โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ทางเลือกใหม่ของการเมืองไทย ก้าวข้ามความขัดแย้ง สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน

Blog

“พล.อ.ประวิตร” ดันมาตรฐานมวยไทยผ่านกองทุนกีฬา สร้างสุดยอดนักกีฬาควบคู่รักษาวัฒนธรรมไทย

,

“พล.อ.ประวิตร” ดันมาตรฐานมวยไทยผ่านกองทุนกีฬา
สร้างสุดยอดนักกีฬาควบคู่รักษาวัฒนธรรมไทย

พล.อ.ประวิตร’ ประชุมกองทุนกีฬาฯ หนุนแผนพัฒนานักกีฬาสู่ความเป็นเลิศ ระดับนานาชาติ ยกมาตรฐาน”มวยไทยอาชีพ-การไหว้ครู”อนุรักษ์วัฒนธรรม สร้างมูลค่าศก. ควบคู่ช่วยเหลือ/เยียวยานักมวยที่ได้รับผลกระทบ ย้ำทุกสมาคมฯ ใช้วิทยาศาสตร์การกีฬา เพิ่มศักยภาพ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยพล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษกรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบ การสนับสนุนแผนงานพัฒนากีฬาด้านต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านกีฬาของไทย ทั้งในด้านการสนับสนุนระบบการพัฒนานักกีฬาสู่ความเป็นเลิศ ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ,การพัฒนาบุคลากรกีฬาสู่ความเป็นเลิศ ,การสนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬาอาชีพเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ,การส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมและเครื่องมือทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา

ทั้งนี้ได้มีการรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานกิจกรรมกีฬามวยไทย ได้มีการรายงานถึงการดำเนินโครงการพัฒนากีฬามวยไทยร่วมกับสหพันธ์กีฬามวยไทย(IOCรับรอง) เพื่อส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมขับเคลื่อนกีฬามวยไทยฯ ได้ดำเนินการใน ต่างๆไม่ว่าจะเป็นการยกระดับมาตรฐานกีฬามวยไทยอาชีพ ศึกมวยไทยมรดกคนไทย การจัดรายการแข่งขันมวยไทยรากหญ้า ระดับอาชีพยอดนิยม ,รายการประกวดไหว้ครู และวงปี่พาทย์มวยไทย รวมทั้งรายการส่งเสริมและเผยแพร่มวยไทยในค่ายทหาร (4 กองทัพภาค) เป็นต้น รวมถึงแผนการดำเนินโครงการจัดแข่งมวยไทย ในโอกาสครบรอบ 30ปี การสถาปนาทางการทูต ไทย-คาซัคสถาน ระหว่าง 10-11 ก.ย.65 ณ สาธารณรัฐคาซัคสถานอีกด้วย และยังได้รับรายงานถึงความคืบหน้าโครงการสนับสนุนฟุตบอลรากหญ้า โดยความร่วมมือระหว่างกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย และฟีฟ่า ซึ่งสมาคมฟุตบอลฯ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง ร่วมกับฟีฟ่า เรียบร้อยแล้ว

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ขอบคุณนักกีฬาคนพิการ ผู้ฝึกสอนและเจ้าหน้าที่ ที่ทุ่มเทในการแข่งขัน รายการนี้และสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อย่างยิ่งใหญ่ ทำให้คนไทยทั้งประเทศมีความสุข และได้กำชับ กกท.และสมาคมกีฬา ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และระเบียบปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ โดยเคร่งครัด และการบริหารงบประมาณจะต้องเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ต่อการพัฒนากีฬา อย่างเป็นรูปธรรม และเน้นย้ำให้ใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาทุกประเภทกีฬา ทั่วประเทศ อย่างจริงจัง เพื่อยกระดับความเป็นเลิศ ในระดับประเทศ และนานาชาติ ต่อไป

อย่างไรก็ตามที่ประชุมยังพิจารณาและเห็นชอบหลักการจ่ายเงินรางวัลและจัดงานมอบเงินรางวัลแสดงความยินดีแก่ นักกีฬา ผู้ฝึกสอน และสมาคมฯ ในการแข่งขัน กีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่11 ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ห้วง 30 ก.ค.-6 ส.ค.65 ประเทศไทยส่งแข่ง 14 ชนิดกีฬา สร้างผลงานยอดเยี่ยม เป็นอันดับ 2 รองจากเจ้าภาพ โดยทำได้ 117 เหรียญทอง 113 เหรียญเงิน และ 88 เหรียญทองแดง ได้รับอนุมัติ เงินรางวัลรวม 101,420,000 บาท

นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการสนับสนุนสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ เพื่อการจัดการแข่งขันกีฬาจักรยานอาชีพ รายการทัวร์ออฟไทยแลนด์ ประเภท หญิงและชาย ประจำปี2565


ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 17 สิงหาคม 2565

ส.ส.พปชร. กาญจนบุรี มอบน้ำดื่ม-นม สร้างขวัญกำลังใจอสม.ดูแลสุขภาพปชช.

,

ส.ส.พปชร. กาญจนบุรี มอบน้ำดื่ม-นม สร้างขวัญกำลังใจอสม.ดูแลสุขภาพปชช.

พรรคพลังประชารัฐ โดย “ส.ส.อัฏฐพล โพธิพิพิธ พปชร. จ.กาญจนบุรี” ลงพื้นที่เยี่ยมเยียมพี่น้องอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) พร้อมสนับสนุนน้ำดื่มและนมกล่อง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจที่เสียสละตนในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ตำบลสหกรณ์นิคม ตามโครงการคัดกรองวัณโรค โดยวิธีการเอ็กซเรย์ปอด ณ ศาลาอเนกประสงค์ ต.สหกรณ์นิคม อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

พรรคพลังประชารัฐ เดินหน้าในการเข้าถึงดูแลประชาชนในทุกพื้นที่ ตามนโยบาย ที่มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้กินดีอยู่ดี พร้อมการเข้าไปรับฟังปัญหา ความเดือดร้อนนำมาสู่การแก้ไขต่อไป โดยเรามีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และยั่งยืน


ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 17 สิงหาคม 2565

สส.พปชร. จ.ฉะเชิงเทรา รับฟังปัญหาการค้าชายแดนไทย-เมียนมาฝั่ง จ.เชียงราย สู่การแก้ไขทุกมิติ

สส.พปชร. จ.ฉะเชิงเทรา รับฟังปัญหาการค้าชายแดนไทย-เมียนมาฝั่ง จ.เชียงราย สู่การแก้ไขทุกมิติ

พรรคพลังประชารัฐ โดย “ส.ส.สุชาติ ตันเจริญ พปชร. จ.ฉะเชิงเทรา” และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่ จ.เชียงราย เพื่อรับฟังปัญหาและความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ ทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน รวมถึงปัญหาสถานการณ์ด้านความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย – เมียนมา ตลอดจนแนวทางการก่อสร้างสะพานข้ามถาวรระหว่างไทยและสปป.ลาว ในพื้นที่ อำเภอเชียงเเสน จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามรับฟังปัญหาในพื้นที่

ทั้งนี้ ส.ส.สุชาติ ยังได้ติดตามปัญหาการค้ามนุษย์ และศึกษาดูงาน ณ เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของ สปป.ลาว โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการรองรับการดำเนินการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวและบริการ และยังได้ร่วมปรึกษาหารือกับผู้บริหารระดับสูงของสภากรรมการบริหารเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ เพื่อผลักดันความร่วมมือระหว่างกัน

พรรคพลังประชารัฐ เดินหน้าในการเข้าถึงดูแลประชาชนในทุกพื้นที่ ตามนโยบาย ที่มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้กินดีอยู่ดี พร้อมการเข้าไปรับฟังปัญหา ความเดือดร้อนนำมาสู่การแก้ไขต่อไป โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และยั่งยืน

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 17 สิงหาคม 2565

“รมว.ตรีนุช” ดึงเทคโนโลยี-นวัตกรรมเสริมคุณภาพการศึกษา ปูทางเด็กไทยต่อยอดประกอบอาชีพเกษตรยุคใหม่

“รมว.ตรีนุช” ดึงเทคโนโลยี-นวัตกรรมเสริมคุณภาพการศึกษา ปูทางเด็กไทยต่อยอดประกอบอาชีพเกษตรยุคใหม่

, ,

(16 ส.ค.2565) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ตนได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี(วษท.)บุรีรัมย์ เพื่อให้กำลังใจนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี(วษท.)บุรีรัมย์ ซึ่งพบว่า ที่ วษท.บุรีรัมย์ มีการอบรมเชิงปฏิบัติการ การจัดการเรียนการสอนแบบฐานอาชีพ มีระบบดูแลเด็กนักเรียนและระบบการจัดการเรียนการสอนที่ดี โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาหลักสูตรที่มีลักษณะเป็น block course ซึ่งสามารถเรียนและประกอบอาชีพได้ภายในหนึ่งภาคเรียน รวมถึงการอบรมครูและปรับทัศนคติของครู ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในการจัดการเรียนรู้ทางด้านเกษตร ซึ่งการทำการเกษตรในยุคใหม่จะนำนวัตกรรม smart farming มาใช้ในการลดต้นทุน ลดแรงงานในการจัดการ ผู้เรียนได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับเนื้อหาในการเรียนรู้สู่การเป็นผู้ประกอบการ มุ่งเน้นให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวะได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง เพื่อสามารถต่อยอดในการประกอบอาชีพได้ในอนาคตด้วย

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ตนยังได้ตรวจเยี่ยมโรงงานแปรรูปนม ของ วษท.บุรีรัมย์ ซึ่งมีการผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ที่มีคุณภาพให้ได้มาตรฐาน GMP ปลอดภัยต่อผู้บริโภคทุกคน ตามหลักการอาหารปลอดภัย (Food Safety) โดยเฉพาะผู้บริโภคที่เป็นเด็กนักเรียนในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนโดยทางวิทยาลัยฯ ได้ทำข้อตกลงซื้อขายน้ำนมดิบจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมปากช่อง โดยได้รับสิทธิ์ในการจัดสรร ในปีการศึกษา 2564 จำนวน 39,970 ถุงต่อวัน ทั้งนี้ น้ำนมดิบในช่วงเปิดภาคเรียนจะนำมาแปรรูปเป็นนมพาสเจอร์ไรส์ และจำหน่ายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อให้นักเรียนในโรงเรียนจังหวัดบุรีรัมย์ได้ดื่มนมโคสดแท้ เป็นการปลูกจิตสำนึกให้นักเรียนรักบ้านเกิด และมีสุขภาพอนามัยแข็งแรง เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนตามที่รัฐบาลวางเป้าหมายไว้

นอกจากนี้โรงงานแปรรูปนม วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ยังเป็นแหล่งศึกษาดูงาน ของนักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไปที่สนใจ มีการรับนักเรียน นักศึกษาของวิทยาลัยฯ และสถาบันการศึกษาอื่นเข้าร่วมฝึกงาน อีกทั้งมีการต่อยอดนำรายได้จากการดำเนินงานเข้าเป็นรายได้สถานศึกษา เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนา สถานศึกษา และการจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยฯ อีกด้วย.

“รมว.ตรีนุช” ดึงเทคโนโลยี-นวัตกรรมเสริมคุณภาพการศึกษา ปูทางเด็กไทยต่อยอดประกอบอาชีพเกษตรยุคใหม่ “รมว.ตรีนุช” ดึงเทคโนโลยี-นวัตกรรมเสริมคุณภาพการศึกษา ปูทางเด็กไทยต่อยอดประกอบอาชีพเกษตรยุคใหม่ “รมว.ตรีนุช” ดึงเทคโนโลยี-นวัตกรรมเสริมคุณภาพการศึกษา ปูทางเด็กไทยต่อยอดประกอบอาชีพเกษตรยุคใหม่ “รมว.ตรีนุช” ดึงเทคโนโลยี-นวัตกรรมเสริมคุณภาพการศึกษา ปูทางเด็กไทยต่อยอดประกอบอาชีพเกษตรยุคใหม่

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 16 สิงหาคม 2565

“รมช.สันติ”เตรียมพร้อมรับลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดึง37 องค์กร สร้างฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงระบบ

,

“รมช.สันติ”เตรียมพร้อมรับลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ดึง37 องค์กร สร้างฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงระบบ

ผนึก 37 องค์กร เตรียมให้บริการประชาชน ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ !!! นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2565 โดยมีหน่วยงานที่เข้าร่วมในพิธีทั้งสิ้น 37 หน่วยงาน เพื่อเป็นการปรับปรุงฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยให้เป็นปัจจุบัน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรสวัสดิการให้แก่ประชาชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย และมีการเพิ่มเติมคุณสมบัติในการคัดกรองเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการระบุตัวตนผู้มีรายได้น้อยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมได้กำหนดวันลงทะเบียนโครงการฯ เป็นช่วงระหว่างวันที่ 5 กันยายน – 19 ตุลาคม 2565 โดยประชาชนที่มีคุณสมบัติและต้องการได้รับสวัสดิการภายใต้โครงการฯ ปี 2565 ทุกคนจะต้องลงทะเบียนใหม่ ผ่านช่องทางการลงทะเบียนทางเว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th หรือhttps://welfare.mof.go.th และช่องทางการลงทะเบียน ณ หน่วยงาน
สำหรับจุดรับลงทะเบียนในพื้นที่ทั่วประเทศ ได้แก่ สำนักงานคลังจังหวัด ที่ว่าการอำเภอทุกอำเภอ สำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร สำนักงานเมืองพัทยา สาขาธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาธนาคารออมสิน และสาขาธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) รวมทั้งจุดให้บริการของธนาคารดังกล่าวมากกว่า 7,000 แห่ง โดยประชาชนสามารถดูรายละเอียดการดำเนินโครงการฯ เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th หรือ https://welfare.mof.go.th

หน่วยงานที่เข้าร่วมรับลงทะเบียน จำนวน 7 หน่วยงาน ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กรมบัญชีกลาง (สำนักงานคลังจังหวัด) กรมการปกครอง (ที่ว่าการอำเภอทุกอำเภอ) กรุงเทพมหานคร (สำนักงานเขต) และสำนักงานเมืองพัทยา และหน่วยตรวจสอบคุณสมบัติที่มาเข้าร่วมพิธีลงนามวันนี้ จำนวน 33 หน่วยงาน จากหน่วยตรวจสอบคุณสมบัติทั้งสิ้น 47 หน่วยงาน เนื่องจาก ธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทยจะเป็นผู้แทนในการลงนามของธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุน สำหรับ หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติที่เข้าร่วมลงนามในวันนี้ ได้แก่ กรมบัญชีกลาง กรมสรรพากร กรมการปกครอง กรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา กรมที่ดิน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานประกันสังคม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กรมการขนส่งทางบก กรมการกงสุล กรมราชทัณฑ์ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กรมกิจการผู้สูงอายุ กรมควบคุมโรค สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรมหม่อนไหม การท่าเรือแห่งประเทศไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด และบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด รวมทั้งหน่วยงานภายใต้กระทรวงการคลัง ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งหน่วยงานทั้งหมดจะร่วมมือกันดำเนินการในโครงการฯ ปี 2565 เช่น การรับลงทะเบียน การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียน การประมวลผล การจัดทำฐานข้อมูล การประกาศผลผู้มีสิทธิ์ เป็นต้น ให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างราบรื่นภายในระยะเวลาที่กำหนด

ที่มา : ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
เมื่อวันที่ : 16 สิงหาคม 2565

ส.ส.พปชร.ร่วมเวทีหารือทางออกปัญหาที่ทำกินเขตอุทยานให้ประชาชน

,

ส.ส.พปชร.ร่วมเวทีหารือทางออกปัญหาที่ทำกินเขตอุทยานให้ประชาชน

พรรคพลังประชารัฐ โดย “ส.ส.อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ พปชร. จ.นครศรีธรรมราช” พร้อมด้วยคณะทำงาน ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า รวมถึงกำนันผู้ใหญ่บ้าน อบต. และผู้นำท้องถิ่น ร่วมประชุมรับฟังการชี้แจ้งเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินและเพื่อที่อยู่อาศัย ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า บ้านวังหอน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกิน ให้สามารถมีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ส.ส.อาญาสิทธิ์ ยังได้ร่วมพูดคุยเพื่อรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน พร้อมทั้งชี้แจงเรื่องการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เพื่อทำความรู้และความเข้าใจกับชาวบ้านในเรื่องคุณสมบัติและของสิทธิต่างๆ ที่ควรจะได้รับ ณ ตำบลวังอ่าง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช

พรรคพลังประชารัฐ เดินหน้าในการเข้าถึงดูแลประชาชนเป็นไปตามนโยบาย ที่มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้กินดีอยู่ดี พร้อมการเข้าไปรับฟังปัญหา ความเดือดร้อนนำมาสู่การแก้ไขต่อไป โดยเรามีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และยั่งยืน


ที่มา : ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
เมื่อวันที่ : 16 สิงหาคม 2565

ส.ส.พปชร. กทม.ออกหน่วยตรวจคัดกรองเชิงรุก!!!

, ,

ส.ส.พปชร. กทม.ออกหน่วยตรวจคัดกรองเชิงรุก!!!

พรรคพลังประชารัฐ โดย “ส.ส.กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา พปชร. กทม. เขต 4 ร่วมกับ Bangkok Community Help ออกหน่วยเคลื่อนที่ตรวจคัดกรองเชิงรุกการแพร่ระบาดโควิด 19 ให้ประชาชนในพื้นที่ ชุมชนชุมชนวัดคลองเตยใน เขตคลองเตย พร้อมมอบข้าวสารอาหารแห้ง จัดชุดยารักษาให้กับผู้ติดเชื้อถึงบ้าน

พรรคพลังประชารัฐ เดินหน้าในการเข้าถึงดูแลประชาชนในทุกพื้นที่ ตามนโยบาย ที่มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้กินดีอยู่ดี พร้อมการเข้าไปรับฟังปัญหา ความเดือดร้อนนำมาสู่การแก้ไขต่อไป โดยเรามีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และยั่งยืน

ที่มา : ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
เมื่อวันที่ : 16 สิงหาคม 2565

“พล.อ.ประวิตร”ติดตามแผนรับมวลน้ำเข้าพื้นที่จ.สระบุรี ระดมทุกหน่วยป้องกันอุทกภัย- พร้อมแผนเตือนภัย ปชช.

,

“พล.อ.ประวิตร”ติดตามแผนรับมวลน้ำเข้าพื้นที่จ.สระบุรี
ระดมทุกหน่วยป้องกันอุทกภัย- พร้อมแผนเตือนภัย ปชช.

“พล.อ.ประวิตร” เร่งหน่วยงาน จ.สระบุรี รับมือปริมาณฝนสัปดาห์หน้า ติดตามสภาพอากาศแจ้งเตือนประชาชน ดึงแผน 13 มาตรการ ป้องกันผลกระทบอุทกภัยในระยะสั้น พร้อมเดินหน้าวางระบบจัดการน้ำ ในระยะยาวแก้ภัยแล้ง – อุทกภัยซ้ำซาก ในพื้นที่ เร่งโครงการเสริมคันดิน พร้อมแผนระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบชุมชนท้ายน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ กทม.และปริมณฑลริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก

วันที่ 15 สิงหาคม 2565 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอํานวยการน้ําแห่งชาติ (กอนช.) พร้อมด้วยชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) ลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ และการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคกลาง ณ จังหวัดสระบุรี โดยมี ส.ส.พรรคประชารัฐ อาทิ น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ส.ส.สระบุรี นายประทวน สุทธิอำนวยเดช ส.ส.ลพบุรี ร่วมลงพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมกับสถานการณ์และแนวโน้มปริมาณฝนที่จะเพิ่มขึ้นตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ในสัปดาห์นี้จะมีฝนตกหนักต่อเนื่อง หลังเมื่อสัปดาห์ที่แล้วหลายจังหวัดของภาคเหนือ ได้รับผลกระทบน้ำท่วมฉับพลันจากพายุโซนร้อนมู่หลาน ทำให้ปริมาณน้ำสูง
พล.อ.ประวิตร’ ได้สั่งการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช. )ร่วมกับ กรมชลประทาน รวมทั้ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และฝ่ายปกครองระดับจังหวัด ดำเนินการให้เป็นไปตามแผนรับมือฤดูฝน 13 มาตรการ โดยให้ปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เนื่องจากมีฝนตกหนักสะสมต่อเนื่องจากมรสุมในหลายพื้นที่ของประเทศ ส่งผลพื้นที่หลายจังหวัดมีน้ำท่วมขังสูง โดยเฉพาะพื้นที่ริมลำน้ำสายหลักยังคงต้องเฝ้าระวัง และติดตามสภาพอากาศแจ้งเตือนประชาชนให้ทันกับสถานการณ์ รวมทั้งให้การช่วยเหลือประชาชนทันที เน้นการมีส่วนร่วมมากขึ้น

ทั้งนี้ได้นำแผนการจัดการในระยะสั้นตาม 13 มาตรการรับมือฝน รวมทั้งแผนบริหารจัดการน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อระบายน้ำจากฝั่งตะวันออกแม่น้ำเจ้าพระยาให้ได้มากที่สุด เพื่อควบคุมไม่ให้เกินขีดจำกัดที่รับน้ำได้ เพื่อรับมือน้ำต่อเนื่องในภาคเหนือ-ใต้-ออก-ตก ที่ทำการเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล และการซ่อมคันกั้นน้ำบริเวณ 23 ขวา คลองชัยนาท-ป่าสัก โครงการส่งน้ำ และบำรุงรักษาเริงราง ในการรองรับปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ยังได้ติดตามการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำป่าสักในเขต จ.สระบุรี ซึ่งเป็นแผนระยะยาว ที่จะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง ให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดสระบุรี และภาคกลางทั้งหมด ด้วยการบูรณาการทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า จ.สระบุรี เป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยของพายุเตี้ยนหมู่ เมื่อปี 2564 ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ และเกิดความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สิน และในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2565 คาดว่าจะมีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคกลาง จ.สระบุรี จึงอาจจะได้รับผลกระทบซ้ำอีก จึงขอสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการให้วางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบด้วยการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อเตรียมความจุในการรองรับน้ำฝน พร้อมทั้งเร่งซ่อมแซมคันกั้นน้ำทั้งหมดที่ได้รับความเสียหายจากปีที่แล้วที่ปริมาณฝนมากจนดินอุ้มน้ำเกิดการกัดเซาะจนพังทลาย โดยทราบว่าเบื้องต้นใช้งบประมาณกว่า 3 ล้านบาท ในการซ่อมแซมระยะสั้น ส่วนในระยะยาวที่จะต้องปรับปรุงประตูระบายน้ำทั้งสองฝั่ง ที่จะต้องใช้งบประมาณกว่า 145 ล้านบาท จะนำเรื่องเข้าพิจารณาว่าจะใช้งบใดได้บ้าง เนื่องจากจะทำให้การจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง รวมถึงการพิจารณาก่อสร้างเขื่อนริมน้ำป่าสัก เพื่อลดการพังทลายของตลิ่ง

โดยในระยะสั้นจะต้องเป็นไปตามแผนรับมือ 13 มาตรการอย่างเคร่งครัด ส่วนในระยะยาวทุกหน่วยงาน จะต้องเร่งดำเนินการตาม 9 แผนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ควบคู่ไปกับกลไกการบริหารให้มีความเหมาะสมเพื่อประสิทธิภาพในการจัดหารบริหารน้ำให้ดีที่สุด พร้อมสร้างการตระหนักรู้และความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ภายหลังจากที่ได้รับรายงาน และได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจความคืบหน้าการซ่อมแซมซ่อมแซมคันกั้นน้ำบริเวณ 23 ขวา คลองชัยนาท-ป่าสัก โครงการส่งน้ำ และบำรุงรักษาเริงราง อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ได้กำชับให้ดำเนินการปรับปรุงอย่างเร่งด่วน ให้ทันสถานการณ์ฝนที่อาจตกหนักในช่วงวันที่ 20 ส.ค.นี้ รวมทั้งดูการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำป่าสัก พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณวัดเชิงราก อ.เสาไห้ ซึ่งเป็นแผนจัดการน้ำท่วมระยะยาว ที่หากเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำป่าสักฯ เสร็จเรียบร้อย ก็จะเป็นพื้นที่ที่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง ได้อย่างเป็นระบบ

โดยขณะลงพื้นที่ มีประชาชนมาคอยให้กำลังใจ และพูดคุยถึงปัญหาต่างๆ ซึ่งเบื้องต้นพล.อ.ประวิตร ก็ได้พูดกับประชาชนว่าการลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อมาตรวจโครงการต่างๆ ว่ามีความก้าวหน้าไปอย่างไรบ้าง เนื่องจากทราบว่าชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย และภัยแล้ง ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญและเร่งแก้ไขให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซาก ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพทางการเกษตรได้อย่างยั่งยืน เกิดการกินดีอยู่ดีของประชาชน เพราะน้ำคือชีวิต และเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตของทุกคน

ที่มา : ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
เมื่อวันที่ : 15 สิงหาคม 2565

“พล.อ.ประวิตร”เร่งแปรรูปน้ำมันปาล์มสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริม 8 ผลิตภัณฑ์รักษาเสถียรภาพราคาเพิ่มรายได้ยั่งยืน

,

“พล.อ.ประวิตร”เร่งแปรรูปน้ำมันปาล์มสร้างมูลค่าเพิ่ม
ส่งเสริม 8 ผลิตภัณฑ์รักษาเสถียรภาพราคาเพิ่มรายได้ยั่งยืน

เร่งส่งเสริมแปรรูปน้ำมันปาล์มสู่ผลิตภัณฑ์สร้างมูลเพิ่ม รักษาเสถียรภาพด้านราคา สร้างรายได้เกษตรมั่นคง!!!พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ได้มอบหมายให้หน่วยงาน กนป. ดูแลราคาปาล์มน้ำมันให้มีเสถียรภาพ ไม่ให้เกิดความผันผวน และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จากการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบมาเลเซียและอินโดนีเซีย พร้อมกับเร่งหามาตรการส่งเสริมสร้างมูลค่าเพิ่ม 8 ผลิตภัณฑ์เพื่อทดแทนไบโอดีเซลที่ใช้ลดลงเหลือ B5 ในช่วงวิกฤตพลังงาน

คณะอนุกรรมการทำการวิเคราะห์จัดทำข้อเสนอมาตรการเร่งด่วน ขับเคลื่อนปาล์มน้ำมันสู่พืชเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มแห่งอนาคตของไทย และสร้างสมดุลโครงสร้างราคาตลอดห่วงโซ่อุปสงค์อุปทานที่เป็นธรรมทั้งระบบ และรายงานผลดำเนินการ กนป. ปี 2563 ได้มีการผลักดันให้เพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล ให้ B10 เป็นดีเซลมาตรฐาน และส่งออกน้ำมันดิบส่วนเกินในปี 2564 สูงถึงปริมาณ 6 แสนตันเศษ
โดยคาดว่าในปี 2565 นี้ ยอดส่งออกแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นราว 7 แสนตันเศษ และผลักดันมาตรการเพิ่มมูลค่าน้ำมันปาล์มดิบแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (BCG) 8 ชนิด ได้แก่ น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานชีวภาพ น้ำมันจาระบีชีวภาพ น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้า สารซักล้างชีวภาพ พาราฟิน สารจำกัดศัตรูพืชชีวภาพ น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ (กรีนดีเซล) และ นำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ เป็นนโยบายรัฐบาลพืชเศรษฐกิจต้นแบบ โดยอยู่ระหว่างการส่งเสริมให้มีการลงทุนผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuels – SAF) ที่สามารถนำน้ำมันไบโอดีเซล เอทานอลจากมันสำปะหลังและกากอ้อย รวมทั้งน้ำมันพืชรีไซเคิล มาใช้เป็นวัตถุดิบในการทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่สามารถลดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้มากถึง 80 %และเดินหน้าไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง SAF ของภูมิภาคในปี 2566

อย่างไรก็ตามจากผลงานการกำกับดูแลนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติภายใต้การกำกับอย่างต่อเนื่อง 8 ปีที่ผ่านมา ที่ชาวสวนปาล์มทั่วประเทศชื่นชมผลงานรัฐบาล รักษาระดับราคาปาล์มทะลายให้สูงขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2562 ราคาเฉลี่ยทั้งปีที่ 3.11 บาท/กก. ปี 2563 เพิ่มเป็น 4.80 บาท/กก. ปี 2564 เพิ่มเป็น 6.66 บาท/กก. และ ปี 2565 คาดว่าจะเพิ่มถึง 7.50 บาท/กก. และมีการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบที่คาดว่า มีปริมาณมากถึง 1.5 ล้านตัน ทำให้ในช่วง 4 ปี ระหว่างปี 2562 – 2565 นี้ สามารถนำเงินตราเข้าประเทศได้อีกประมาณ 6 – 7 หมื่นล้านบาท ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐบาลที่สามารถช่วยเกษตรกรชาวสวนปาล์มได้ในช่วงเศรษฐกิจผันผวนระยะนี้


ที่มา : ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
เมื่อวันที่ : 14 สิงหาคม 2565

“พล.อ.ประวิตร”ประธานฯมูลนิธิป่ารอยต่อถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม

,

“พล.อ.ประวิตร”ประธานฯมูลนิธิป่ารอยต่อถวายพระพร
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม

‘ พล,อ.ประวิตร’ ประธานฯมูลนิธิป่ารอยต่อ5 จังหวัดจัดพิธีเครื่องราชสักการะ ถวายราชสดุดี และพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2565

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะ กรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดเป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะถวายราชสดุดี และถวายพระพรชัยมงคลเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรรษา 12 สิงหา 2565 ณ มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เขตพญาไท โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิรวมในพิธี

ในโอกาสนี้ ประธานคณะกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 ได้กล่าวถวายราชสดุดีถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้า
สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในทุกๆด้านอย่างเอนกอนันต์ ทรงส่งเสริมอาชีพ พร้อมยังอนุรักษ์ส่งเสริมงานศิลปะพื้นบ้านที่มีความงดงามหลายสาขา เช่นการปั้น การทอ การจักสาน

นอกจากนี้ ยังทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจ ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการอนุรักษ์คุ้มครอง และฟื้นฟูและความหลากหลายทางชีวภาพอันเป็นฐานการดำรงชีวิตของพสกนิกรชาวไทยเสมอมา

ที่มา : ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
เมื่อวันที่ : 14 สิงหาคม 2565

‘รมว.สุชาติ’ เตรียมเสนอ ครม. เคาะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เร็วๆนี้!!!

,

‘รมว.สุชาติ’ เตรียมเสนอ ครม. เคาะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เร็วๆนี้!!!

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและ และผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เเปิดเผยถึง ความคืบหน้าการพิจารณาขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ว่าจะต้องมีการปรับตามสถานการณ์ของเงินเฟ้ออยู่แล้ว โดยดูว่าฐานเงินเฟ้อในประเทศไทยเท่าไหร่ แล้วเอามาเป็นตัวหลัก ซึ่งเรื่องนี้มีไตรภาคีจังหวัดที่จะพิจารณาก่อน มีทั้งลูกจ้างนายจ้างและฝ่ายรัฐบาลอยู่ใน ไตรภาคี ที่จะสุ่มตัวเลขมาว่า พอใจที่ตัวเลขเท่าไหร่ ส่วนกลางจะมาพิจารณาอีกทีว่า ที่ไตรภาคีเสนอมานั้นเหมาะสมหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ได้ให้นโยบายกระทรวงแรงงานไปว่า การปรับค่าแรงอยากให้กระชับ ให้ช่วงสั้น ยังมีหลายกลุ่ม ส่วนการประกาศใช้ปกติ หลายคนอยากให้พูดในวันที่ 1 มกราคม แต่ในความเป็นจริงเราต้องยอมรับว่าของสินค้าต่างๆขึ้นราคาไปแล้ว ถ้าเราไปประกาศก่อน แล้วไปมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม อาจจะทำให้มีการขึ้นราคาสินค้าอีกรอบหนึ่ง ซึ่งจะไม่มีผลอะไรในการที่เราได้ปรับค่าแรง

นายสุชาติ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เท่าที่ได้พูดคุยกับนายจ้างและผู้ประกอบการเขายอมรับในตัวเลขนี้ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการเหล่านี้ไปจำนวนมากหลายหมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันประกันสังคมรถหย่อนไปแล้วถึง 6 รอบ แต่ละรอบเป็นหมื่นล้านบาท ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อพยุงให้มีการจ้างงาน ลดค่าใช้จ่าย ลดค่าของชีพ ตามนโนบายของพรรค พปชร. ในการบรรเทาความเดือดร้อนของ ประชาชนในทุกกลุ่ม เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตอย่างมั่นคง พปชร. พร้อม ให้ความร่วมมือเป็นกลไกผลักดันผ่าน กระทรวงแรงงานฯในการขับเคลื่อนการยกระดับีมือแรงงานให้สอดคล้องกับาภวะการผลิต และบริการที่เปลี่ยนไป วันนี้จึงต้องขอความร่วมมือนายจ้าง ซึ่งเขาให้ความร่วมมือ จะพยายามกลับให้เร็วกว่า 1มกราคม

ส่วนการปรับค่าจ้างนั้น จะดูพื้นที่โซนอุตสาหกรรมหลักๆ ก่อน เช่น จังหวัดภูเก็ต กรุงเทพมหานคร พื้นที่อีอีซี ซึ่งโซนเหล่านี้ถือเป็นหัวแถวอยู่แล้ว แต่จะปรับกี่เปอร์เซนต์ ต้องพิจารณาให้เหมาะสม เท่าที่ดูตัวเลขคร่าวๆ ประมาณ 5-8% ให้รับได้ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง

” เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งตอนนั้นยังใช้มาตรา 75 อยู่ หากปรับในตอนนั้นนายจ้างจะเอาเงินที่ไหนจ่าย และสุดท้ายอาจจะต้องตกงานกัน แต่เมื่อเราประคับประคอง นายจ้างและลูกจ้างจะอยู่ได้ โดยคาดว่าจะสามารถนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในเดือนกันยายนนี้”นายสุชาติกล่าว

ที่มา : ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
เมื่อวันที่ : 12 สิงหาคม 2565

“รมช.สันติ”กดปุ่มลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ทั่วประเทศเริ่ม 5 ก.ย.นี้

,

“รมช.สันติ”กดปุ่มลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ทั่วประเทศเริ่ม 5 ก.ย.นี้

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และเลขาธิการ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร. )เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกองทุนประชารัฐสวัสดิการ ว่าที่ประชุมได้ข้อสรุปในการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ “บัตรคนจน” รอบใหม่ โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2565 -19 ตุลาคม 2565 โดยจะเปิดลงทะเบียนผ่านช่องทางต่าง ๆ โดยเฉพาะสาขาของธนาคาร 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) การธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย รวมถึง อำเภอ หน่วยงานท้องถิ่น อาทิ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สำนักงานเขต ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และเปิดในลงทะเบียนผ่านช่องทางออนไลน์อีกด้วย

“วันที่ 19 ตุลาคม 2565 จะเป็นวันสุดท้ายของการลงทะเบียนบัตรคนจน จะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติโดยระบบเอไอ ที่เชื่อมโยงกับหน่วยงาน กับ 38 หน่วยงาน ของภาครัฐ คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน ซึ่งรวมถึงขั้นตอนการอุทธรณ์สิทธิเร็วที่สุดสิ้นปี 2565 คาดว่าจะพร้อมใช้สิทธิได้เร็วที่สุดในเดือนมกราคม ปี 2566 โดยจะมีการจัดพิธีลงนาม MOU ความร่วมมือโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 และแถลงข่าว ในวันที่ 16 สิงหาคม นี้ ที่กระทรวงการคลัง ”

สำหรับจุดรับลงทะเบียนได้มีการจ้างนักศึกษาที่จบใหม่ 2-3 ปี และยังไม่มีงานทำ ประจำหน่วยลงทะเบียน ตำบลละ 5 คน ทั่วประเทศ รวมทั้งหมดกว่า 30,000 คน โดยอัตราค่าจ้างในระดับปริญญาตรี จำนวน 15,000 บาทต่อเดือน ระดับปวส. จำนวน 11,500 บาทต่อเดือน และระดับ ปวช. 9,500 บาทต่อเดือน ใช้งบการจ้างงานรวมจำนวน 750 ล้านบาท ระยะเวลาการจ้างงาน 45 วัน และอบรมอีก 6 วัน

ทั้งนี้สิทธิประโยชน์ในบัตรคนจนรอบใหม่จะใช้บัตรประชาชนใบเดียวเพื่อให้เกิดความสะดวก โดยจะเพิ่มจำนวนหรือไม่นั้นต้องดูที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ที่จะส่งผลให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายต้องเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการเข้าไปดูแลปากท้องประชาชนในทุกกลุ่ม ให้มีความกินดีอยู่ดีในทุกมิติตามแนวทางของพปชร. ซึ่งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นนโยบายหลักของพรรคพลังประชารัฐ ในการเข้าไปช่วยประชาชนที่มีรายได้น้อย ให้เข้าถึงสวัสดิแห่งรัฐ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นการเข้าไปดูแลระบบเศรษฐกิจฐานากให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีประชาชนลงทะเบียนครั้งนี้ จะมี 15-16 ล้านคน จากเดิมที่มี 13 ล้านคน อย่างไรก็ตามตัวเลขของประชาชนที่เพิ่มหรือลด จะไม่ตายตัวเพราะทุกปีจะมีการตรวจคุณสมบัติ


ที่มา : ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
เมื่อวันที่ : 12 สิงหาคม 2565