โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ทางเลือกใหม่ของการเมืองไทย ก้าวข้ามความขัดแย้ง สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน

Blog

“อุตตม” ชูนโยบาย พปชร.เพิ่มประกันชีวิตบัตรประชารัฐ วงเงิน 200,000 บาทต่อราย เดินหน้าตั้งกองทุนประชารัฐ ปลดภาระ สร้างรายได้ แก้หนี้ ให้ทุกคน

,

“อุตตม” ชูนโยบาย พปชร.เพิ่มประกันชีวิตบัตรประชารัฐ วงเงิน 200,000 บาทต่อราย เดินหน้าตั้งกองทุนประชารัฐ ปลดภาระ สร้างรายได้ แก้หนี้ ให้ทุกคน

เมื่อเวลา 17.30 น.นายอุตตม สาวนายน ประธานจัดทำนโยบาย กล่าวว่า วันนี้มาเปิดเวที”พลังใหม่ พลังกรุงเทพ พลังประชารัฐ”ใหญ่นำโดยหัวหน้าพรรค พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ผู้ และ ว่าที่ผู้สมัครของพรรคมากันครบทุกเขต เพื่อแสดงเจตจำนงว่าจะมาทำงานด้วยความมุ่งมั่นเพื่อพี่น้องชาวกทม.และประเทศไทย โดยแสดงเจตจำนงว่า เราจะทำงานอย่างมุ่งมั่น เพื่อพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพและทุกจังหวัดของประเทศไทย กทม.ต้องเป็นหัวขบวน เพื่อเป็นศุนย์กลางของเกือบทุกกิจกรรม ถ้าให้นำไปเทียบกับนานาประเทศแล้ว ต้องบอกว่ากรุงเทพของเราไม่น้อยหน้าประเทศไหน

“ผมขอพูดถึงนโยบายเพื่อชาว กทม.อย่าง กรุงเทพ +5 คือพื้นที่ กทม.บวกกับ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานีสมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา และ กรุงเทพฯต้องเป็นศูนย์กลางพัฒนา 360 องศา รวมถึงการกระจายความแออัดจาก กทม.ไปยังจังหวัดปริมณฑลที่มีของดีไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงแหล่งอาหารขนาดใหญ่ ที่เตรียมรอให้เราไปพัฒนา ทั้งนี้ เราจะสร้างเศรษฐกิจย่าน กทม.10 ย่านนำร่องไม่ว่าจะเป็นเขตลาดพร้าว เขตประเวศ เพื่อยกระดับและพัฒนาศักยภาพของพื้นที่ โดยการดึงจุดเด่นของแต่ละพื้นที่ออกมา โดยมีการเชื่อมโยงการคมมนาคมที่สะดวกและรวดเร็ว เพื่อเป้าหมายในการเติมเต็มความสุขให้กับคนเมืองให้ได้”

นายอุตตม กล่าวต่อว่า พรรคพลังประชารัฐจะตั้งกองทุนประชารัฐ เพื่อปลดภาระ เพิ่มรายได้ และสร้างโอกาส แก้หนีัให้เบ็ดเสร็จ เติมทุนใหม่ แล้วเสริมทักษะ ในกรอบวงเงิน 300,000 ล้านบาท เพื่อนำมาแก้หนี้ให้เบ็ดเสร็จ โดยกองทุนจะมีการให้กู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพยกตัวอย่างเช่น การกู้เงินจำนวน 50,000 บาท จะใช้เวลาผ่อน 7 ปี ซึ่งจะตกวันละ 24 บาท โดยดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 5

นอกจากนี้ เราจะลงทุนพัฒนาในย่านเศรษฐกิจ และมีการจัดทุนตั้งต้นให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพ รวมไปถึงการพัฒนาการค้าขายในรูปแบบแฟรนไชส์ พรรคพลังประชารัฐ ยังมีนโยบายดูแลค่าใช้จ่าย เช่นจะช่วยค่าใช้จ่ายตั้งแต่ตั้งครรภ์ถึงหกขวบ โดยกลุ่มคนนี้จะมีประมาณ 266,000 คน และยกเว้นภาษีบุคคลธรรมดาผู้มีรายได้ไม่เกิน 500,000 บาทต่อปีทุกอาชีพ รวมถึฝบ้านหลังแรกสามารถนำค่าผ่อนบ้านมาลดภาษีได้ 200,000 บาท ทั้งนี้ ในส่วนของบัตรประชารัฐ 700 บาทต่อเดือนที่ประชาชนคงจะทราบกันไปแล้ว แต่เราจะมีการเพิ่มการใช้บัตรให้ครอบคลุม เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทางสาธารณะ วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ และอื่นๆ เพื่อให้ความสะดวกสบายกับประชาชนมากขึ้น และเราจะมีการประกันชีวิตในวงเงิน 200,000 บาทต่อราย ฟรี

วันนี้ไทยอยู่ในจุดพลิกผัน เราต้องช่วยปรับเปลี่ยนประเทศ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้พี่น้อง และเร่งวางรากฐานการพัฒนาสู่อนาคตที่ยั่งยืนให้ลูกหลาน แต่จะทำเช่นนี้พปชร. เชื่อว่ากทม.ต้องเป็นหัวขบวนนำการเปลี่ยนแปลง พลิกฟื้นประเทศไทย และ โฉมประเทศไทย โดยให้กรุงเทพเป็นหัวขบวน ทำไมต้องกรุงเทพฯ เพราะเราเป็นจุดศูนย์กลางของกิจกรรมทั้งหลาย โดยเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและอื่นๆ มีการคมนาคมที่หลากหลาย เราเป็นเมืองที่เรียกว่ามหานคร มีประชากรรวมๆ 10 กว่าล้านคน เทียบกับทั่วโลกขนาดเราไม่น้อยหน้า แต่เรายังไม่ได้ใช้ของที่เรามีเต็มศักยภาพ

วันนี้ไทยอยู่ในจุดพลิกผัน เราต้องช่วยปรับเปลี่ยนประเทศ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้พี่น้อง และเร่งวางรากฐานการพัฒนาสู่อนาคตที่ยั่งยืนให้ลูกหลาน แต่จะทำเช่นนี้พปชร. เชื่อว่ากทม.ต้องเป็นหัวขบวนนำการเปลี่ยนแปลง พลิกฟื้นประเทศไทย และ โฉมประเทศไทย โดยให้กรุงเทพเป็นหัวขบวน ทำไมต้องกรุงเทพฯ เพราะเราเป็นจุดศูนย์กลางของกิจกรรมทั้งหลาย โดยเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและอื่นๆ มีการคมนาคมที่หลากหลาย เราเป็นเมืองที่เรียกว่ามหานคร มีประชากรรวมๆ 10 กว่าล้านคน เทียบกับทั่วโลกขนาดเราไม่น้อยหน้า แต่เรายังไม่ได้ใช้ของที่เรามีเต็มศักยภาพ

วันนี้พรรคขอนำเสนอ เรื่องแรก คือ กรุงเทพ+5 (นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และ ฉะเชิงเทรา) สู่มหานครแห่งเอเชีย นั่นคือการพัฒนาอย่างยึดโยง มีศูนย์กลางที่กรุงเทพ แล้วบวกกับปริมณฑล นำศักยภาพแต่ละแห่งมาเสริมกันให้เต็ม เริ่มจากรุงเทพที่มีของดีล้นเหลือ เราจะพัฒนาพื้นที่แต่ละย่าน โดยยึดถืออัตลักษณ์ของแต่ละย่าน ส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย และ ระดับเอเชีย เป็นมหานครที่คนต่างประเทศอยากเข้ามาค้าขายลงทุน

จากนั้นเรายึดโยงกับปริมณฑลรอบๆ เช่น นครปฐม มีจุดเด่นที่มหิดล ศาลายา ที่มีความก้าวหน้าระดับโลก เราทำให้พื้นที่ย่านนั้นให้เป็นเมืองแห่งนวัตกรรมด้านของเทคโนโลยีอาหาร ชีวภาพ แม้โรบอติก ที่มหิดลถนัด ขณะที่สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ค้าขาย ลงทุน เราก็ต่อยอดอุตสาหกรรมใหม่ รถไฟฟ้า อีคอมเมิร์สเกิดได้เลย ส่วน ปทุมธานี นนทบุรี อากาศดี ทำเป็นเมืองที่อยู่อาศัยชั้นนำ นี่เป็นเพียงตัวอย่าง เราสามารถคิดพัฒนาเชื่อมโยง กระจายความแออัดจากรกรุงเทพออกไป สุดท้ายเติมความสุขให้คนเมือง ทำแล้วต้องมีความสุข เราจะทำยังไง พูดแล้วเหมือนฝัน ยืนยันว่าพปชร.ทำได้จริง

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 18 มีนาคม 2566

พปชร.ยกทัพใหญ่ ปราศรัยลานคนเมือง เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.33เขต “สนธิรัตน์”ประเดิมเปิดเวทีคนแรก ลั่น พร้อมแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เพื่อคนกรุง

,

พปชร.ยกทัพใหญ่ ปราศรัยลานคนเมือง เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.33เขต “สนธิรัตน์”ประเดิมเปิดเวทีคนแรก ลั่น พร้อมแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เพื่อคนกรุง

พรรคพลังประชารัฐ ได้เปิดเวทีปราศรัยที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการ กทม.ภายใต้ชื่อ”พลังใหม่ พลังกรุงเทพ พลังประชารัฐ”นำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง และเลขาธิการพรรค,นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ,ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิก,นายสกลธี ภัททิยกุล หัวหน้าทีมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ.นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง,นายอุตตม สาวนายน ประธานจัดทำนโยบาย,นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์

โดย พรรคพลังประชารัฐได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.ทั้ง 33 เขต ประกอบด้วย เขต 1 พระนคร สัมพันธวงศ์ ดุสิต บางรัก นายสฤษดิ์ ไพรทองิ, เขต 2 สาทร ราชเทวี ปทุมวัน นายพณิชย์ วิทยาภัทร์, เขต 3 บางคอแหลม ยานนาวา น.ส.ชญาภา ธารดำรงค์ , เขต 4 คลองเตย วัฒนา นายภูวกร ปรางภรพิทักษ์

เขต 5 ห้วยขวาง วังทองหลาง นายกานต์ กิตติอำพน ,เขต 6 ดินแดง พญาไท ร.อ.รชฏ พิสิษฐบรรณกร , เขต 7 บางซื่อ ดุสิต ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช, เขต 8 จตุจักร หลักสี่ นายรังสรรค์ กียปัจจ์ , เขต 9 บางเขน จตุจักร หลักสี่ นายปราโมทย์ เพ็ชรฤทธิ์ , เขต 10 ดอนเมือง ภญ.สุชาดา เวสารัชตระกูล

เขต 11 สายไหม น.อ. บัญชาพล อรัณยะนาค, เขต 12 บางเขน สายไหม ลาดพร้าว ภญ.นพวรรณ หัวใจมั่น , เขต 13 ลาดพร้าว วังทองหลาง นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ , เขต 14 บางกะปิ วังทองหลาง น.ส. นฤมล รัตนาภูบาล , เขต 15 คันนายาว บึงกุ่ม น.ส.ณิรินทร์ เงินยวง ,เขต 16 คลองสามวา นายกิติภูมิ นีละไพจิตร, เขต 17 หนองจอก คลองสามวา นายศิริพงษ์ รัสมี
เขต 18 หนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง นายพีระพงษ์ รัสมี , เขต 19 มีนบุรี สะพานสูง นางนาถยา แดงบุหงา ,เขต 20 ลาดกระบัง นายบุญรุ่ง เต๋งจงดี, เขต 21 ประเวศ สะพานสูง น.ส.แพรว กิจสุวรรณ, เขต 22 สวนหลวง ประเวศ นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ,เขต 23 พระโขนง บางนา นายตรีสิทธิ์ ศิริวรรณ

เขต 24 คลองสาน ธนบุรี ราษฎรบูรณะ นายศันสนะ สุริยะโยธิน , เขต 25 ทุ่งครุ ราษฎร์บูรณะ นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา , เขต 26 จอมทอง บางขุนเทียน นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ , เขต 27 บางบอน บางขุนเทียน นายสาโรจน์ ซึ้งไพศาลกุล ,เขต 28 หนองแขม บางบอน จอมทอง นายมานพ มารุ่งเรือง , เขต 29 บางแค หนองแขม นายเอกชัย ผ่องจิตร์ , เขต 30 บางแค ภาษีเจริญ นายสิทธิโชค คล้อยแสงอาทิตย์, เขต 31 ทวีวัฒนา ตลิ่งชัน น.ต.นิธิ บุญยรัตกลิน ,เขต 32 บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ ภาษีเจริญ ตลิ่งชัน ธนบุรี น.ส.บุณณดา สุปิยพันธุ์ และเขต 33 เขตบางพลัด บางกอกน้อย นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล

เมื่อเวลา 17.20 น.นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง พรรคพลังประชารัฐ ได้กล่าวปราศรัยว่า พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคการเมืองที่ตนก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 61 และ คน กทม.ก็ให้ความไว้วางใจกับพรรคของเรา การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคพลังประชารัฐได้คัดสรรผู้สมัครคุณภาพทั้ง 33 เขต มาผสมกับผู้สมัครรุ่นเก๋าที่จะมาร่วมใจกันเปลี่ยนแปลงกรุงเทพมหานครให้ดีขึ้น ครั้งนี้ถือเป็นเวทีเป็นไม้แรก ของขุนพลพลังประชารัฐกทม. ซึ่งในวันนี้เป็นวันที่ประกาศเปิดตัวทั้ง 33 เขต มั่นใจถึงความพร้อมทั้งตัวบุคคลและนโยบาย ตนขึ้นเวทีเป็นคนแรกเพื่อบอกว่า พปชร.ในอดีตที่พี่น้องกทม.ให้ความไว้วางใจ มีสส.กทม.12 คน ตนจึงเป็นสัญลักษณ์ว่าในอดีตที่พี่น้องให้กำลังใจนั้น วันนี้มาเชื่อมโยงให้การเลือกตั้งครั้งนี้สำเร็จ ซึ่งพรรคคัดผู้สมัครคุณภาพ 33 เขต ผสมผสานระหว่างผู้สมัครตัวเก๋า และ รุ่นใหม่ที่จะเป็นขวัญใจพี่น้องกทม.

” แน่นอนว่า ปัญหาของ กทม. ที่นับวันจะรุนแรงขึ้น คือเรื่องมลภาวะทางอากาศ หรือฝุ่น PM 2.5 ที่กำลังสร้างปัญหาให้กับผู้สูงอายุรวมไปถึงเด็ก ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยทางระบบหายใจมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นพรรคประชารัฐจะนำอากาศบริสุทธิ์ กลับคืนมาให้กับคนไทยทุกคน เรื่องการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 คือปัญหาเร่งด่วน เพราะถือเป็นปัจจัยสำคัญของคนทุกชนชั้น ขอให้ทุกคนไว้วางใจผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐ เลือกพวกเขาเข้ามาเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนทุกคนทั้ง 33 เขต เพราะพลเอกประวิตรหัวหน้าพรรคของเรา ได้ประกาศเอาไว้แล้วว่า หากได้เข้ามาเป็นรัฐบาลปัญหาฝุ่น PM 2.5 จะต้องได้รับการแก้ไขทั้งพื้นที่ กทม.และทั่วประเทศ

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 18 มีนาคม 2566

พล.อ.ประวิตร’นำทีม พปชร.เปิดเวทีใหญ่ปราศรัยนราธิวาส นำคืนความสงบหนุนพัฒนาเศรษฐกิจใน 3 จ.ชายแดนใต้

,

พล.อ.ประวิตร’นำทีม พปชร.เปิดเวทีใหญ่ปราศรัยนราธิวาส นำคืนความสงบหนุนพัฒนาเศรษฐกิจใน 3 จ.ชายแดนใต้

เมื่อเวลา 17.15 น. พรรคพลังประชารัฐได้เปิดเวทีปราศรัย ที่สวนมิ่งขวัญประชา อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส นำโดยพล.อประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส. บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ,ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า โดยมี นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 จ.นราธิวาส,นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ หรือ หมอแว ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พปชร.เขต 1 จ.นราธิวาส,นายฮามีร ซารีคาน ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พปชร.เขต 4 และ นายอามินทร์ มะยูโซะ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พปชร.เขต 2 จ.นราธิวาส ให้การต้อนรับ

พล.อ.ประวิตร กล่าวปราศรัยว่า พรรคพลังประชารัฐของเรา ใจถึงพึ่งได้ ผมเป็นคนพูดไม่เก่ง แต่สามารถทำงานทุกอย่างได้รวดเร็วตามความต้องการของพี่น้องประชาชนได้อย่างแน่นอน ผมมาที่นี่ในวันนี้เพราะต้องการสร้างความมั่นใจให้กับทุกคนว่า ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐทุกคนพร้อมแล้วทั้ง 400 เขต โดยเราได้พิจารณาคัดสรรคนดี มีความตั้งใจจริงที่จะเข้ามาทำงานให้กับพี่น้องทุกคน

“พรรคพลังประชารัฐให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด ซึ่งระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ผมได้ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) ก็ได้พยายามทำทุกอย่างเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนภาคใต้ทุกคน ซึ่งจะเห็นได้ว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มีการพัฒนา ก้าวหน้าในหลายเรื่อง เช่น เรื่องน้ำ ผมได้พยายามทำทุกอย่างให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีน้ำกินน้ำใช้ และเพื่อการเกษตร นำมาซึ่งเศรษฐกิจที่ดีขึ้น”

พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า ในส่วนปัญหาความสงบที่เคยขึ้นรัฐบาลก็ได้แก้ไขจนปัญหาลดลงไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลสามารถดำเนินการจัดการให้เกิดความสงบขึ้นภายในประเทศไทยได้ อย่างไรก็ตาม พรรคพลังประชารัฐมีนโยบายที่จะกำหนดพื้นที่ลดความรุนแรง และยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ได้ภายในปี 2570 เราจะทำให้พี่น้องอยู่ได้อย่างสงบสุขด้วยความเข้าใจร่วมกัน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ทุกคนก็คือคนไทย

“ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต้องมีงาน มีเงิน มีรายได้ มีความหวัง มีโอกาส ทุกคนต้องเท่าเทียมกันโดย โดยที่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม พรรคพลังประชารัฐ จะผลักดันธุรกิจส่งออกอาหารฮาลาลไปทั่วโลก รวมถึงส่งเสริมการปลูกพืชพลังงาน อาหารสัตว์ และจะผลักดันให้เขตเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คู่ขนานไปกับ 3 รัฐของประเทศมาเลเซีย เราจะต้องเท่าเทียมกับเขา ถ้าพรรคพลังประชารัฐได้เข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้งเราจะทำทุกอย่างเพื่อประชาชนใน3 จังหวัดชายแดนภาคใต้”

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวแนะนำ และฝากว่าที่ผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐ พร้อมระบุว่าขอให้เลือกพรรคพลังประชารัฐ เพื่อเข้าไปเป็นตัวแทนของพวกท่าน เพราะบุคคลเหล่านี้จะเข้าไปทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ถึงแม้ผมพูดไม่เก่ง แต่ผมทำงานได้เพื่อประชาชน อนาคตรอเราอยู่ข้างหน้า ผมถือโอกาสวันนี้มอบความรักและความปรารถนาดีให้กับทุกคน ขอให้เชื่อมั่นในความรักความสามัคคีเชื่อมั่นในความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคพลังประชารัฐมีความปรารถนาดีต่อพ่อแม่พี่น้อง ต่อประเทศชาติ เพื่อให้ประเทศของเราเกิดความสงบสุข มีความมั่นงคง และประชาชนมีความสุข

สำหรับบรรยากาศเวทีปราศรัยเป็นไปอย่างคึกคัก โดยพล.อ.ประวิตรได้เดินพบปะ ทักทายประชาชน พร้อมถ่ายรูป อย่างเป็นกันเอง โดยประชาชนที่มารอรับต่างถือป้ายข้อความ นายกฯ คนที่ 30 มาแล้ว, ประชารัฐ 700 และเรารักลุงป้อม รวมถึงมีการส่งเสียงเชียร์ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ให้ได้

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 18 มีนาคม 2566

“ดร.ศันสนะ” ลุยธนบุรี-คลองสาน ผลักดัน “สวัสดิการผู้สูงวัย” เพิ่มเบี้ยยังชีพแบบขั้นบันได ให้สูงวัยอย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีศักดิ์ศรี

,

“ดร.ศันสนะ” ลุยธนบุรี-คลองสาน ผลักดัน “สวัสดิการผู้สูงวัย” เพิ่มเบี้ยยังชีพแบบขั้นบันได ให้สูงวัยอย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีศักดิ์ศรี

ดร.ศันสนะ สุริยะโยธิน ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขตธนบุรี-คลองสาน พรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นพบปะประชาชนในพื้นที่เขตธนบุรี-คลองสาน เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อน และนำเสนอนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ โดยเฉพาะนโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุ ซึ่งได้มีการปรับเพิ่มเบี้ยแบบขั้นบันไดให้ผู้สูงอายุในรูปแบบ 3 4 5 และ 6 7 8 โดยผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป จะได้รับเบี้ยยังชีพเพิ่มเป็น 3,000 บาท อายุ 70 ปี ขึ้นไป จะได้รับเบี้ยยังชีพเพิ่มเป็น 4,000 บาท และ อายุ 80 ปี ขึ้นไป จะได้รับเบี้ยยังชีพเพิ่มเป็น 5,000 บาท

“ผู้สูงวัยนั้นถือว่าเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกหลาน เป็นผู้ที่ได้ทำประโยชน์ดูแลประเทศชาติมายาวนาน และในช่วงชีวิตปั้นปลายก็จำเป็นที่ต้องได้รับการดูแลให้เต็มที่ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยไม่ให้เป็นภาระลูกหลาน พรรคพลังประชารัฐจึงผลักดันนโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงวัย เพื่อให้เป็นผู้สูงวัยอย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีศักดิ์ศรี” ดร.ศันสนะ กล่าว

นายศันสนะ กล่าวต่อว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 62 ถึง 66 ตนได้ลงพื้นที่ติดตาม เยี่ยมเยียนกลุ่มผู้สูงวัยและผู้พิการมาโดยตลอดไม่เคยทอดทิ้งกัน ซึ่งในรอบ 4 ปีนี้พบว่ามีผู้สูงวัยที่ตนเคยได้ไปเยี่ยมเสียชีวิตไปจำนวนมาก ทั้งจากภาวะปกติ และจากการติดเชื้อโควิด-19 จึงเห็นว่ามาตรการการดูแลผู้สูงวัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่ภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญ

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 17 มีนาคม 2566

“พล.อ.ประวิตร”ติดตามงานจ.ชายแดนใต้ดันสู่ศูนย์กลางอาหารฮาลาล มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจใต้มั่นคง ชาวบ้านแห่ต้อนรับเชียร์นั่งนายกคนที่ 30

,

“พล.อ.ประวิตร”ติดตามงานจ.ชายแดนใต้ดันสู่ศูนย์กลางอาหารฮาลาล
มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจใต้มั่นคง ชาวบ้านแห่ต้อนรับเชียร์นั่งนายกคนที่ 30

เมื่อ 17 มี.ค.66 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. พร้อมด้วย รมช.กห. และคณะ ได้ลงพื้นที่ภาคใต้ เพื่อไปปฏิบัติราชการในการประชุมสัญจร คณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้.หรือ(กพต.)และติดตาม โครงการสำคัญตามแผนงาน พื้นที่ 3 จชต. โดย พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ชาวยโฆษกรองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าพล.อ.ประวิตร ได้เป็นประธานพิธี เปิดศูนย์การเรียนรู้ฟาร์มมาตรฐานการเลี้ยงวัว ตามกรอบระเบียงเศรษฐกิจฮาลาล จังหวัดชายแดนใต้และมอบพันธุ์กระถิน ,หญ้าเนเปียร์ ให้แก่เกษตรกร โดยได้กล่าวเปิดงาน ในฐานะประธาน กพต. ที่ต้องการสร้างอาชีพ เศรษฐกิจ และรายได้แก่ประชาชนในพื้นที่ ให้อยู่ดีกินดี และเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารฮาลาล ของโลกมุสลิม ต่อไป

จากนั้น ได้พบปะพี่น้องประชาชน ที่มาให้การต้อนรับ อย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมทั้งได้ทำการมอบผ้าละหมาด และอินทผาลัมแก่ผู้แทน หน่วยงาน/องค์กร ในพื้นที่ 5 จชต. บริเวณห้องโถงอาคาร ม.ราชภัฎยะลา ซึ่งได้มีผู้แทนกล่าวขอบคุณ ในโอกาสที่ท่านให้การช่วยเหลือและสนับสนุนโครงการต่างๆ ต่อจากนั้น พล.อ.ประวิตร ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.)ครั้งที่ 2/2566 ณ ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ม.ราชภัฎยะลา โดยได้เห็นชอบโครงการสำคัญ เพื่อการพัฒนาพื้นที่ จชต.ได้แก่โครงการพัฒนาสวนสาธารณะพรุบาโกย ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ คอมเพล็กซ์ (Yala City Tower Entertainment Complex) ,โครงการยกระดับ จ.ยะลา ให้เป็นเมืองแห่งกีฬา จชต. (SPORT COMPLEX) และโครงการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงแผ่นดิน (แนวเส้นทางใหม่-อุโมงค์บ้านกระป๋อง) ระยะทาง 1.4 ก.ม.

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวชื่นชม กพต.,หน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยประชาชนในพื้นที่ จชต. ที่ได้ให้ความร่วมมือ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ จนสามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่างๆของประชาชน อย่างได้ผล และมีความก้าวหน้าด้วยดีที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลจะเร่งผลักดันให้บรรลุผลสำเร็จตามประสงค์ของประชาชน โดยเร็วที่สุด เพื่อให้พี่น้องคนไทยทุกคน ทุกศาสนาในพื้นที่ จชต.ได้มีความอยู่ดีกินดีร่วมกัน ในสังคมที่มีความสงบสุข ร่มเย็น ภายใต้พหุวัฒนธรรม อย่างยั่งยืน ตลอดไป

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 17 มีนาคม 2566

“พล.อ.ประวิตร”นำทีมเศรษฐกิจ พปชร.เยือน หอการค้าไทย-จีน ร่วมหารือรับฟังข้อเสนอ พัฒนาเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

,

“พล.อ.ประวิตร”นำทีมเศรษฐกิจ พปชร.เยือน หอการค้าไทย-จีน ร่วมหารือรับฟังข้อเสนอ พัฒนาเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

16 มีนาคม 2566 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมด้วยทีมเศรษฐกิจพรรคฯ นำโดย นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และเลขาธิการพรรค,ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิก ,นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง, นายอุตตม สาวนายน ,นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์,นายอภิชัย เตชะอุบล,นายวราเทพ รัตนากร,นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล และ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ร่วมพบปะคณะกรรมการหอการค้าไทย-จีน เพื่อร่วมหารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-จีน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนการท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ระหว่างสองประเทศ

โดยมีนายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีนให้การต้อนรับ โดยกล่าวว่า ขอขอบคุณคณะของพลเอกประวิตร ที่ให้เกียรติมาเยี่ยมเยียนหอการค้าไทยจีนในวันนี้ หน่วยงานของเรามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน และส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจีนกับไทย และอำนวยความสะดวกด้านต่างๆให้แก่นักธุรกิจจีนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยและสานต่อภารกิจส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนในทุกมิติ

หอการค้าไทย-จีน มีหน้าที่สร้างเวทีใหม่เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของนักธุรกิจชาวจีนทั่วโลกหลังยุคโควิด ร่วมกันค้นหาโอกาสใหม่ ๆ ภายใต้วิกฤต และหารือเกี่ยวกับความร่วมมือแบบพหุภาคีและหลากหลายรูปแบบของความร่วมมือทางธุรกิจเพื่อเปิดยุคใหม่ในการดำเนินธุรกิจและการลงทุนระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ ในโลกในยุคใหม่ ภายหลังการแพร่ระบาดของโควิดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก และยังมีผลกระทบอย่างมากต่อการพัฒนาของนักธุรกิจชาวจีน

โดยหอการค้าไทยจีน จะมีการจัดงานใหญ่ การประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลก (World Chinese Entrepreneurs Convention-WCEC) ครั้งที่ 16 ระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน 2566 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยคาดว่าจะมีนักธุรกิจชาวจีนกว่า 2,000 คน และผู้ติดตามรวม ๆ 4,000 คน เดินทางมาเยือนประเทศไทย
เพื่อเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ขอขอบคุณทางหอการค้าไทยจีนที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ที่มาในวันนี้ก็ถือโอกาสมาเยี่ยมในวาระครบรอบ 113 ปี ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่ง รวมถึงยินดีกับคุณณรงค์ศักดิ์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีน คนที่ 20 ด้วย

“วันนี้ผมพาทีมเศรษฐกิจ มาพบเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทางท่านว่า ถ้าเราได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลต่อไป ท่านต้องการให้เราทำอะไรเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญเติบโตขึ้นในอนาคต นี่เป็นสิ่งที่ผมอยากจะมารับฟังความคิดเห็นว่าจะให้รัฐบาลดำเนินการอย่างไร อย่างเช่น การแก้ปัญหาการอำนวยความสะดวกการเดินทางเข้าประเทศไทยของชาวต่างชาติ ซึ่งผมจะนำเอาข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ของท่านไปดำเนินการเพื่อที่จะแก้ไขต่อไปในอนาคต”พล.อ.ประวิตร กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 16 มีนาคม 2566

“ศ.ดร.นฤมล”ชี้ผลแบ่งเขตเลือกตั้ง กทม.ใหม่ กระทบบางพื้นที่พปชร.เตรียมรับมือจัดสรรผู้สมัครลงทุกเขต

,

“ศ.ดร.นฤมล”ชี้ผลแบ่งเขตเลือกตั้ง กทม.ใหม่ กระทบบางพื้นที่พปชร.เตรียมรับมือจัดสรรผู้สมัครลงทุกเขต

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผย ถึงการเตรียมประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต.ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.)ว่า ทางพรรคพลังประชารัฐได้รับแจ้งมาอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งทาง กกต.ได้มีการประชุมการกำหนดเขตในพื้นที่ กทม.แล้วในวันนี้ ซึ่งก็น่าจะมีผลกระทบบ้างในบางพื้นที่ ที่อาจจะมีการขยับขึ้นลง ของจำนวน ส.ส. แต่ก็เป็นแค่ในบางพื้นที่ ไม่ใช่ทุกเขต โดยช่วงที่ผ่านมาเราก็เตรียมรับมือกับสถานการณ์เอาไว้อยู่แล้ว และผู้สมัครของเรามีความตั้งใจในการทำงานอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาก็ได้พูดคุยกับคุณสกลธี ภัททิยกุล หัวหน้าทีมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.กันอยู่ว่าจะพิจารณาอย่างไร ซึ่งก็น่าจะทราบความชัดเจนภายในสัปดาห์นี้

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ในส่วนการเปิดเวทีปราศรัยในวันเสาร์ที่ 18 มี.ค.นี้ ก็จะมีการแนะนำว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.ทั้ง 33 ท่าน และทางผู้บริหารของพรรคฃหลายคนก็จะขึ้นปราศรัยพูดคุยทำความเข้าใจกับชาว กทม. และในอนาคตก็จะมีการเปิดเวทีย่อยให้กับว่าที่ผู้สมัครของเราได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อไป

“เราตั้งเป้าอยากได้ ส.ส.กทม.มากกว่าเดิม ก็คือ 12 ที่นั่งขึ้นไป แต่ก็เชื่อว่าทุกเขตมีการแข่งขันสูงอทุกพรรคการเมืองก็มีการทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ ไม่มีพรรคการเมืองใดหย่อนมือแน่นอน เพราถถ้าได้ลงแล้วก็ต้องสู้ทุกเขต”

เมื่อถามถึงกำหนดการลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครหาของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ก็คงจะต้องมีการจัดตารางกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะในแต่ละพื้นที่ก็มีความต้องการให้ท่านหัวหน้าพรรคลงไปช่วยหาเสียงและเป็นกำลังใจให้ หลายพื้นที่มาก ๆ อย่างเช่นในช่วงสัปดาห์นี้ตารางการลงพื้นที่ของท่านก็เต็มแน่น

เมื่อถามถึงนโยบายก้าวข้ามความขัดแย้งของพรรคพลังประขารัฐ หมายถึง พร้อมจับมือกับทุกพรรคการเมืองงหลังการเลือกตั้งหรือไม่ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐของเราทำการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เราเคารพเสียงส่วนใหญ่ในสภา และการจับมือเพื่อร่วมทำงานด้วยกัน ก็ต้องคำนึงถึงเรื่องอุดมการณ์ที่ต้องตรงกันด้วย

ด้าน น.ส.สุชาดา เวสารัชตระกูล ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตดอนเมือง กล่าวว่า เขตดอนเมือง ถือเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความชัดเจนในเรื่องการแบ่งเขตแล้ว ซึ่งจากที่ตนลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับนำนโยบายการก้าวข้ามความขัดแย้งไปทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีมาก เพราะประชาชนก็ไม่มีใครอยากจะทะเลาะกันแล้ว อยากจะจับมือกันเดินหน้าเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 16 มีนาคม 2566

“ศ.ดร.นฤมล” เปิดเวทีประชาชนระดมความคิดผ่าปัญหาทุกมิติ ผนึกว่าที่ผู้สมัครพปชร. ร่วมปลดล็อก ทลายเจนสะท้อนปัญหาขับเคลื่อนประเทศ

,

“ศ.ดร.นฤมล” เปิดเวทีประชาชนระดมความคิดผ่าปัญหาทุกมิติ
ผนึกว่าที่ผู้สมัครพปชร. ร่วมปลดล็อก ทลายเจนสะท้อนปัญหาขับเคลื่อนประเทศ

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า ในวันนี้ (16 มีนาคม 2566) พรรคพลังประชารัฐ ร่วมกับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. ประกอบด้วย ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช ดร.บุณณดา สุปิยพันธุ์ นายนิธิ บุญยรัตกลิน และนายกานต์ กิตติอำพน ตัวแทนประชาชนจากคนทุกช่วงวัยและคนรุ่นใหม่ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่าน เวที Workshop “ปลดล็อก ทลายGen ร่วมคิด ระดมทำ” เพื่อขยายผลและนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน และมองภาพอนาคตของประเทศไทยนับจากนี้ไป โดยให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นร่วมกันที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งไปอย่างไร ที่นำพาประเทศไปข้างหน้า สู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ถือเป็นนโยบายหลักของพรรค ซึ่งครั้งนี้เป็นการรับฟังจากทุกฝ่ายอย่างแท้จริง ผ่านทุกเจนเนอเรชั่นรวมเป็นพลังใหม่ ที่สะท้อนเสียงผ่านว่าที่ผู้สมัครของพรรค ไปสู่การรวบรวมข้อเสนอไปสู่การจัดทำนโยบาย เพื่อให้เกิดการแก้ไข และช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ในทุกมิติ ซึ่งพรรคจะมีเวทีให้กับประชาชนร่วมกับว่าที่ผู้สมัครร่วมหาแนวทางในประเด็นต่าง ๆ โดยในครั้งหน้าจะเป็นเรื่องแนวทางการยกระดับเศรษฐกิจชุมชน เพื่อจะนำไปสู่การสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ในการระดมความคิดเห็นครั้งนี้ พรรคได้เห็นความสำคัญใน 4 มิติ 1.มิติทางการเมือง ทุกฝ่ายมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ โดยพร้อมเปิดให้ทุกฝ่ายและคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การหาข้อสรุประบบประชาธิปไตย 2. มิติทางด้านวัฒนธรรมจะต้องมีความหลากหลายทางด้านศาสนา และวัฒนธรรม ที่จำเป็นต้องรับฟังและนำมาสู่แนวทางการทำนโยบายให้ตอบโจทย์กับทุกช่วงวัย 3.มิติทางด้านเศรษฐกิจ จะต้องมีนโยบายให้เข้าถึงตั้งแต่ระดับครัวเรือน ชุมชน และ สังคม ให้สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง 4.มิติทางสิ่งแวดล้อม พรรคพร้อมที่จะประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะนำไปสู่การช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมให้กับทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบไม่ว่าเรื่องมลพิษที่เกิดขึ้น

“ขอบคุณทุกภาคส่วนที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้ รวมถึงการลงพื้นที่เพื่อสำรวจปัญหาต่าง ๆ และความต้องการของประชาชน ของว่าที่ผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งข้อสรุปในครั้งนี้จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายของพรรคที่มาจากเสียงสะท้อนภาคประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งพรรคฯ พร้อมจะเดินหน้าเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าถึงการช่วยเหลือและนำไปสู่การกำหนดนโยบายในการพัฒนาด้านต่าง ๆ ได้อย่างแท้จริงและให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ศ.ดร.นฤมลกล่าว

ด้านนายนิธิ กล่าวว่า สิ่งที่ได้จากการทำกิจกรรมในวันนี้ก็คงจะเป็นการตอกย้ำว่า สังคมไทยยังมีเรื่องของความคิดเห็นที่แตกต่างในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเมือง รวมถึงความคิดเห็นที่แตกต่าง ในช่วงวัยต่าง ๆ สำหรับคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่า จริงอยู่ว่าภาพของความขัดแย้งอาจจะไม่ได้รุนแรง หรือแบ่งสีแบ่งขั้วเหมือนในอดีต แต่ปัญหาทุกวันนี้ซึมลึกและซ้ำซ้อนกระจายออกไปในวงกว้างในสังคม ลึกลงไปจนถึงระดับครอบครัว

“ความต้องการของประชาชนในตอนนี้ คือ ต้องการเห็นประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว อยากเห็นอนาคตของลูกหลานได้โตมาในประเทศที่ชื่อว่า เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะเราย่ำอยู่กับประเทศที่กำลังพัฒนามานานแล้ว ด้านคนรุ่นใหม่ก็อยากเห็นความเป็นอยู่ที่ดี ความยุติธรรมในสังคมระบบราชการที่เป็นที่พึ่ง ที่หวังให้กับสังคมได้ เราต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างซึ่งกันและกัน คนรุ่นใหม่นำประสบการณ์จากคนรุ่นเก่า มาร่วมกันพัฒนาประเทศ”นายนิธิ กล่าว

ด้าน ดร.บุณณดา กล่าวว่า ประเทศไทยมีความแตกต่างหลากหลายของวัฒนธรรม ในเรื่องที่เราจะก้าวความขัดแย้งด้วยกัน เราจะก้าวข้ามอย่างไร เราจะก้าวข้ามไปสู่การพัฒนาที่มีส่วนร่วมร่วมกันได้อย่างไร วันนี้มีภาคประชาชน ผู้นำของชุมชน รวมถึงน้อง ๆ ในชุมชน และผู้สูงอายุ เรียกได้ว่ามีความแตกต่างกันในช่วงวัย ความเชื่อ และความไม่เข้าใจกันในหลายหลายเรื่อง สิ่งที่เรา หาทางออกร่วมกัน และอยากจะนำเสนอเป็นนโยบายก็คือ เราจำเป็นแล้วหรือไม่ ที่เราจำเป็นต้องมีหลักสูตรการเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน ที่อาจจะต้องบรรจุเข้าไปการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการเลยหรือไม่ โดยมีเป้าหมายนำพาประเทศไปสู่สันติสุข

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ กล่าวต่อว่า วันนี้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในหลายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝุ่น เรื่องน้ำ เรื่องพันธุ์พืช และสัตว์น้ำ ที่กลายเป็นเรื่องเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ ปัญหาอย่างหนักในตอนนี้คือ ปัญหาเรื่องฝุ่น ที่คนไทยเกือบครึ่งประเทศกำลังประสบปัญหาเรื่องนี้อยู่ สิ่งที่เราต้องทำ คือการสร้างความตระหนักต่อสาธารณะ เราจำเป็นต้องปลูกฝังคนไทยตั้งแต่ในช่วงวัยเด็ก เหมือนเช่นหลาย ๆ ประเทศ จนทุกคนมีสำนึกในการรักษ์โลก เริ่มต้นจาก การคัดแยกขยะ ที่สามารถเริ่มต้นได้กับทุกคน ทุกวัย ทุกเพศ เราก็จะได้สิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นได้ รวมไปถึงขยะเหล่านี้ก็ยังกลายเป็นรายได้ให้กับคนในชุมชนได้ด้วย

ด้านนายกานต์ กล่าวว่า สตรีทฟู้ด ถือเป็นจุดเด่น และจุดขายให้กับการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งอาหารสตรีทฟู้ดมีกระจายอยู่หลายพื้นที่ใน กทม.ดังนั้น หากเราดึงร้านเหล่านี้ออกมารวมกันเป็นดาต้าฮับเพื่อเป็นฐานข้อมูลให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และในประเทศให้สามารถเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้ได้ง่าย ก็จะเป็นการเพิ่มและกระจายรายได้ไปในพื้นที่ต่างๆได้กว้างขวางมากขึ้น

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 16 มีนาคม 2566

“พล.อ.ประวิตร”นำทีม พปชร.เปิดตัว “ธีระชัย-กรกสิวัฒน์”ร่วมทีมเศรษฐกิจ ย้ำ มีทีมแข็งแกร่ง พร้อมแก้ปัญหาให้ประชาชนให้อยู่ดีกินได้

,

“พล.อ.ประวิตร”นำทีม พปชร.เปิดตัว “ธีระชัย-กรกสิวัฒน์”ร่วมทีมเศรษฐกิจ
ย้ำ มีทีมแข็งแกร่ง พร้อมแก้ปัญหาให้ประชาชนให้อยู่ดีกินได้

เมื่อเวลา 15.30 น. ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง พรรคพลังประชารัฐ ร่วมเปิดตัวทีมเศรษฐกิจของพรรค ได้แก่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐมีความยินดีที่ได้ทีมเศรษฐกิจทั้ง 2 ท่าน ที่มีความสามารถทั้งด้านเศรษฐกิจ และพลังงาน ที่พร้อมทำงานเพื่อพรรค และนำประโยชน์มาสู่ประชาชนเป็นสำคัญ ต้องขอบคุณที่มาร่วมทำงาน พรรคพลังประชารัฐยินดีต้อนรับทั้ง 2 ท่านเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งตอนนี้ทุกคนคงเห็นแล้วว่า เรามีทีมเศรษฐกิจเพียงพอแล้ว เราพร้อมแก้ปัญหาให้บ้านเมือง ให้ประชาชนให้สามารถอยู่ดีกินได้ และยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ ฝากสื่อมวลชนช่วยบอกเพื่อนฝูงว่าพรรคเรามีทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง พร้อมทำงานเพื่อประเทศชาติ และประชาชน

ด้านนายสันติ กล่าวว่า ทั้ง 2 ท่าน เป็นบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถอย่างที่ทราบกันอยู่แล้ว โดยนายธีรชัย เป็นอดีตรมว. คลัง และ ดร.มล.กรกสิวัฒน์ มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน และหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งทั้ง 2 ท่านมีอุดมการณ์ที่จะเข้ามาช่วยพรรคผลิตนโยบาย และแนวคิดเศรษฐกิจเพื่อประชาชน เพื่อให้พรรคเป็นที่หวังของประชาชนในการพัฒนาด้านต่าง ๆ ให้สำเร็จ อย่างไร ก็ตาม เมื่อหัวหน้าพรรคได้เป็นนายกฯ ทุกนโยบายเราจะทำทันที และเห็นผลทันที

ด้านนายธีระชัย กล่าวว่า ตนขอขอบคุณท่าน พล.อ.ประวิตร ที่ได้กรุณาเชิญให้ตนเข้ามาร่วมทำงานกับพรรคพลังประชารัฐ สาเหตุที่ตนตัดสินใจตอบรับ ก็เพราะเห็นว่าบ้านเมืองกำลังจะเผชิญปัญหาใหญ่ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า ส่วนหนึ่งจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ของโลกซึ่งจะเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดมาชายฝั่งประเทศไทย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อีกส่วนหนึ่งจากปัญหาที่สะสมกันมาหลายปี เช่น ปัญหาเศรษฐกิจการเงินโลก รวมถึง การบริหารประเทศต้องเพิ่มนโยบายที่เน้นทำให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในตัวเอง และต้องเพิ่มได้นโยบายที่ขจัดความขัดแย้ง และการเปิดรับฟังปัญหาและความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง ต้องคิดออกไปนอกกรอบเดิม ๆ รวมทั้งต้องป้องกันไม่ให้นายทุนเข้ามาใช้ข้าราชการเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ส่วนตน ทำให้ภาพลักษณ์ด้านธรรมาภิบาลของประเทศตกต่ำ ฟื้นไม่ขึ้น และสังคมขาดความเป็นธรรม

“ผมได้พิจารณาแล้วเห็นว่า พรรคที่จะแก้ปัญหาได้ ก็คือพรรคพลังประชารัฐ เพราะจะมีโอกาสทำงานเพื่อประชาชน สร้างสมดุลระหว่างนายทุนกับประชาชน และเป็นนโยบายที่ทำได้จริง ไม่สุดกู่ รวมถึงนโยบายขจัดความขัดแย้งทางการเมืองให้ได้ ก็สอดคล้องกับแนวคิดของตน ผมจึงเข้ามาในพรรค เพื่อจะนำเสนอนโยบายที่เกิดผลประโยชน์ต่อประชาชน ที่จะทำได้จริง ที่จะสร้างสมดุลประชาชนกับนายทุน ที่จะปราศจากผลประโยชน์ครอบครัวเจ้าของ และเป็นนโยบายที่จะมองกว้างไกล เพื่อจะให้เป็นทางเลือกแก่ประชาชน”

ในส่วน ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า ตนขอขอบคุณท่านหัวหน้าพรรค พล.อ.ประวิตร และผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐทุกท่าน ที่ได้กรุณาเชิญให้ตนเข้ามาร่วมงานกับพรรค ตนทราบว่า พรรคพลังประชารัฐมีความตั้งใจไม่ใช่แค่การลดราคาพลังงานแบบฉาบฉวย แต่จะเป็นการปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบอย่างจริงจัง ซึ่งเมื่อตนได้พูดคุยกับพลเอกประวิตร พบว่า ท่านมีความใจกว้างที่จะรับฟังความเห็นที่ตนนำเสนอ และพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเต็มที่

“ผมมั่นใจว่าหากพรรคพลังประชารัฐได้เป็นรัฐบาล นโยบายที่พรรคจะทำให้ประชาชน จะมีผลเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน เพราะยึดหลักการที่ว่า พลังงานของประชาชน เพื่อประชาชน ตามที่พรรคมีเจตจำนง”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 15 มีนาคม 2566

พปชร. เปิดเวทีสะท้อนปัญหาถกสุขภาพประชาชน ร่วมค้นหาทางออก เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิต

,

พปชร. เปิดเวทีสะท้อนปัญหาถกสุขภาพประชาชน ร่วมค้นหาทางออก เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิต

วันที่ 15 มีนาคม 2566 นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ทีมโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร. ) และภญ.นพวรรณ หัวใจมั่น ว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม.เขตบางเขน ร่วมการเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “สานพลัง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต” โดยหน่วยงานสาธารณสุข ประกอบด้วย นายแพทย์จิรวัฒน์ เชี่ยวเฉลิมศรี อาจารย์อายุรแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรนีนครินทร์วิโรฒ และศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมถ่ายทอดความรู้การดูแลสุขภาพให้กับประชาชน ซึ่งในครั้งนี้มีประชาชนเข้ามาร่วมรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาและการป้องกันอย่างถูกวิธี

โดยนายรัฐภูมิ เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้รับการร้องเรียนถึงปัญหาจากผลกระทบการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ที่ผ่าน มีผลต่อการดำรงชีวิตที่ต้องเผชิญต่อปัจจัยเสี่ยงในโรคภัยต่างๆ เช่น ภูมิแพ้ ซึ่งมาจากเรื่องสุขภาพและสภาวะอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง

เวทีครั้งนี้เป็นการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นและมีผลต่อการดำเนินชีวิตและปากท้องในการประกอบอาชีพ จึงเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เฉพาะทางมาให้ความรู้และแนวทางการปฏิบัติตัว ทั้งด้านการป้องกันส่วนบุคคล และระดับชุมชนที่จะหาเครื่องมือในการป้องกันหรือบรรเทาปัญหาสุขภาพ ที่จะนำไปสู่แนวทางการช่วยเหลือให้ตรงจุด สอดรับกับแนวทางของพรรคในการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และก้าวข้ามความขัดแย้ง พัฒนาทุกพื้นที่

“เราจะรวบรวมข้อมูล และข้อเสนอแนะ ปัญหาของประชาชนในทุกด้าน เพื่อนำเสนอต่อพรรค เพื่อให้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการวิเคราะห์ปัญหาเพื่อช่วยเหลือประชาชนในเชิงพื้นที่ให้สอดรับกับบริบทและวิถีชีวิตของประชาชน” นายรัฐภูมิ กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 15 มีนาคม 2566

ประกาศ เรื่องการรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ

,

ประกาศ เรื่องการรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 15 มีนาคม 2566

ประกาศ เรื่องการรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

,

ประกาศ เรื่องการรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 15 มีนาคม 2566