิ บุญยรัตกลิน ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาราษฎร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ เปิดเผยว่า เหตุผลที่ตนตัดสินใจร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะนโยบายของพรรคที่มุ่งมั่นเรื่องปากท้องของคนไทย โดยเฉพาะในเรื่องของสวัสดิการประชารัฐต่างๆ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เรื่องที่ดินทำกิน แก้ปัญหาน้ำแล้ง และยังมีความตั้งใจที่จะพัฒนาประเทศไทย ทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ก้าวข้ามความขัดแย้ง

“ประเทศไทยไปได้ไกลกว่านี้ วันนี้ผมตัดสินใจก้าวสู่เส้นทางการเมือง ด้วยความตั้งใจที่จะพัฒนาประเทศไทย ทำการเมืองสร้างสรรค์ ก้าวข้ามความขัดแย้ง รวมพลังคนรุ่นใหม่ พร้อมนำประสบการณ์จากคนรุ่นเก่ามาร่วมกัน เพื่อสร้างอนาคตของประเทศไทย” นายนิธิ กล่าว

น.ต.นิธิ กล่าวต่อว่า ตนได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนในพื้นที่เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะต่างๆ จากชาวบ้านในพื้นที่ และนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลในการแก้ไขปัญหา บำบัดทุกข์และบำรุงสุข เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทั้งนี้ ในพื้นที่ยังต้องการให้แก้ไขปัญหาในด้านสาธารณูปโภค เช่น ผู้สูงอายุ มลภาวะทางอากาศ ค่าแรง สัญญาณอินเทอร์เน็ต ฯลฯ

นอกจากนี้ น.ต.นิธิ ยังเปิดเผยด้วยว่า การลงพื้นที่ทำให้ตนได้สัมผัสกับปัญหาอย่างใกล้ชิด จากการพูดคุยและรับฟังปัญหาต่างๆ ชาวบ้านในพื้นที่จำนวนมากกล่าวกับตนว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมาสนใจ หรือมาไตร่ถามปัญหาของพวกเขา ทำให้ตนมีความตั้งใจว่า ถ้าหากได้รับโอกาสจากพี่น้องประชาชน ตนจะทำหน้าที่ด้วยความใส่ใจ จริงใจ และตั้งใจที่จะแก้ปัญหาให้กับชาวบ้านอย่างจริงจัง เพราะยังมีประชาชนรอคอยการช่วยเหลืออีกมาก

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 14 มีนาคม 2566

“ดร.ผึ้ง-เกณิกา”เผย”พล.อ.ประวิตร”คือเหตุผลที่เข้าร่วมงาน พปชร. ชี้ เป็นนักการเมืองปิดทองหลังพระ แก้ปัญหาให้ปชช. มั่นใจ จะนำความสงบคืนให้คนไทย

,

“ดร.ผึ้ง-เกณิกา”เผย”พล.อ.ประวิตร”คือเหตุผลที่เข้าร่วมงาน พปชร.
ชี้ เป็นนักการเมืองปิดทองหลังพระ
แก้ปัญหาให้ปชช. มั่นใจ จะนำความสงบคืนให้คนไทย

ดร.เกณิกา อุ่นจิตร์ ทีมโฆษกพรรค และว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาราษฎร (ส.ส.) สระบุรี เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐว่า ตนเคยร่วมงานกับพรรคไทยสร้างไทย ก่อนลาออกมาเพื่อทำโครงการของตัวเองเพื่อประชาชน ชื่อว่า “อาสาพลังผึ้ง” ช่วยเหลือเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นกรณีโดนทำร้าย หรือโดนเอาเปรียบ ซึ่งระหว่างนั้น พรรคพลังประชารัฐ ได้เข้ามาช่วยเหลือหลายกรณีที่ของกลุ่มอาสา โดยไม่ต้องการเครดิตอะไรเลย ตนจึงมองว่าพรรคนี้มีความน่าสนใจ จึงทำให้เริ่มเปิดใจกับพรรคพลังประชารัฐ

ดร.เกณิกา กล่าวต่อว่า ตนคือคนรุ่นใหม่ที่เลือกเดินสู่เส้นทางการเมือง ด้วยความคิดที่ว่า ลงมือทำด้วยตัวเอง และรับใช้ประชาชนเอง ไม่มีชื่อเสียง ไม่ได้มาจากครอบครัวตระกูลดัง หลักในการทำงานก็คือ ยึดหลักประชาธิปไตย และรับฟังคนทุกกลุ่ม และช่วงที่ผ่านมาฃความขัดแย้งทำให้การเมืองไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง แต่เมื่อตนได้ติดตามการทำงานของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จึงพบว่า พลเอกประวิตร ไม่ใช่นักการเมืองแบบที่เคยเจอ

“การทำงานของพลเอกประวิตรที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง และมีหลายกรณีที่ท่านเข้าไปช่วยแก้ปัญหา แบบปิดทองหลังพระ ไม่เคยหิวแสง และสิ่งสำคัญคือ ท่านมีความประนีประนอม สามารถพาประเทศไทยก้าวข้ามความขัดแย้งได้ การลงมือทำงานทุกเรื่องของพลเอกประวิตรเห็นได้เป็นรูปธรรม จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมทุกจังหวัดที่ท่านลงไปพบพี่น้องประชาชน ทุกคนถึงรักท่าน”ดร.เกณิกา กล่าว

ดร.เกณิกา กล่าวว่า ตนมีความมั่นใจในการลงรับสมัครเลือกตั้งกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะโฟกัสไปที่ปัญหาของแต่ละกลุ่ม และมีนโยบายที่ครอบคลุมทุกเพศทุกวัย ส่วนตัวคิดว่า ตัวเองอยู่กึ่งกลาง มีความเป็นคนรุ่นใหม่ แต่ก็ยังใกล้เคียงกับวัยผู้ใหญ่ ฉดังนั้นจะเข้าใจทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่ จึงมีความผสมผสาน และมีเป้าหมายที่จะมาแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 14 มีนาคม 2566

พปชร.เข้าใจ เข้าถึง ทำได้จริง เพื่อคนกทม !!! อาสาจากคนรุ่นใหม่ ร่วมแก้ไขปัญหาชุมชน สร้างที่อยู่มั่นคง สู่ “บ้านประชารัฐ 360 องศา”

,

พปชร.เข้าใจ เข้าถึง ทำได้จริง เพื่อคนกทม !!! อาสาจากคนรุ่นใหม่ ร่วมแก้ไขปัญหาชุมชน สร้างที่อยู่มั่นคง สู่ “บ้านประชารัฐ 360 องศา”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 14 มีนาคม 2566

“สนธิรัตน์” ประชันนโยบาย ย้ำจุดยืน “พปชร.” ก้าวข้ามความขัดแย้ง// ลั่นหากเลือกพปชร.จะได้ “ลุงป้อม” เป็นนายกฯ ค่าครองชีพลด-คนไทยมีรายได้เพิ่ม-พร้อมมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

“สนธิรัตน์” ประชันนโยบาย ย้ำจุดยืน “พปชร.” ก้าวข้ามความขัดแย้ง// ลั่นหากเลือกพปชร.จะได้ “ลุงป้อม” เป็นนายกฯ ค่าครองชีพลด-คนไทยมีรายได้เพิ่ม-พร้อมมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ทำเศรษฐกิจไทยโตทั้งระบบ วันที่ 13 มี.ค. 2566 ที่โรงแรมพลูแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง พรรคพลังประชารัฐ ร่วมแสดงนโยบายในงาน มติชน : เลือกตั้ง’66 บทใหม่ประเทศไทย ประชันนโยบาย “ย้ำจุดยืน ชูจุดขาย ประกาศจุดแข็ง”

นายสนธิรัตน์ ได้กล่าวถึงจุดยืนของพรรคพลังประชารัฐต่อคำถามเรื่องหากได้เป็นรัฐบาลจะแก้ไขร่างใหม่ หรือดำเนินการอย่างไรกับรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่เป็นข้อถกเถียงในปัจจุบัน ว่า รัฐธรรมนูญต้องแก้ไขได้ เมื่อบังคับใช้ไประยะเวลาหนึ่งแล้วจะเห็นจุดอ่อนจุดแข็ง หากเรื่องใดไม่สามารถขับเคลื่อนตามเจตนารมย์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือเกิดข้อถกเถียงในเรื่องมุมมองความคิดก็สามารถแก้ไขได้ และหัวใจสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือประโยชน์ของประชาชน

“ขอย้ำว่าจุดยืนของพรรคคือเราไม่ใช่พรรคของการสืบทอดอำนาจอย่างที่หลายคนกล่าวถึง พรรคพลังประชารัฐดำเนินการภายใต้กติกา และกฎเกณฑ์เดียวกันทุกอย่าง สิ่งที่พรรคยึดมั่นได้แสดงออกผ่านจดหมายน้อยของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ว่าเคารพในหลักการของประชาธิปไตย และเคารพเรื่องของประเทศต้องมีการเปลี่ยนผ่าน เราเชื่อมั่นว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องนำไปสู่รัฐบาลที่ดี และสร้างรัฐบาลที่ไม่ก่อเกิดความขัดแย้ง” นายสนธิรัตน์ กล่าว

นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่พรรคเป็นห่วงมากที่สุดคือไม่อยากเห็นการเลือกตั้งครั้งนี้ มีการหยิบจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ และพรรคการเมืองมาสร้างความแตกแยก ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งไปสู่ความขัดแย้ง พรรคจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง

นอกจากนี้ นายสนธิรัตน์ ยังได้ตอบคำถามในเรื่องการกระจายอำนาจ ว่าคิดอย่างไรที่ประเทศไทยมีทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัดจากการแต่งตั้ง นอกจากนี้ยังมีอบต. เทศบาล และอบจ. และจำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีผู้ว่าฯ จากการเลือกตั้ง ว่า หนึ่งในหัวใจที่นำไปสู่ความมั่นคงของประเทศคือการกระจายอำนาจ แต่ทำได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากส่วนกลางทั้งกระทรวง ทบวง กรมมีข้อจำกัดในการบริหารจัดการ ต้องยอมรับว่าคนที่อยู่ใกล้พี่น้องประชาชน และเข้าใจปัญหาพื้นที่ได้ดีที่สุดคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ขอเรียนว่าพรรคพลังประชารัฐเห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ เพราะทำให้ท้องถิ่นแข็งแรงขึ้น แต่การเปลี่ยนผ่านไปสู่การกระจายอำนาจ การรวมศูนย์ต้องลดบทบาทลง พร้อมกับเพิ่มศักยภาพให้ท้องถิ่น ทั้งในด้านงบประมาณ กฎหมายและอัตรากำลัง ขณะที่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น เป็นโมเดลสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศ บางจังหวัดที่มีสภาพเศรษฐกิจที่โต และมีรูปแบบพร้อมต่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ได้ ก็เช่น จ.ภูเก็ต ซึ่งจะทำให้พี่น้องประชาชนได้มีบทบาทในการดูแลจังหวัดของเขามากยิ่งขึ้น

จากนั้นนายสนธิรัตน์ ได้ร่วมดีเบตกับพรรคประชาธิปัตย์ ในหัวข้อนโยบายเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และซอฟท์พาวเวอร์ ว่า ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สูงมาก นักท่องเที่ยวมาไทย เพราะเรามีทุนทางวัฒนธรรม และนิสัยใจคอของคนไทย ซึ่งทุนทางวัฒนธรรม สามารถทำให้กลายเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจที่สำคัญได้ โดยการขับเคลื่อนมีหลายมิติ 5 ด้าน ได้แก่ 1. อาหาร ต้องมีการผลักดันอาหารไทย 2. เฟสติวัล เรามีสเน่ห์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม 3. แฟชั่น ประเทศไทยต้องเป็นศูนย์กลางแฟชั่น 4. ฟิล์ม และ 5. มวยไทย โดยการพัฒนาซอฟท์พาวเวอร์ 1. นโยบายต้องชัดเจน ไม่เป็นนโยบายที่เป็นวาทกรรม 2. งบประมาณ ต้องมีเพียงพอในการขับเคลื่อน และ 3. กลไกรัฐ องค์กรที่เกี่ยวข้อง กระทรวงต่าง ๆ ที่ต้องบูรณาการ และปรับแผนงาน สามสิ่งนี้คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ซอฟท์พาวเวอร์ของประเทศไทย

ทั้งนี้ ในช่วงสุดท้ายเป็นการเปิดโอกาสให้แสดงวิสัยทัศน์ นายสนธิรัตน์ กล่าวในตอนหนึ่งว่า หากเลือกพรรคพลังประชารัฐ ได้ พล.อ.ประวิตร เป็นนายกฯ และจะมีหลายสิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย ได้แก่ 1. ไม่มีความขัดแย้ง นี่คือจุดยืนสำคัญของพรรค จะสร้างสมดุลทางการเมือง ไม่เข้าสู่กลไกความขัดแย้ง เพราะ พล.อ.ประวิตร เปิดใจแล้วว่าอยากนำพาคนไทย และการเมืองไทยก้าวข้ามความขัดแย้ง 2. ค่าครองชีพลดทันที จะปฏิรูปราคาน้ำมัน สร้างรายได้ให้ประชาชน โดยโซล่าเซลล์ และ Net metering และ 3. ปรับโครงสร้างราคาแก๊ส โดยดูโครงสร้างแก๊สในอ่าวไทย 4. ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มจากบัตรสวัสดิการ 700 บาท และต่อยอดสิ่งเหล่านี้ด้วยกลไกสร้างอาชีพ ให้โอกาส และเพิ่มทักษะ 5. คนไทยทุกช่วงวัยได้รับการดูแล เบี้ยยังชีพ 3,000 – 5,000 บาท ตามช่วงอายุ 60 – 80 ปี 6. เศรษฐกิจฐานรากต้องฟื้น จะนำพาทุกคนสร้างงาน เราประกาศนโยบายมีที่ทำกิน ไม่มีแล้ง รวมถึงโรงไฟฟ้าชุมชนกระจายสู่ฐานราก นอกจากนี้ สำหรับพี่น้องเอสเอ็มอี พรรคพลังประชารัฐจะทำให้ท่านตั้งตัวได้ผ่านกองทุน เติมเงิน เติมทุน พร้อมพัฒนาทักษะ รวมถึงยกระดับเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม พัฒนาสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว เปลี่ยนพืชพลังงาน เป็นไบโอเจ็ท รวมถึงธุรกิจอาหาร และรถอีวี นี่คือความมุ่งมั่นของพรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 13 มีนาคม 2566

“ตรีนุช” เดินหน้าแก้หนี้ครูภาคตะวันออก ตั้งเป้า 4,252 ล้านบาท มั่นใจลดหนี้ครูไทยได้จริง

,

“ตรีนุช” เดินหน้าแก้หนี้ครูภาคตะวันออก ตั้งเป้า 4,252 ล้านบาท มั่นใจลดหนี้ครูไทยได้จริง

กระทรวงศึกษาธิการ จัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a Better Life” สร้างโอกาสใหม่เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า ครั้งที่ 2 ในภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 11-12 มีนาคม พ.ศ.2566 ณ มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว สำหรับครูในภาคตะวันออก 8 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก จันทบุรี ตราด ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง โดยตั้งเป้าหมายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในภูมิภาคนี้กว่า 4,252 ล้านบาท เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายแก้ไขหนี้ภาคครัวเรือนนั้น กระทรวงศึกษาธิการที่มีบทบาทในการดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้เร่งรัดการขับเคลื่อนตามนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเต็มที่ ด้วยกลไกเจรจาลดดอกเบี้ยกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู การปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงิน การจัดตั้งสถานีแก้หนี้ร่วมช่วยแก้ปัญหาลดหนี้สิน และการให้ความรู้ทางด้านวินัยการเงินและการลงทุน เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับครูไทยได้มีสุขภาพทางการเงินที่ดี โดยได้ดำเนินการจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทยในส่วนกลาง เมื่อช่วงสิ้นปี 2565 และขยายผลสู่ทั่วประเทศด้วยงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ภูมิภาค ซึ่งได้จัดขึ้นครั้งแรกที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับกลุ่ม 4 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และขอนแก่น ซึ่งสามารถช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ครูแบบพุ่งเป้าที่กลุ่มลูกหนี้วิกฤติได้กว่า 784,661,570.43 บาท

นางสาวตรีนุช เทียนทอง กล่าวต่อว่า สำหรับการจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย สำหรับครูไทยภาคตะวันออกในครั้งนี้ ตั้งเป้าหมายช่วยเหลือครูที่มีปัญหาหนี้สินกว่า 2,000 ราย จำนวนมูลหนี้ประมาณ 4,252 ล้านบาท โดยเป็นกลุ่มลูกหนี้วิกฤติ 205 ราย จำนวนมูลหนี้ประมาณ 173.4 ล้านบาท ซึ่งจะพุ่งเป้าหมายให้ความช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้วิกฤติเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่สุด โดยที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการมีการจัดการแก้ไขปัญหาหนี้ครูอย่างเต็มที่ เช่น การเจรจาขอลดดอกเบี้ยจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของครูทั้งประเทศ การตั้งสถานีแก้หนี้ครูที่เข้ามาเป็นกลไกช่วยเหลือครูในระดับเขตพื้นที่ ฯลฯ ซึ่งได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้เป้าหมายการแก้ไขปัญหาหนี้ครูในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้วิกฤติมีจำนวนไม่มาก การจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทยในครั้งนี้ จึงเป็นการจัดการปัญหาหนี้ในเชิงรุก ที่จะช่วยให้ครูในกลุ่มที่ยังต้องการความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางการเงินสำหรับครูมากยิ่งขึ้น ซึ่งเชื่อมั่นว่า การดำเนินการนี้จะช่วยลดหนี้ให้ครูไทยที่มีปัญหามานานได้จริง เพื่อให้ครูไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความรู้ทางการเงินที่ดี และสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการถ่ายทอดองค์ความรู้และจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน และเป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครู

​สำหรับกิจกรรมภายในงาน จะมีการให้บริการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนของการฟ้องร้องดำเนินคดีและการปรับโครงสร้างหนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและสถาบันการเงิน สำหรับลูกหนี้ครูกลุ่มวิกฤติและกลุ่มทั่วไป เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครูให้มีเงินเดือนเหลือสุทธิหลังหักชำระหนี้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 และควบคุมยอดหนี้ใหม่ไม่ให้เกินความสามารถในการชำระหนี้ โดยพันธมิตรสถาบันการเงินได้มอบสิทธิพิเศษช่วยเหลือลูกหนี้ครูกลุ่มวิกฤติ ทั้งผู้กู้และผู้ค้ำประกัน ที่เข้าร่วมงานมากมาย เช่น กรณีปิดบัญชี พิจารณายกเว้นดอกเบี้ยผิดนัดและดอกเบี้ยค้างชำระเป็นพิเศษ กรณีผ่อนชำระ พิจารณาขยายเวลาไม่เกิน 10 ปี ตั้งพักดอกเบี้ยค้างชำระ, ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นพิเศษ 3 ปีแรก, ผ่อนชำระได้ตามเงื่อนไข ยกเว้นดอกเบี้ยผิดนัดทั้งจำนวนดอกเบี้ยค้างชำระเป็นพิเศษ กรณีปลดภาระหนี้ค้ำประกัน เงินต้นคงเหลือแบ่งชำระตามจำนวนผู้ค้ำประกัน, ยกเว้นดอกเบี้ยค้างชำระให้เป็นพิเศษ, ยกเว้นค่าใช้จ่ายอื่น เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการให้บริการวางแผนและให้คำปรึกษาการออม การกู้ยืม และการลงทุน รวมถึงการอบรมให้ความรู้ด้านการเงินและการบริหารจัดการหนี้สิน สำหรับกลุ่มลูกหนี้ครูทั่วไปและครูที่ยังไม่มีหนี้ เพื่อป้องกันการเกิดหนี้เสียใหม่ในอนาคตและเป็นการจัดการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแบบครบวงจร.

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 11 มีนาคม 2566

“รองวิรัช” ขออภัยชาว จ.เชียงราย จำเป็นต้องเลื่อนปราศรัย เลี่ยง ‘พายุฤดูร้อน’ ถล่ม สัญญา เราได้พบกันแน่นอน

,

“รองวิรัช”ขออภัยชาว จ.เชียงราย จำเป็นต้องเลื่อนปราศรัย เลี่ยง ‘พายุฤดูร้อน’ ถล่ม สัญญา เราได้พบกันแน่นอน

10 มีนาคม 2566 นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)เปิดเผยว่า จากการที่พรรคได้หนดแผนการเปิดเวทีปราศรัยที่จังหวัดเชียงรายของพรรคพลังประชารัฐ นำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐในวันที่ 12 มี.ค.นี้นั้น ล่าสุดจากการติดตามสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ในขณะนี้ การปราศรัยดังกล่าวจำเป็นต้องเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา มีพายุฤดูร้อนบริเวณภาคเหนือของประเทศไทย กินพื้นที่ตั้งแต่ จังหวัดเชียงราย ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ และเพชรบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้การทำกิจกรรมปราศรัย ไม่สามารถดำเนินการได้ ในช่วงระหว่างวันที่ 12 – 14 มีนาคม 2566 ทำให้ทางพรรคต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการเดินทางของพี่น้องประชาชน เป็นไปด้วยความเหมาะสม

“ ทางพรรคกราบขออภัยพี่น้องชาวเชียงรายทุกท่านที่ไม่สามาถไปพบปะกับพี่น้องได้ ด้วยสภาวะอากาศไม่เอื้ออำนวย ในการจัดเวทีกลางแจ้ง ทำให้พรรคจำเป็นต้องเลื่อนออกไปก่อน แต่ขอให้มั่นใจว่า ในเร็ว ๆ นี้เราจะลงไปพบกับทุกคนอย่างแน่นอน ทั้งนี้ขอให้ประชาชนในจังหวัดเชียงราย รวมไปถึงภาคเหนือทุกท่านระมัดระวังพายุฤดูร้อนดังกล่าว และขอให้ติดตามข่าวสารจากทางภาครัฐอย่างใกล้ชิดด้วย”

ทั้งนี้ในส่วนเวทีปราศรัยทั้ง 4 ภาคในจังหวัด “ จ.นราธิวาส กรุงเทพมหานคร และที่จ.เชียงใหม่ ยังเป็นไปตามกำหนดการเดิมอยู่

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 10 มีนาคม 2566

“รองวิรัช” ปรับแผนปราศรัยใหม่ เปิดเวทีใหญ่ทั่วประเทศทั้ง 4 ภาค มีนาคมนี้

,

“รองวิรัช” ปรับแผนปราศรัยใหม่ เปิดเวทีใหญ่ทั่วประเทศทั้ง 4 ภาค มีนาคมนี้

10 มีนาคม 2566 นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ พรรคพลังประชารัฐได้หารือถึงช่วงเวลาในการเปิดเวทีปราศรัยทั้ง 4 ภาคให้มีความเหมาะสม โดยจะมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ร่วมขึ้นปราศรัย และเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ในทุกเวทีที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้

นายวิรัช กล่าวต่อว่า เริ่มจากเวทีที่ จ.เชียงราย ในวันที่ 12 มีนาคม 2566 นี้ และต่อด้วยการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ จ.นราธิวาส ในวันที่ 17 มีนาคม 2566 และในวันที่18 มีนาคม 2566 ที่ลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร และขึ้นเหนือ เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ที่จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 19 มีนาคม2566

“ในวันที่ 25 มีนาคม 2566 เป็นการเปิดเวทีใหญ่ ที่จ.ขอนแก่น หรือพิษณุโลก ซึ่งจะมีการกำหนดพื้นที่ออกมาอีกครั้ง ส่วนในวันที่ 26 มีนาคม 2566 ที่จ.นครราชสีมา เป็นการเปิดเวทีปิดท้ายในช่วงเดือน มีนาคม ซึ่งพรรคจะมีแผนเปิดเวทีในแต่ละภาคอีกครั้ง เพื่อนำนโยบายไปนำเสนอไปยังพี่น้องประชาชนแต่ละพื้นที่ รวมถึงนโยบายที่ตรงจุดให้สอดรับแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ว่าที่ผู้สมัครสามารถนำไปนำเสนอประชาชนในแต่ละเขตของตนเองต่อไป”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 10 มีนาคม 2566

“ดร.ศันสนะ” ติดตามการก่อสร้างทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านชุมชนกุฎีจีน หลังล่าช้ากว่ากำหนด ส่งผลกระทบการท่องเที่ยว-รายได้ของประชาชนและชุมชน

,

“ดร.ศันสนะ” ติดตามการก่อสร้างทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านชุมชนกุฎีจีน หลังล่าช้ากว่ากำหนด ส่งผลกระทบการท่องเที่ยว-รายได้ของประชาชนและชุมชน

ดร.ศันสนะ สุริยะโยธิน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และว่าที่ผู้สมัคร สส เขตธนบุรี-คลองสาน กล่าวว่า จากการที่ตนได้ลงพื้นที่ในเขตธนบุรี-คลองสาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ได้รับแจ้งจากประชาชนและผู้ประกอบการในชุมชน ว่าบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้มีมีการก่อสร้างทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งกำหนดการเดิมจะสร้างเสร็จปลายปี 2565 แต่ปัจจุบันการก่อสร้างก็ยังไม่แล้วเสร็จ ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเดินและปั่นจักรยานท่องเที่ยวเยี่ยมชมย่านชุมชนกุฎีจีน และเป็นอุปสรรคในการสร้างรายได้สู่ชุมชน

ทั้งนี้ ตนจึงได้มีการเข้าพบ ว่าที่ร้อยตรี เดชาธร แสงอำนาจ ผู้อำนวยการเขตธนบุรี เพื่อสอบถามถึงความคืบหน้าของการก่อสร้างทางเดินดังกล่าว และได้รับแจ้งว่าที่ผ่านมาติดปัญหาการระบาดโควิด-19 ทำให้ผู้รับเหมาไม่สามารถเข้ามาดำเนินการได้ตามปกติ แต่ได้มีการเร่งกำชับให้รีบดำเนินการก่อสร้าง และคาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนพฤษภาคม 2566 นี้

“ทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาดังกล่าวจะทำให้เกิดความสะดวกในการท่องเที่ยวโดยทางเท้าและจักรยานในย่านชุมชนกุฎีจีน ทำให้เกิดการสร้างอาชีพให้คนในชุมชน เช่น การผลิตสินค้าหรือการบริการ สร้างรายได้เข้าครอบครัวและชุมชนได้” ดร.ศันสนะ กล่าว

นอกจากนี้ ดร.ศันสนะ ยังได้มีการปรึกษากับผู้อำนวยการเขตธนบุรี ถึงเรื่องของความปลอดภัยและการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ภายหลังการเปิดใช้ทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่อาจจะเป็นแหล่งมั่วสุมและอาจจะมีรถเข็นขายของไม่มีระเบียบว่าทางสำนักงานเขตมีแนวทางป้องกันอย่างไร ซึ่งทางผู้อำนวยการเขตได้แจ้งว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดแนวทางอย่างชัดเจน แต่คาดว่าจะมีการทำประตูเปิด-ปิด หรืออาจจะมีการจัดให้มีอาสาสมัครรักษาความปลอดภัย รวมถึงอุปกรณ์กีดขวาง ตรงบริเวณทางเข้า-ออก ทั้งสองด้าน และจะห้ามให้มีการนำรถเข็นขายของเข้ามาบนทางเดิน โดยหลังจากนี้จะมีการหารือเพื่อหาวิธีป้องกันที่เหมาะสมต่อไปเมื่อทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยามีการเปิดใช้จริง

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 10 มีนาคม 2566

“สนธิรัตน์” ประกาศนโยบายพลิกโฉมเศรษฐกิจประเทศไทย// เร่งยกระดับเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม เพิ่มเติมเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่// ย้ำ ขอก้าวข้ามความขัดแย้ง จัดตั้งรัฐบาล นำทุกนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้สำเร็จ

,

“สนธิรัตน์” ประกาศนโยบายพลิกโฉมเศรษฐกิจประเทศไทย// เร่งยกระดับเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม เพิ่มเติมเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่// ย้ำ ขอก้าวข้ามความขัดแย้ง จัดตั้งรัฐบาล นำทุกนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้สำเร็จ

วันที่ 9 มี.ค. 2566 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง พรรคพลังประชารัฐ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์สู่สนามเลือกตั้งปี 2566 ในงาน IBusiness Forum 2023 “The Next Thailand’s Future : จุดเปลี่ยนประเทศไทยสู่ความยั่งยืน”

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า หากพรรคพลังประชารัฐได้เข้าไปบริหารเศรษฐกิจของประเทศหลังการเลือกตั้ง ต้องนำ 4 เครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยกลับมาเน้นย้ำ ได้แก่ การท่องเที่ยวการส่งออก การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐ โดยการท่องเที่ยว จะเป็นเครื่องจักรสำคัญในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งนโยบายของพรรคพลังประชารัฐคือจะใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วเติมเข้าไป ไม่ใช่เฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ยังรวมถึงเรื่องคุณภาพของการท่องเที่ยว ทั้งนักท่องเที่ยวที่มีรายได้สูงหรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยเชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชนกับการท่องเที่ยวเชิงมหภาคด้วย

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า สำหรับการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ พรรคพลังประชารัฐเคยผลักดันมาแล้วตั้งแต่การก่อตั้ง EEC และการขับเคลื่อนโครงสร้างการส่งออกที่ไปอยู่ในเครื่องยนต์ใหม่ ๆ เพิ่มความสามารถของเศรษฐกิจใหม่ๆ ภายใต้การขับเคลื่อน 3 เรื่องเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ Innovation Economy, Digital Economy และ BCG ที่เรามีอยู่แล้ว โดย BCG ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะสอดรับกับจุดแข็งของประเทศไทยที่เป็นประเทศเกษตร ซึ่งการส่งออกต้องเปลี่ยนผ่านโครงสร้างของการส่งออกในประเทศไทยทั้งภาคเกษตร และอุตสาหกรรม รวมทั้งเตรียมพร้อมต่อการแข่งขันให้ได้

นอกจากนี้ นายสนธิรัตน์ ยังได้กล่าวถึง 5 นโยบายเร่งด่วนที่สำคัญที่พรรคพลังประชารัฐจะทำประกอบด้วย 1. แก้หนี้ เติมทุน เพิ่มทักษะ สร้างโอกาส 2. บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มวงเงินบัตรประชารัฐ ทำให้เกิดประโยชน์ให้ประชาชนมากขึ้น ยืนยันเดินหน้าต่อยอด เป็นนโยบายหลักของพรรค 3. สิทธิที่ดินทำกิน 4. การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ และป้องกันน้ำท่วม และ 5. การดูแลคนไทยทุกช่วงวัย

“พรรคพลังประชารัฐ ได้ประกาศเป้าหมายที่จะแก้ปัญหาให้เอสเอ็มอีคือเรื่องกองทุนประชารัฐ SMEs Wallet และศูนย์ส่งเสริมเศรษฐกิจ SMEs ครบวงจร รวมถึงการเปลี่ยนบทบาทของรัฐในการส่งเสริมเอสเอ็มอี โดยเฉพาะสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (สสว.) ที่ต้องปรับบทบาทครั้งใหญ่ หากกลไกของรัฐใน สสว. และกระทรวงต่าง ๆ ไม่ปรับบทบาทจะไม่สามารถขับเคลื่อนได้ สสว. ควรเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เชิงนโยบบาย ทำหน้าที่ดูแลงบประมาณ และประเมินผล” นายสนธิรัตน์ กล่าว

ในเรื่องพลังงาน นายสนธิรัตน์ ระบุว่า มี 3 เรื่องใหญ่ๆ ที่ต้องเปลี่ยนแปลง 1. เรื่องน้ำมัน พรรคพลังประชารัฐมีนโยบายชัดเจนคือปฏิรูปโครงสร้างน้ำมัน ทำให้ได้ราคาที่เป็นธรรม รวมถึงลดการใช้น้ำมัน โดยจะใช้นโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่อีวีเต็มรูปแบบ เปลี่ยนรถเก่าเป็นรถพลังงานอีวี 2. เรื่องไฟฟ้า มีนโยบายชัดเจนคือจะลดค่าใช้จ่ายให้พี่น้องประชาชน เน้นการติดตั้งโซล่าเซลล์บนหลังคาเรือน รวมถึง Net Metering หากทำเรื่องนี้ได้จะเพิ่มรายได้ และลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนและ 3. โรงไฟฟ้าชุมชน จะเป็นอีกนโยบายหลักของพรรคพลังประชารัฐด้วย ทั้งหมดคือสิ่งที่เราต้องเร่งยกระดับเครื่องยนต์เดิม เพิ่มศักยภาพเครื่องยนต์ใหม่ ทั้งเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยว เกษตรและเทคโนโลยี เรื่องการเกษตร นโยบายของพรรคเราต้องเปลี่ยนผ่านเกษตรสู่เกษตรพลังงาน ไบโอเจ็ท หรือน้ำมันเครื่องบินจากพืชพลังงาน

“ผมขอเน้นย้ำว่า ไม่ว่านโยบายใดจะดีแค่ไหนอย่างไร หากประเทศมีการเมืองที่ไม่มั่นคง มีการเมืองเชิงความขัดแย้ง สิ่งที่เป็นนโยบายทั้งหลายนั้นก็เป็นเพียงนโยบายในการหาเสียง แต่ไม่สามารถขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติได้ วันนี้ พรรคพลังประชารัฐจึงได้ประกาศแล้วว่า จะก้าวข้ามความขัดแย้ง และพร้อมนำพาประเทศไทยให้มีความสมดุลทางการเมือง และนำทุกนโยบายที่เราได้หาเสียง ไปสู่การปฏิบัติให้สำเร็จ” นายสนธิรัตน์ กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 9 มีนาคม 2566

“ศ.ดร.นฤมล”เผย 18 มี.ค.เปิดเวทีกลางกรุงพบประชาชน เปิดโฉม 33 ว่าที่ผู้สมัครเคาะประตูชูนโยบายเข้าถึงทุกพื้นที่

,

“ศ.ดร.นฤมล”เผย 18 มี.ค.เปิดเวทีกลางกรุงพบประชาชน เปิดโฉม 33 ว่าที่ผู้สมัครเคาะประตูชูนโยบายเข้าถึงทุกพื้นที่

วันที่ 9 มี.ค. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงการเปิดปราศรัยใหญ่ใน กทม. ของพรรคพลังประชารัฐ ในวันที่ 18 มี.ค.นี้ เวลา 17.00น. ลานคนเมือง กทม. ว่า เป็นการเปิดตัว ผู้สมัคร ส.ส.กทม. ทั้ง 33 เขต โดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มาร่วมสร้างขวัญและกำลังใจ พร้อมด้วยการนำเสนอนโยบายของพรรคสำหรับ คนกทม. ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวกทม.แต่ละเขต เพราะด้วยความปัญหาและความแตกต่างของบริบทพื้นที่ ซึ่งพรรคพร้อม รับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน ผ่าน 33 ว่าที่ผู้สมัครพปชร.ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ มีประสบการณ์ในพื้นที่จริง และพร้อมทำด้วยหัวใจ

ทั้งนี้ หลังจากจัดเวทีปราศรัยใหญ่ในกทม. จะจัดมีการจัดเวทีปราศรัยย่อยในแต่ละพื้นที่ใน กทม. ทั้งในกทม.ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก เพื่อที่จะนำเสนอนโยบายให้สอดรับกับพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ได้วางตัวผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค เกือบครบทุกเขตแล้ว ซึ่งยังมีเพียงบางพื้นที่ที่ทาง กกต.มีการแบ่งเขตใหม่ คือลด 4จังหวัดและเพิ่ม 4 จังหวัดรวมถึงในกทม. อย่างไรก็ตามพรรคตั้งเป้าจะได้ส.ส.กทม.มากว่าเดิม หลังจากรอบที่แล้วได้ ส.ส.มา 12 คน เพราะเชื่อมั่น ผู้สมัคร ส.ส.กทม.ของพรรคที่มี มีของดีอยู่ในตัว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 9 มีนาคม 2566