โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ทางเลือกใหม่ของการเมืองไทย ก้าวข้ามความขัดแย้ง สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน

ป้ายกำกับ: ข่าวกิจกรรม ส.ส. และสมาชิกพรรค

“รมช. อรรถกร” ยอมรับงบกระทรวงเกษตรฯ 1.2 แสนล้านบาทไม่เพียงต่อปัญหาพี่น้องเกษตรกร เผยงบ 70% เป็นงบลงทุนพัฒนาโครงการ ย้ำต้องเร่งทำงานในพื้นที่ รับฟังปัญหาเกษตรกรมากขึ้น

,

“รมช. อรรถกร” ยอมรับงบกระทรวงเกษตรฯ 1.2 แสนล้านบาทไม่เพียงต่อปัญหาพี่น้องเกษตรกร
เผยงบ 70% เป็นงบลงทุนพัฒนาโครงการ ย้ำต้องเร่งทำงานในพื้นที่ รับฟังปัญหาเกษตรกรมากขึ้น

วันนี้ (21 มิ.ย. 67) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่สอง สมัยวิสามัญเป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 ในวาระแรก นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พลังประชารัฐ(พปชร.)ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวชี้แจงงบประมาณของกระทรวงเกษตรฯว่า เราได้เงินงบประมาณมากกว่า 120,000 ล้านบาท ซึ่งงบประมาณของกระทรวงเกษตรนั้น กว่า 70% จะเป็นงบลงทุนเป็นส่วนใหญ่

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า เรามีโอกาสได้ไปลงพื้นที่ในทั่วภูมิภาคในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จะเห็นว่าเงินจำนวนนี้มันไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกร เมื่อกลับมาประชุมที่สภา ในวาระพิจารณางบประมาณในครั้งนี้ยิ่งเด่นชัด เนื่องจากตนได้พบเพื่อนสมาชิกจากจังหวัดต่างๆก็มาพูดคุยถึงความต้องการงบประมาณในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่มากมาย

“การจัดสรรงบประมาณอาจจะยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งระบบในการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร แต่ว่าเราในฐานะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เราจะทำงานให้ละเอียดขึ้น จะต้องทำงานให้ถึงลูกถึงคนยิ่งขึ้น เราจะต้องลงพื้นที่เพื่อไปคลุกคลีกับพี่น้องประชาชน พี่น้องเกษตรกร เพื่อรับฟังปัญหาจากพี่น้องเกษตรกร ด้วยสองตา สองหู และสมองของพวกเรา เพื่อที่จะชดเชยในเรื่องของการได้รับงบประมาณที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งระบบ” นายอรรถกร กล่าว

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ในเรื่องของพื้นที่เผาไหม้ ที่มาจากพื้นที่ทางการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาอยู่ก็ตาม แต่ข้อมูลอ้างอิงจากข้อมูลดาวเทียมของจิสด้าระบุชัดเจนว่า ความร้อนในปีนี้ลดลง ถ้าเทียบกับปีที่แล้ว 10% ซึ่งนโยบายเป้าหมายในการลดจุดความร้อนของกระทรวงเกษตรฯเรามีแนวทางในการทำงานชัดเจน โดยกระทรวงเกษตรฯได้ประกาศไว้ใน IGNITE THAILAND ว่า เราจะใช้แนวทาง 3R Model ลดปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร คือ

1.Re-Habit : เปลี่ยนพฤติกรรม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืช เป็นการปลูกแบบไม่เผา ภายใต้มาตรฐาน GAP PM 2.5 Free โดยการนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยในการเก็บเกี่ยว
2.Replace with High value crops : เปลี่ยนชนิดพืช ปรับเปลี่ยนชนิดและวิถีการปลูกพืชบนพื้นที่สูง จากพืชไร่เป็นไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชเศรษฐกิจแบบผสมผสานที่มีมูลค่าสูง
3.Replace with Alternate crop : เปลี่ยนเป็นพืชทางเลือก ปรับเปลี่ยนชนิดและวิธีการปลูกพืชบนพื้นราบ โดยเน้นการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจแและเป็นประโยชน์ต่อดิน

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรฯกำลังร่างมาตรฐานใหม่ขึ้นมาให้ครอบคลุมถึงเรื่องของการลดการเผาลงไปด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงของการรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน และเชื่อว่าหลังจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนแล้วจะนำเข้าสู่คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าทางการเกษตรต่อไป

ในส่วนประเด็นที่เพื่อน สส.มีความห่วงใยถึงปัญหาที่ว่ามีการถ่ายโอนภารกิจต่าง ๆ จากกระทรวงเกษตรกรไปยังท้องถิ่น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ทราบปัญหาเป็นอย่างดี และเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน กระทรวงเกษตรกรฯได้เรียกหัวหน้าหน่วยราชการทั้ง 22 หน่วยงานของกระทรวงเกษตรกรฯเข้ามาพูดคุยเรื่องนี้ โดยเน้นไปที่กรมชลประทาน และกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งมีภารกิจที่ถ่ายโอนไปเยอะ ให้ไปทำข้อมูลในในส่วนของโครงการที่มีความจำเป็นที่จะต้องซ่อมแซมแก้ไขอย่างเร่งด่วนเข้ามา และเราก็จะทำงานร่วมกับท้องถิ่น ในการที่จะเป็นคล้ายๆกับผู้แนะนำให้ท้องถิ่นที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอในการซ่อมแซม หรือว่าไม่มีงบประมาณทำการขอเงินจากรัฐบาลต่อไป

นายอรรถกร กล่าวต่อถึง โครงการก่อสร้างแหล่งน้ำในนอกเขตชลประทาน หรือ บ่อจิ๋ว จำนวน 23,000 บ่อ โดยมีการกำหนดความลึกไว้ที่ 2.1 เมตร ตนต้องนำเรียนว่าจริงๆ แล้ว กำหนดความลึกของกรมพัฒนาที่ดินอยู่ที่ 3-5 5 เมตรแต่ตรงนี้ถ้ากรมพัฒนาที่ดินลงไปช่วยเหลือในการสนับสนุนการขุดบ่อจิ๋ว ต่ำกว่า 3 เมตรก็ได้ ขึ้นอยู่กับพื้นที่ของเกษตรกรแต่มาตรฐานที่ปริมาตรของความจุอยู่ที่ 1,260 ลูกบาศก์เมตร และขอเรียนเพิ่มเติมว่า 20 ปีที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดินได้ทำการปฏิบัติการขุดบ่อไปแล้ว 723,380 บ่อ ซึ่งสามารถเก็บกักน้ำได้ 911,459 ลูกบาศก์เมตร โดยต้องยอมรับเนื่องจากบ่อมีขนาดไม่ใหญ่มาก หากนำไปเทียบกับอ่างเก็บน้ำใหญ่ ๆ มันมีโอกาสที่บ่อเก็บน้ำเหล่านี้จะตื้นเขินอยู่แล้ว แต่กระทรวงเกษตรฯ จะลงไปดูในเรื่องของบ่อที่ขุดมานาน เพื่อที่จะพัฒนาระบบเก็บน้ำของเกษตรกรต่อไป

นายอรรถกร ยังกล่าวต่อถึงเหตุน้ำท่วมที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯร่วมกับรัฐบาลได้เดินหน้าเยียวยาพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของด้านพืชผล เราได้เยียวยาเกษตรกรไปทั้งหมด 764 ราย เป็นเงินมูลค่า 5.47 ล้านบาท ด้านประมง 419 ราย 1.74 ล้านบาท ด้านปศุสัตว์ 447 ราย มีการประสานหน่วยงานเพื่อที่จะเยียวยา คิดเป็นเงินเกือบ 30 ล้านบาท ในเรื่องของประเด็นทุเรียนไม่ออกดอกนั้น ปัญหาหลักของทุเรียนในการที่จะออกดอกออกผลเยอะ ๆ ก็คือ ทุเรียนเป็นพืชที่ต้องการน้ำ ดังนั้นการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นน้ำต้นทุน หรือว่าน้ำสำรอง เป็นสิ่งที่กระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะกรมชลประทานให้ความสำคัญเป็นอย่างดี

“ผมยกตัวอย่างในปี 2568 งบประมาณของกรมชลประทาน จะมีโครงการอ่างเก็บน้ำคลองพระวาใหญ่ จังหวัดจันทบุรี หลักๆก็คือจะเป็นสถานีสูบน้ำพร้อมระบบสูบน้ำ ท่านก็สามารถใช้ระบบน้ำตรงนี้ ส่งน้ำไปยังสวนทุเรียนในบริเวณใกล้เคียงได้ นี่คือสิ่งที่กระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญในการเพิ่มมูลค่าทางการเกษตรให้กับพี่น้องเกษตรกร“นายอรรถกร กล่าว

ส่วนความเป็นห่วงในเรื่องของการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ในปี 2567 เกษตรกรได้เข้าร่วมโครงการนี้ผ่านกรมการข้าว และกรมส่งเสริมเกษตรกรมากกว่า 10,000 ครัวเรือน แต่ส่วนใหญ่พื้นที่จะอยู่ในเขตตะวันตก เช่น จังหวัดสุพรรณบุรี ชัยนาทสิงห์บุรี ราชบุรี และกาญจนบุรีในบางส่วน แต่ว่าในปีจ 68 ก็มีแผนที่จะขยายไปในพื้นที่ต่างๆมากขึ้น อย่างน้อยให้ครบ 400,000 ไร่ เพื่อที่จะสนับสนุนให้เกษตรกรได้รับเงินจากการทำคาร์บอนเครดิตด้วย

ด้านนายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ เขต 7พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ที่ให้ความเป็นห่วงประชาชนที่ต้องการได้รับเงินชดเชยจากโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำน้ำชี ตนยืนยันว่ากระทรวงเกษตรฯจะทำเรื่องนี้ให้เสร็จภายในปี 69 ที่อ่างเก็บน้ำลำน้ำชี หมายความว่าปลายปี 68 รัฐบาลสามารถชดเชยในส่วนที่พี่น้องจะต้องย้ายออกได้แล้ว

นายอรรถกร ยังกล่าวถึงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำที่ สส.หลายคนพูดถึงนั้น ตนยืนยันว่า ราคาสินค้าทางการเกษตรเกือบทุกตัวปรับตัวสูงขึ้นในปีที่ผ่านมา และเรายังเชื่อมั่นแนวทางการทำเกษตรที่มีความแม่นยำ และทำเกษตรที่สามารถได้ในราคาสูง ๆ เราจะดำเนินการต่อไป

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 21 มิถุนายน 2567

‘รมว.ธรรมนัส’ เผยจัดสรรงบปี 68 ย้ำแก้ปัญหาภาคเกษตรตรงจุดภายใต้งบจำกัด มุ่งสร้างความเข้มแข็งสินค้าเกษตรเตรียมเปิดตลาดส่งออกโคเนื้อเข้าซาอุฯครั้งแรก

,

‘รมว.ธรรมนัส’ เผยจัดสรรงบปี 68 ย้ำแก้ปัญหาภาคเกษตรตรงจุดภายใต้งบจำกัด
มุ่งสร้างความเข้มแข็งสินค้าเกษตรเตรียมเปิดตลาดส่งออกโคเนื้อเข้าซาอุฯครั้งแรก

วันนี้ (21 มิ.ย. 67) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่สอง สมัยวิสามัญเป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ชี้แจงว่า งบประมาณของกระทรวงเพื่อดูแลประชากรทั้งสิ้น 30 ล้านคน แต่ได้งบประมาณ 125,882.1283 ล้านบาท ภายใต้ข้อข้อกำจัด ของบประมาณแผ่นดิน ซึ่งต้องยอมรับว่าเรามีงบประมาณเท่านี้ จึงต้องแบ่งคัดสรร ต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุด และต้องดูภาพปัญหาเกษตรกรส่วนใหญ่คืออะไร เพื่อนำปัญหาที่พบ มาวางแผน ในการจัดงบประมาณ แต่ด้วยกรอบระยะเวลา ไม่สามารถใส่ในแผนของหน่วยงานหลักที่ดูแลเรื่องน้ำได้ กรมชลประทานถือเป็นหน่วยงานภาคปฏิบัติ ในการนำนโยบายการบริหารจัดการน้ำไปพัฒนาโครงการพื้นที่ ซึ่งประเทศไทยมีพื้นที่เพียง 60.29 ล้านไร่ ที่เหมาะสมกับการเป็นพื้นที่ชลประทาน

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ดังนั้นการแก้ปัญหาได้ทันท่วงทีกับยุคสมัย ต้องแก้ไขท่ีกฎหมายก่อน เพื่อให้เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจึงต้องแบ่งเกษตรกรเป็นกลุ่ม ๆ จะใส่ไปแบบเหมารวมหรือตัดเสื้อโหลไม่ได้เด็ดขาด พี่น้องเกษตรกรที่มีความเข้มแข็งต้องส่งเสริมให้สร้างสินค้าการเกษตรที่มีคุณภาพ และส่งเสริมการส่งออกโดยไม่ต้องพึ่งพาภาครัฐ รัฐจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในเรื่องการส่งออก ส่วนเกษตรกรที่มีความเข้มแข็งปานกลาง ก็จะเน้นการส่งเสริมใช้นวัตกรรมการแปรรูป และต้องมีตลาดที่นำสินค้าไปขาย และต้องยอมรับว่า ความแปรปรวนทางสภาพอากาศ ส่งผลต่อเกษตรกรกลุ่มเปราะบาง ต้องจำแนกกลุ่มนี้ออก และไปส่งเสริมให้ฟื้นฟูทำการเกษตรในระดับกลางให้ได้

ภาคการเกษตรมีปัญหามากมายที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลายาวนาน รัฐบาลที่แล้วพยายามแก้ไข แต่แก้ไม่ได้ โดยรัฐบาลนี้ใช้เวลาไม่กี่เดือนก็สามารถปรับราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้นได้ ราคาข้าวก็ดีขึ้น ราคายางพาราก็ดีขึ้น ซึ่งเป็นความหวังของคนไทย

ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า ส่วนการส่งออกโคเนื้อไปประเทศซาอุดีอาระเบีย นับเป็นความสำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยตอบรับการนำเข้าโคเนื้อไปได้ ซึ่งกำลังหารือว่าส่งทางเรือ จะต้องมีขั้นตอนอะไรบ้าง ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายแล้ว และตนเองก็มีกำหนดการเดินทางไปที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อไปบันทึกข้อตกลงในเรื่องนี้ ซึ่งจะใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน เราจะสามารถส่งโคมีชีวิตไปยังประเทศตะวันออกกลาง โดยเริ่มต้นที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย รวมถึงมีการขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านเกี่ยวกับโคเนื้อ ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย ลาว และกัมพูชา โดยได้รับความร่วมมือจากกรมศุลกากร ให้ขยายเวลาในการเปิดด่านเพื่อส่งสินค้า

สำหรับงบประมาณในการจัดซื้อวัคซีนที่ใช้ในภาคปศุสัตว์มี 2 ประเภท คือ เชื้อเป็น กับเชื้อตาย ที่เราจัดตั้งการของบประมาณที่ซื้อวัคซีนเชื้อเป็นจากต่างประเทศขอไป 5 ล้านโดส แต่ได้รับเพียง 2 ล้านกว่าโดส เมื่อเห็นว่างบประมาณมีจำนวนจำกัด เราก็น้อมรับ เพื่อทำให้สัตว์ปลอดโรค และขณะนี้เรากำลังพัฒนาวัคซีนแบบเชื้อเป็นในประเทศ

ส่วนจำนวนโคผู้เลี้ยงโคนมลดลงเกิดจากปัญหาโรคปากเปื่อยเท้าเปื่อย ทำให้พี่น้องเกษตรกรกลุ่มที่ยังไม่แข็งแรง ล้มเลิก เนื่องจากการติดเชื้อเหล่านี้ เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งเราจะต้องกำจัดปัญหาเหล่านี้ให้สิ้นซาก

“เราจะสร้างความเข้มแข็งโดยเพิ่มรายได้ภายในปี 70 ให้เป็น 3 เท่า ตามที่รัฐบาลได้วางเป้าเอาไว้ ภายใต้รัฐบาลที่ขับเคลื่อน และภายใต้การตรวจสอบของฝ่ายค้านเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องทำงานแบบไตร่ตรองให้ดี ทำงานให้จริงจัง ใส่ใจต่อพี่น้องเกษตรกร” ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 21 มิถุนายน 2567

“สส.อัครแสนคีรี” ขอบคุณ “รมว.ธรรมนัส-รมช.อรรถกร” หลังค่าชดเชยโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำน้ำชี ถูกบรรจุในงบ 68 ตามที่รับปากชาวชัยภูมิ

,

“สส.อัครแสนคีรี” ขอบคุณ “รมว.ธรรมนัส-รมช.อรรถกร” หลังค่าชดเชยโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำน้ำชี ถูกบรรจุในงบ 68 ตามที่รับปากชาวชัยภูมิ

วันนี้ (21 มิ.ย. 67) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่สอง สมัยวิสามัญเป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 ในวาระแรก นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ เขต 7พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)กล่าวอภิปรายถึงงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การทำงาน ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ

โดยจากวันนั้นที่รัฐมนตรีทั้ง 2 ท่าน ได้ลงพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อติดตามโครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชี ที่มีพี่น้องประชาชนเดือดร้อนจากการที่ยังไม่ได้รับค่าชดเชยจากการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีกว่า 1000 ราย ได้มาทวงถามความชัดเจนจากท่านรัฐมนตรี ซึ่งรอคอยค่าชดเชยมาเกือบ 5 ปีแล้ว ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส ได้พูดคุยกับชาวบ้านถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและรับปากกับประชาชนว่าจะแก้ปัญหาให้

“วันนี้งบชดเชยที่ดินที่ ร.อ.ธรรมนัส รับปากประชาชนเอาไว้ ได้บรรจุในเล่มงบประมาณเป็นวงเงิน 1,000 ล้านบาทเป็นที่เรียบร้อย ถึงแม้ยังไม่ครอบคลุมวงเงินทั้งหมด แต่การกระทำของ ร.อ.ธรรมนัส และนายอรรถกร ถือว่าเป็นที่ประจักษ์สายตาชาวชัยภูมิว่า ท่านพูดจริงทำจริง ชนทุกปัญหาไม่ทิ้งพี่น้องประชาชน”

นายอัครแสนคีรี กล่าวต่อว่า ในวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส และนายอรรถกร ได้ลงพื้นที่อำเภอคอนสวรรค์ ซึ่งเป็นอำเภอรับน้ำด่านสุดท้ายในจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งตนและผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ ได้นำเสนอโครงการพัฒนาลำน้ำก่ำ ตลอดสายซึ่งจะเร่งระบายน้ำ ลงแม่น้ำชี และทำให้พี่น้องมีน้ำใช้ในฤดูแล้ง ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งการให้ชลประทานดำเนินการทันที และเพียงหนึ่งอาทิตย์ถัดมา เครื่องจักรของกรมชลประทานก็ได้เข้าไปในพื้นที่ เพื่อไปเริ่มทำงาน ซึ่งพี่น้องคอนสวรรค์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวว่า ตั้งแต่เกิดมา เพิ่งเคยเห็นผู้นำในรัฐบาล ที่เด็ดขาด พูดจริงทำจริงขนาดนี้

นายอัครแสนคีรี กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งโครงการที่ตนและพี่น้องอำเภอแก้งคร้อ ครสวรรค์ พากันผลักดันก็คือโครงการอ่างเก็บน้ำช่องสามหมอ ซึ่งถือเป็นโครงการในตำนานก็ว่าได้ โดยภายหลังที่ตนได้อภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปี 67 ที่ผ่านมา ทางท่านอธิบดีกรมชลประธาน ได้แถลงออกข่าว ว่า กรมชลประทานจะพัฒนาอ่างเก็บน้ำช่องสามหมอ ตรงนี้ก็ต้องขอชื่นชมไปยังท่านอธิบดีชูชาติ และคณะผู้บริหารกรมชลประธาน ที่ใส่ใจปัญหาพี่น้องประชาชน ซึ่งหลังจากท่านแถลงข่าวแล้ว กรมชลประธานโดยสำนักก่อสร้างกลางก็ได้พากันออกพื้นที่ ลงไปประชาพิจารณ์กับชาวบ้าน ซึ่งได้ผลตอบรับ เห็นชอบอย่างล้นหลาม

“ผมก็ขอฝากกรมชลประทานให้ช่วยนำโครงการ อ่างเก็บน้ำช่องสามหมอเข้าแผน Thai Water Plan และ จัดสรรงบเหลือจ่าย และงบประมาณแผ่นดินใน พ.ร.บ งบประมาณ ปี 69 ที่จะถึงในอนาคตอันใกล้ เพื่อดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำช่องสามหมอให้ด้วย”

นายอัครแสนคีรี กล่าวต่อว่า ภายใต้ยุคการบริหารงานของรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ร.อ.ธรรมนัส และนายอรรถกร การบริหารกรมชลประทาน โดยท่าน อธิบดีชูชาติ ท่านรองรองอธิบดี สุริยะพล จังหวัดชัยภูมิ จะมีอ่างเก็บน้ำ เพิ่มขึ้นอีก 6 อ่าง ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของจังหวัดชัยภูมิ และจะตอกย้ำถึงชื่อของจังหวัด ซึ่งหมายถึงภูมิศาสตร์ของผู้ที่ได้รับชัยชนะ ผลงานชิ้นโบว์แดงของกระทรวงเกษตรฯที่เปลี่ยนชีวิตเกษตรกรก็คือ นโยบายเปลี่ยน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ซึ่งต้องยอมรับว่าพูดกันมากี่สมัยแล้วก็ทำไม่ได้ แต่ยุคนี้เปลี่ยนมือได้แล้ว และทำได้จริงในยุคท่าน ร.อ.ธรรมนัส และนายอรรถกร และ เลขาฯ ส.ป.ก.วิณะโรจน์

“พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิมีความพึงพอใจเป็นอย่างมากในนโยบายดังกล่าว และหากดูจากสถิติแล้ว ในปัจจุบันจังหวัดชัยภูมิมีการลงทะเบียนเปลี่ยนสปก ป็นโฉนดเพื่อการเกษตรมากที่สุดในประเทศ ซึ่งต้องชื่นชมสองหน่วย ก็คือ ส.ป.ก. และที่ขาดไม่ได้ก็คือองค์การบริหารส่วนจังหวัดส่วนจังหวัดชัยภูมิ ที่สนับสนุนกำลังคน ลงไปช่วย ส.ป.ก.เพราะขาดแคลนบุคลากร การร่วมมือระหว่างหน่วยงานกระทรวง และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ในรูปแบบดังกล่าว ถือว่า เป็นโมเดลที่ดีที่น่าผลักดันในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้ ผมอยากฝากถึง สส. ให้ช่วยสนับสนุน พ.ร.บ.งบประมาณ 68 ให้ผ่านสภาฯด้วย” นายอัครแสนคีรี กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 21 มิถุนายน 2567

“สันติ” รมช.สธ.จับมือ พม.เปิดตัวแพลตฟอร์มประเมินสุขภาพเพื่อคนพิการ นำร่อง 40 รพ.ทั่วประเทศเข้าถึงระบบสาธารณสุขลดภาระค่าเดินทาง

,

“สันติ” รมช.สธ.จับมือ พม.เปิดตัวแพลตฟอร์มประเมินสุขภาพเพื่อคนพิการ
นำร่อง 40 รพ.ทั่วประเทศเข้าถึงระบบสาธารณสุขลดภาระค่าเดินทาง

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 67 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมเปิดตัวแพลตฟอร์มสำหรับการตรวจประเมินและออกเอกสารรับรองความพิการ แบบอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้โครงการพัฒนาระบบบริการคนพิการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “นโยบายกระทรวงสาธารณสุข ด้านคนพิการ” ว่ากระทรวงสาธารณสุขมีภารกิจสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชน ทุกกลุ่มวัย รวมไปถึงกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ เช่น ผู้พิการ ได้แก่ กลุ่มคนป่วยที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดความพิการ ที่จำเป็นต้องได้รับการป้องกันโรคและภัยสุขภาพ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความพิการ กลุ่มคนป่วยที่เกิดความพิการแล้ว ซึ่งต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพกลุ่มคนพิการที่เจ็บป่วย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับและเข้าถึงบริการสุขภาพที่รวดเร็วและมีคุณภาพ “คนพิการจำเป็นต้องได้รับ การประเมินและขึ้นทะเบียนคนพิการ”

กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดให้มีศูนย์บริการคนพิการแบบเบ็ดเสร็จในโรงพยาบาลตั้งแต่ ปี 2563 โดยมีพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประจำจังหวัด มาร่วมให้บริการ รับคำร้องขอมีบัตรและออกบัตรคนพิการ ณ โรงพยาบาล และให้บริการส่งต่อ เพื่อรับการฟื้นฟูสมรรถภาพ การรับอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ ส่งต่อทางการศึกษา การประกอบอาชีพ ตามความเหมาะสม จนถึงปัจจุบันแม้ว่าประเทศไทยจะมีศูนย์บริการดังกล่าวแล้วอย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง แต่ด้วยข้อจำกัด หลายประการยังทำให้การให้บริการแบบเบ็ดเสร็จไม่สามารถดำเนินการได้ครอบคลุมทุกโรงพยาบาล ซึ่งส่งผลให้คนพิการมีความยากลำบากในการเข้าถึง การขึ้นทะเบียนคนพิการ

การพัฒนาแพลตฟอร์ม “การตรวจประเมินและออกเอกสารรับรอง ความพิการแบบอิเล็กทรอนิกส์” ให้เชื่อมโยงกับ “ระบบคำขอมีบัตรประจำตัวคนพิการ” ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ภายใต้ระบบอิเล็กทรอนิกส์คนพิการ จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการ ให้สามารถเข้ารับการประเมินวินิจฉัยความพิการจากแพทย์วันใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรอวันที่พัฒนาสังคมจังหวัดเข้ามาให้บริการที่โรงพยาบาล และไม่จำเป็นต้องถือเอกสารไปยื่นที่ศาลากลางจังหวัดด้วยตนเอง เนื่องจากระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงระหว่างสองกระทรวง จะทำให้คนพิการสามารถเข้าถึงการมีบัตรประจำตัวคนพิการได้อย่างสะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ช่วยลดขั้นตอน ระยะเวลาการเดินทาง และค่าใช้จ่าย โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมโรงพยาบาลนำร่อง 40 แห่งทั่วประเทศ เพื่อทดลองการใช้งานระบบและจะขยายผลไปยังโรงพยาบาลรัฐแห่งอื่นๆ ต่อไป

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 20 มิถุนายน 2567

“สส.จำลอง” ขอ รบ.เห็นความสำคัญกับทรัพยากรบุคคล วอน เพิ่มงบให้กระทรวงศึกษาดูแลเด็กให้ดี เผย ไม่ติดใจเรื่องกู้เงิน หากเป็นประโยชน์กับ ปชช.

,

“สส.จำลอง” ขอ รบ.เห็นความสำคัญกับทรัพยากรบุคคล วอน เพิ่มงบให้กระทรวงศึกษาดูแลเด็กให้ดี เผย ไม่ติดใจเรื่องกู้เงิน หากเป็นประโยชน์กับ ปชช.

วันนี้ (19 มิ.ย. 67) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่สอง สมัยวิสามัญเป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 ในวาระแรก นายจำลอง ภูนวนทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กาฬสินธุ์ เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)อภิปรายว่า เมื่อนำพ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 ไปเทียบกับ 2567 ตนติดใจหลายกระทรวง แต่ว่าขอพูดถึง 2-3 กระทรวง ที่เป็นหลักในการดูแลประชาชน เช่น กระทรวงศึกษาธิการที่ได้รับการจัดงบประมาณจำนวน 340,584.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12,413.8 ล้านบาท คิดเป็น 3.8 เปอร์เซ็นต์

นายจำลอง กล่าวต่อว่า ปัญหาในวงการการศึกษา ในฐานะที่ตนเป็นกรรมาธิการศึกษา คือการสร้างคนดี การสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับสังคมของประชาชนปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งของการพัฒนาเหล่านี้คือ การพัฒนาเด็ก และบุคลากรของชาติออกสู่สังคม การที่ทรัพยากรบุคคลของประเทศจะมีสติสัมปชัญญะ จะมีสติปัญญา ก็คือการใส่ใจในการพัฒนาด้านการศึกษา ซึ่งบุคลากรเหล่านี้จะมีคุณภาพได้จะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่งบอาหารกลางวันของเด็ก ๆ ปัจจุบันนี้ได้งบอยู่ที่หัวละ 22 บาท ซึ่งในความเป็นจริงแล้วในปัจจุบันราคาอาหารจานหนึ่ง 60 – 80 บาท และเด็กต้องดื่มน้ำวันละ 1.5 ลิตร งบประมาณที่ได้ไปนับว่าน้อย ซึ่ง สส.ไม่สามารถที่จะแปรงบประมาณเพิ่มได้ จึงต้องขอให้รัฐบาลดูแลให้เด็กได้รับอาหารอย่างเพียงพอ

“ปัจจุบันนี้บางโรงเรียนต้องจัดผ้าป่า เพื่อหาเงินบริจาคมาช่วยเหลือเด็กในโรงเรียน ซึ่งผมคิดว่าไม่เหมาะสมรัฐบาลน่าจะจัดสรรงบงบประมาณให้กระทรวงศึกษาให้มากขึ้น รวมถึงอัตราค่าจ้างบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับเงินเดือนอัตรา 16,500 บาท และได้เพิ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 พ.ค.67 เป็น 18,000 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายถ้าในประเทศที่เจริญแล้ว เขาจะดูแลบุคลากรทางการศึกษาอย่างดีเพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจ ผมขอฝากไปยังรัฐบาลให้ดูแลบุคลากรทางการศึกษาด้วย“นายจำลอง กล่าว

นายจำลอง กล่าวต่อว่า ในส่วนของปัญหายาเสพติดในสถานที่ศึกษา มีการให้งบประมาณในการแก้ไขปัญหานี้เฉลี่ยโรงเรียนละ 1,600 บาทเท่านั้น ตนมองว่าจะเป็นการสุ่มเสี่ยงในการป้องกันปัญหายาเสพติดภายในโรงเรียนอย่างมาก เนืองจากขาดงบประมาณในการบริหารจัดการ

นายจำลอง ยังกล่าวถึงงบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า เป็นกระทรวงที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชน ต้องมีการพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนเรื่องสภาพภูมิอากาศ PM 2.5 ซึ่งปัจจุบันไม่เห็นเดินหน้าอย่างไรเลย ขอฝากไปยังรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ให้ดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขกับประชาชนด้วย รวมถึงโครงการกำจัดขยะมูลฝอย โครงการก๊าซเรือนกระจก งบประมาณก็น้อย ถ้าเทียบกับกระทรวงเกษตรแล้วต่างกันเยอะ ทั้งที่ 2 กระทรวงนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ในส่วนของกระทรวงที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมไทยมากที่สุดคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณจำนวน 123,150 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 จำนวน 4,726.2 ล้านบาท แต่ทำประโยชน์ให้กับสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะราคาพืชผลทางการเกษตรที่ปรับตัวขค้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“ต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังใช้งบประมาณขาดดุล การกู้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้าเรากู้มาลงทุนเพื่อสร้างประเทศ กู้เงินมาเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนอยู่ดีกินดี หรือแม้กระทั่งการกู้มาเพื่อโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ถ้าเกิดประโยชน์กับประชาชน ผมสนับสนุน และขอให้ สส.ทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลอย่านึกถึงตัวเอง ขอให้สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2568 ให้ผ่านไปด้วยดี เพื่อความสุขของประชาชน” นายจำลอง กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 19 มิถุนายน 2567

“สส.จำลอง” น้อมรับ 4 ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ฝาก กมธ.ปลูกจิตสำนึกร่วมมือกันหาก รธน.ถูกฉีกอีก เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย วอน อย่าก้าวล่วงแตะหมวด 1,2

,

“สส.จำลอง” น้อมรับ 4 ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ฝาก กมธ.ปลูกจิตสำนึกร่วมมือกันหาก รธน.ถูกฉีกอีก เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย วอน อย่าก้าวล่วงแตะหมวด 1,2

วันนี้ (18 มิ.ย. 67) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เป็นพิเศษ มีวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่…) พ.ศ…. โดยมีผู้เสนอร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าว รวม 4 ฉบับ คือ ฉบับของคณะรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล และพรรคภูมิใจไทย

นายจำลอง ภูนวนทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กาฬสินธุ์ เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)อภิปรายว่า ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ว่า การทำประชามติมีมาหลายยุคหลายสมัย การเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ประมุขนั้นใน รัฐธรรมนูญต้องออกมาเพื่อประชาชน โดยประชาชน และทำเพื่อ ประชาชนการทำประชามติทุกครั้งที่ตนได้สัมผัส รัฐธรรมนูญปี 2540 , 2550 , 2560 ถามว่า เราทำไปแล้วได้อะไร

นายจำลอง กล่าวต่อว่า ตนไม่คัดค้าน ยอมรับเสียงข้างมาก ให้ความเคารพ แต่เราทำแล้วได้อะไร ถึงวันหนึ่งมีรัฐธรรมนูญออกมา เสร็จก็ฉีกแล้ว ฉีกเล่า นี่คือความคิดเห็นส่วนตัวในฐานะเป็นนักรัฐศาสตร์ อ่านกฎหมายได้ ดูกฎหมายเป็น สรรพสิ่งเกี่ยวกับบริบทของรัฐธรรมนูญไทยนั้นจะมาจากประชาชน หรือมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยผ่านความเห็นชอบจากสภาอันทรงเกรียติแห่งนี้ จะวิเศษ วิโสแค่ไหนก็ตาม โดยส่วนตัวตนมองว่า ความสำคัญที่สุดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญไทยและการทำประชามติ ตนอยากฝากถึงกรรมาธิการที่จะมีขึ้น ว่า ท่านจะใส่ข้อมูลหรือใส่องค์ความรู้ตรงไหนลงไปให้ประชาชนได้เข้าใจว่า เจตจำนงร่วมที่มอบให้กับบริบทของสังคมไทยไปนั้นจะไม่ถูกฉีก และเราจะยอมรับ“

“เราจะป้องกันเจตจำนงร่วมที่มอบให้กับสังคมไทยไปอย่างไร เช่น มีการฉีกรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น ผู้ที่ออกเสียงประชามติจะแสดงท่าทีอย่างไรกับการกระทำนั้น นี่คือเรื่องสำคัญที่สุดของการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญที่ออกมามันผ่านประชามติมาเกือบทุกฉบับ แต่ก็ถูกฉีก จึงเกิดคำถามว่า เรามีความสำคัญอย่างไรต้องทำประชามติ ผมไม่ขัดแย้ง ไม่ขัดข้อง ที่จะน้อมรับเสียงข้างมาก และไม่ขัดแย้งว่า ไม่เห็นด้วย ผมยอมรับทั้ง 4 ร่าง โดยเฉพาะของอาจารย์ชูศักดิ์” นายจำลอง กล่าว

นายจำลอง กล่าวต่อว่า ประเทศไทยปกครองด้วยสถาบันหลักของชาติจะต้องไม่ถูกแตะ โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งตนให้ความเคารพและศรัทธามาตั้งแต่เกิด เพราะฉะนั้นตนอยากจะฝากคณะกรรมาธิการ ได้โปรดอย่าเสี่ยงไปแตะต้องในหมวด 1 และ 2 เพราะประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว แบ่งแยกไม่ได้

บริบทของสังคมไทยที่ผ่านมาขาดจิตสำนึก ตนจึงอยากจะให้ผู้ที่รับผิดชอบในการกล่อมเกลาบุคลากรของชาติก็คือ กระทรวงศึกษาธิการ ก่อนที่จะทำประชามติ ควรจะต้องสร้างให้เด็กและเยาวชนมีจิตสำนึก ไม่ก้าวร้าว เคารพสิทธิของผู้อื่น รวมถึงน้อมรับฟังความเห็นของคนอื่น ดังนั้น เราควรจะสร้างจิตสำนึกให้ผู้ออกเสียงประชามติว่า หากแก้รัฐธรรมนูญแล้วมีการฉีกรัฐธรรมนูญ เราต้องออกมาต่อสู้ ไม่มีการฉีกรัฐธรรมนูญ”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 18 มิถุนายน 2567

“สส.วรโชติ” รุดรับฟังปัญหาระบบจัดการน้ำคลองวังโปร่ง จ.เพชรบูรณ์ เผย เตรียมหารือ ร.อ.ธรรมนัส วางแผนแก้น้ำท่วม ลดปมขัดแย้งในพื้นที่

,

“สส.วรโชติ” รุดรับฟังปัญหาระบบจัดการน้ำคลองวังโปร่ง จ.เพชรบูรณ์
เผย เตรียมหารือ ร.อ.ธรรมนัส วางแผนแก้น้ำท่วม ลดปมขัดแย้งในพื้นที่

นายวรโชติ สุคนธ์ขจร สส.เพชรบูรณ์ เขต 4 พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ตนได้ลงพื้นที่ หมู่ 6. ตำบลวังโป่ง อ.วังโป่ง จ.เพรชบูรณ์ ร่วมกับกรมชลประทานจังหวัด เพื่อรับฟังปัญหาของระบบชลประทานในคลองวังโป่ง จากผู้นำท้องถิ่นและประชาชน ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างพี่น้องประชาชนในพื้นที่ อ.วังโปร่ง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการปรับปรุงประตูระบายน้ำและคั้นคลองวังโปร่งในอดีต โดยประตูระบายน้ำฝั่งซ้ายสูงกว่าประตูระบายน้ำฝั่งขวา ถึง 50 เซนติเมตร ส่งผลให้เมื่อถึงฤดูมรสุมจะเกิดน้ำท่วมเข้าท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจของอำเภอ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่

“ผมได้หารือกับชลประทานจังหวัด เพื่อเสนอให้มีการสำรวจระบบคลองวังโปร่งทั้งระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งจะนำปัญหาดังกล่าวเข้าหารือกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยจะเสนอให้มีการบรรจุเข้าสู่การพิจารณางบประมาณประจำปี 2568 อีกครั้งหลังโครงการปรับปรุงระบบคลองวังโปร่งได้ถูกตัดลดไปในงบประมาณปี 2567 “ นายวรโชติ กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 14 มิถุนายน 2567

“สส.ไผ่” เร่งประสานชลประทาน จ.กำแพงเพชร ขุดลอกกำจัดวัชพืช ต.แม่ลาย เปิดทางน้ำ รับฤดูฝนแก้ปัญหาน้ำท่วมขังให้ ปชช.

,

“สส.ไผ่” เร่งประสานชลประทาน จ.กำแพงเพชร ขุดลอกกำจัดวัชพืช ต.แม่ลาย เปิดทางน้ำ รับฤดูฝนแก้ปัญหาน้ำท่วมขังให้ ปชช.

นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เขต 1 พรรคพลังปรพชารัฐ (พปชร.)กล่าวว่า ตนและสจ. อนันต์ เดชศรี สมาชิกสภาจังหวัดกำแพงเพชร (สจ.)ได้รับการร้องเรียนจากสมาชิกสภาเทศบาลตำบลคลอง (อบต.) แม่ลาย ถึงปัญหาวัชพืชขึ้นปกคลุมบริเวณคลองระบายน้ำริมถนนทางเข้าชุมชนมอมะม่วง หมู่ที่ 1 ต.อ่างทอง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร และริมอ่างเก็บน้ำหนองน้ำขาว เป็นจำนวนมาก จึงได้ลงพื้นที่เพื่อวางแผนในการจัดการปัญหาลำคลองตื้นเขินจากวัชพืชปกคลุม และกีดขวางทางน้ำ ในพื้นที่เขตเทศบาลตำบลคลองแม่ลาย และพื้นที่ อบต.อ่างทอง เพื่อระบายน้ำเข้าสู่ลำคลองต่างๆก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำปิง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังฝนพื้นที่ เนื่องจากที่ผ่านมา ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน

“ผมได้ประสานไปยังสำนักงานชลประทาน จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อขอสนับสนุนเครื่องจักรในการกำจัดวัชพืชและขุดลอกคูคลอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้เข้าสู่ฤดูฝนหากไม่เร่งดำเนินการจะสร้างผลกระทบกับพี่น้องประชาชนและเกษตรกร ทั้งนี้ ตนต้องขอขอบคุณนายเอกชัย คำธานี ผู้อำนวยการโครงการชลประทานกำแพงพชรที่ให้การสนับสนุนเครื่องจักรในครั้งนี้ด้วย”นายไผ่ กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 14 มิถุนายน 2567

“รมช.สันติ ” สานความร่วมมือเครือข่ายการแพทย์พื้นบ้านลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 11 ส่งเสริมนวัตกรรมพัฒนาสมุนไพรสร้างมูลค่าดูแลสุขภาพด้วยยาพื้นถิ่น

,

“รมช.สันติ ” สานความร่วมมือเครือข่ายการแพทย์พื้นบ้านลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 11
ส่งเสริมนวัตกรรมพัฒนาสมุนไพรสร้างมูลค่าดูแลสุขภาพด้วยยาพื้นถิ่น

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2567 นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ดร.ไพวัน แก้วปะเสิด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข สปป.ลาว เป็นประธานเปิดการประชุมเครือข่ายการแพทย์พื้นบ้านลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 11 ภายใต้แนวคิด “การเอาชนะวิกฤตโรคระบาดโควิด – 19 ด้วยภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ดั้งเดิม” ระหว่างวันที่ 12-14 มิถุนายน 2567 ณ โรงแรมรอยัลนาคาราและคอนเวนชั่นฮอล์หนองคาย จ.หนองคาย
มีผู้ร่วมประชุม ทั้งจากหมอพื้นบ้าน นักวิชาการ ผู้ประกอบการ และสถาบันการศึกษา และผู้แทนจากประเทศสมาชิก 6 ประเทศ ประกอบด้วย กัมพูชา จีน สปป.ลาว เมียนม่า เวียดนาม และไทย เพื่อเชื่อมโยงการแพทย์พื้นบ้านกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้ ส่งเสริมความร่วมมือ และเสริมสร้างรากฐานภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน โดยการอาศัยภูมิปัญญาร่วมกันของภูมิภาคนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพยุคใหม่อย่างสร้างสรรค มีสุขภาพที่ดีขึ้นสำหรับทุกคนในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

นายสันติ กล่าวว่า ลุ่มแม่น้ำโขง เป็นภูมิศาสตร์ลุ่มน้ำที่กว้างใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ 6 ประเทศ มีกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่จำนวนมาก และบางชาติพันธุ์มีความสัมพันธ์ร่วมกันในด้านประวัติศาสตร์ความเป็นมา ภาษา ประเพณี และวัฒนธรรม รวมทั้งการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ชาติพันธุ์ที่ยังคงมีบทบาทในการดูแลสุขภาพ การป้องกัน และรักษาโรคในชุมชน นับเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ด้านการรักษาพื้นบ้าน อันเก่าแก่ยาวนาน ตลอดจนเป็นแหล่งกำเนิดของวัฒนธรรมอันหลากหลาย ชุมชนต่าง ๆ ได้อาศัยภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ในการรักษาโรค และส่งเสริมสุขภาพ

“ปัจจุบันองค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) และรัฐบาลหลายแห่งทั่วโลก รวมถึงประเทศจากภูมิภาคล้านช้าง-แม่โขง ได้ตระหนักถึงการนำภูมิปัญญาการแพทย์ดั้งเดิมและการแพทย์พื้นบ้านมาใช้ดูแลสุขภาพประชาชน โดยองค์การอนามัยโลกได้มีการวางแผนยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์ดั้งเดิม (WHO Traditional Medicine Strategy) ขึ้น
เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาการแพทย์ดั้งเดิมและการแพทย์เสริมของโลก” นายสันติ กล่าว

นายสันติ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยและประเทศที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขงอยู่ในเขตร้อนชื้นที่มีความเหมาะสมในการปลูกพืชสมุนไพร ที่เป็นยาสามัญประจำบ้าน โดยเฉพาะประเทศไทยยาสมุนไพรเกือบทุกประเภทเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 600 ปี และยังรักษาต่อยอดสมุนไพรเหล่านี้เพื่อนำมารักษาควบคู่กับวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ และที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขมีหน่วยงานในการวิจัยถึงศักยภาพเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับประทานยาเหล่านี้เป็นอาหารในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะเป็นการสร้างเสริมเศรษฐกิจให้กับประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงทั้ง 6 ได้ด้วย

“ที่ผ่านมาได้มีการวิจัยสมุนไพรมาระดับหนึ่งแล้วพบว่า สมุนไพรชนิดหนึ่งเมื่อนำไปปลูกในดินแต่ละแห่ง ซึ่งสภาพดินไม่เหมือนกัน ส่งผลให้ประสิทธิภาพและรสชาติจะแตกต่างกัน หากมีความร่วมมือกับ สปป.ลาว ในการส่งเสริมวิจัยทำให้สมุนไพรเป็นอาหารได้โดยมีสรรพคุณเป็นยาเพื่อนำมาสร้างเสริมสุขภาพและสร้างเสริมนวัตกรรมของสมุนไพรให้เจริญก้าวหน้า เพื่อให้ประชาชนที่รับประทาน วันนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ 6 ประเทศไทย ได้จับมือร่วมกันพัฒนาพืชสมุนไพรและนวัตกรรมที่จะเกิดประโยชร์ต่อพี่น้องประชาชน โดยเมื่อทำการวิจัยและจัดทำเป็นรูปแล่มแจกจ่ายทุกครัวเรือน” นายสันติ กล่าว

ทั้งนี้ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การนำเสนอผลงานและการอภิปราย การสาธิตภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านเด่น (Show case) การศึกษาดูงานเส้นทางท่องเที่ยวสุขภาพและผลิตภัณฑ์สมุนไพรในราชอาณาจักรไทย และสวนพฤกษศาสตร์ใน สปป.ลาว ตลอดจนการประชุมคณะกรรมการด้านวิชาการและด้านการคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์ดั้้งเดิมและพันธุกรรมพืชสมุนไพร เพื่อจัดทำแผนการดำเนินงานร่วมกันของประเทศลุ่มน้ำโขง ซึ่งจะทำให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือและระบบข้อมูลสำคัญในการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ อาทิ ฐานข้อมูลหมอพื้้นบ้านกว่า 50,000 คน และตำรับยาแผนไทย/พื้นบ้าน กว่า 250,000 ตำรับ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการดูแลสุขภาพ สร้างเศรษฐกิจและรายได้ให้กับประชากรลุ่มน้ำโขงในอนาคต

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 14 มิถุนายน 2567

“สส.บุญชัย” ร่วมงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ จ.เพชรบูรณ์ ชี้ เป็นกิจกรรมที่ให้ โอกาสเกษตรกรเข้าถึงการบริการทางการเกษตรอย่างครบวงจร

,

“สส.บุญชัย” ร่วมงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ จ.เพชรบูรณ์ ชี้ เป็นกิจกรรมที่ให้ โอกาสเกษตรกรเข้าถึงการบริการทางการเกษตรอย่างครบวงจร

นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ สส.เพชรบูรณ์ เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)เปิดเผยว่า ตนได้เข้าร่วมโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งสมอ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ ถือเป็นโครงการที่มีความสำคัญ ในการให้บริการและแก้ไขปัญหาทางการเกษตร

นายบุญชัย กล่าวต่อว่า ต้องขอบคุณกระทรวงเกษตรฯที่ให้ความสำคัญกับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดยเป็นการขยายโอกาสให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงการบริการทางการเกษตรอย่างครบวงจร โดยเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานส่งเสริม และ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในการให้บริการและแก้ไขปัญหาทางการเกษตร ประกอบด้วย กิจกรรมคลินิกดิน , คลินิกพืช , คลินิกปศุสัตว์ , คลินิกประมง , คลินิกชลประทาน , คลินิกสหกรณ์ , คลินิกตรวจบัญชี , คลินิกกฎหมาย , คลินิกข้าว , คลินิกหม่อนไหม , คลินิกยางพารา และ คลินิกส่งเสริมการเกษตร

ทั้งนี้ ยังมีกิจกรรมของชมรมอโวคาโดเขาค้อ มีการสาธิต การเปลี่ยนยอดพันธุ์ดี จำหน่ายต้นพันธุ์ โรงเรียนสะเดาะพงษ์มิตรภาพ ที่ 229 สวนอโวคาโดไอริณเขาค้อ และ กลุ่มโรงเรียนสร้างสุขผู้สูงอายุทุ่งสมอ จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกด้วย

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 14 มิถุนายน 2567

“สส.ชนนพัฒฐ์” จับมือแม็คโคร-โลตัส เปิดช่องทางจัดจำหน่ายเมลอนสีทอง ช่วยเกษตรกรสร้างรายได้เพิ่ม พร้อมสร้างชื่อเสียงตีตราสินค้าเกษตรประจำถิ่น

,

“สส.ชนนพัฒฐ์” จับมือแม็คโคร-โลตัส เปิดช่องทางจัดจำหน่ายเมลอนสีทอง ช่วยเกษตรกรสร้างรายได้เพิ่ม พร้อมสร้างชื่อเสียงตีตราสินค้าเกษตรประจำถิ่น

นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา เขต 4 พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เปิดเผยว่า ตนได้ร่วมหารือกับ เกษตรกรผู้ปลูกเมล่อนสีทองในพื้นที่ตำบลพังยาง พร้อมด้วยเกษตรจังหวัดสงขลา เกษตรอำเภอ
ศูนย์ค้าส่งแม็คโคร และห้างสรรพสินค้าโลตัส ในการนำผลผลิตทางการเกษตรในฤดูกาลเก็บเกี่ยวหน้า เข้าไปจัดจำหน่ายในศูนย์การค้าทั้งสองแห่ง ถือเป็นการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย และกระจายผลผลิตทางการเกษตร สร้างรายได้ให้เกษตรกรใน อ.ระโนด พร้อมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าทางการเกษตรที่มีชื่อเสียงของอำเภออีกทางหนึ่งด้วย

“เมลอนสีทอง ของชาวสวน อ.ระโนด มีคุณภาพสูง เนื้อกรอบ หวานฉ่ำ เป็นที่ต้องการของตลาด ไม่แพ้แหล่งเพาะปลูกในพื้นที่อื่น จัดได้ว่าอร่อยที่สุดในประเทศ ผมเห็นว่า การดึงห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั้ง 2 แห่งมาเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายให้เกษตรกรแล้ว ยังจะเพิ่มช่องทางเข้าถึงเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับเมลอนสีสอง ของอำเภอระโนด เป็นการยกระดับให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นได้อย่างรวดเร็ว“ นายชนนพัฒฐ์ กล่าว

นายชนนพัฒฐ์ กล่าวต่อว่า ตนในฐานะ สส.ในพื้นที่ พร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เพื่อทุกคนจะได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งในด้านการประกอบอาชีพให้สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง ซึ่งในการดึงห้างยักษ์เข้ามาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ให้มีช่องการตลาดมากขึ้น เป็นผลมาจากความร่วมมือจากทุกฝ่าย และตนต้องขอขอบคุณเกษตรจังหวัดสงขลาและเกษตรอำเภอ ที่เข้าช่วยประสานงานและสนับสนุนจนประสบความสำเร็จ

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 12 มิถุนายน 2567

“สันติ” รมช.สธ.เปิดศูนย์เวลเนส รพ.ห้วยเกิ้ง หนุนแพทย์แผนไทยผสมผสานฟื้นฟูสุขภาพ ปชช.

,

“สันติ” รมช.สธ.เปิดศูนย์เวลเนส รพ.ห้วยเกิ้ง หนุนแพทย์แผนไทยผสมผสานฟื้นฟูสุขภาพ ปชช.

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2567 นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานมหกรรมสุขภาพ การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกและเปิดอาคาร Wellness Center โรงพยาบาลห้วยเกิ้ง จ.อุดรธานี เพื่อบูรณาการงานรักษาแบบบูรณาการด้วยทีมสหวิชาชีพในการฟื้นฟูและปรับสมดุลในร่างกายด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย การแพทย์ผสมผสานแลบองค์รวม พร้อมเยี่ยมชมบูธนิทรรศการ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลห้วยเกิ้งตามจุดต่างๆ อาทิ บูธนิทรรศการการแพทย์แผนไทย , บูธนิทรรศการการให้ความรู้ด้านยาเสพติดให้ , บูธนิทรรศการผลิตภัณฑ์ด้านสมุนไพร , บูธนิทรรศการวิสาหกิจชุมชน , บูธนิทรรศการการแพทย์พื้นบ้านภูมิปัญญาไทย และเยี่ยมชมโรงผลิตยาสมุนไพรที่ได้มาตรฐานของโรงพยาบาล

นายสันติ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขขับเคลื่อนนโยบาย 5 + 5 เพื่อเร่งรัดพัฒนาสานต่อ โดยการยกกระดับมาตรฐานการแพทย์แผนไทยและผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 นโยบายที่จะเร่งพัฒนาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพอนามัยที่ครอบคลุมงานด้านการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาโรค และการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยนำเวชศาสตร์วิถีชีวิตแบบบูรณาการ สู่การดูแลสุขภาพประชาชนในทุกพื้นที่ และช่วยเหลือสนับสนุนการบริหารงานของโรงพยาบาล ตลอดจนพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถเพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน

“ปัจจุบันความต้องการใช้บริการด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกมีจำนวนมาก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการขยายบริการให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยโรงพยาบาลห้วยเกิ้ง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลนำร่องด้านการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ผสมผสาน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพดีจนเป็นที่ยอมรับ ให้บริการตรวจสุขภาพโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีทีมสหวิชาชีพคอยดูแล ให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้บริการในทุกขั้นตอน โดยการบูรณาการทางการแพทย์ให้บริการทางทันตกรรมด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้วยเวชศาสตร์วิถีชีวิต และยังเป็นศูนย์ประสานงานเวชศาสต์ครอบครัวออกเยี่ยมบ้านด้วยทีมวิชาชีพ” นายสันติ กล่าว

นอกจากนี้ยังมีโรงผลิตยาสมุนไพรที่ผ่านการตรวจประเมินมาตรฐานการผลิตยาสมุนไพร WHO GMP มีการควบคุมคุณภาพเพื่อให้ได้ยาสมุไพรที่ได้มาตรฐานเพื่อใช้ในโรงพบาบาลและกระจายออกไปสู่ทุกโรงพยาบาลใน จ.อุดรธานี โดยผลิตภัณฑ์ที่ออกจำหน่ายได้แก่ น้ำมันนวด ยาดมสมุนไพร ลูกประคบสมุนไพร และสมุนไพรชนิดแคปซูน 5 ตำหรับ ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน มะขามแขก เพชรสังฆาต และเถาวัลย์เปรียง นอกจากนี้ยังมีน้ำมันกัญชาขมิ้นทองสูตรเฉพาะของโรงพยาบาลอีกด้วย

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 12 มิถุนายน 2567