โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ทางเลือกใหม่ของการเมืองไทย ก้าวข้ามความขัดแย้ง สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน

ป้ายกำกับ: ข่าวกิจกรรม ส.ส. และสมาชิกพรรค

“ธีระชัย” จี้แจกเงินหมื่นหวังเกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจ แต่จะเป็นแค่ลมโชย

,

อดีต รมว.คลัง ชี้ รัฐบาลแจกเงินหมื่นผ่านดิจิทัลวอลเล็ต หวังกระตุ้นให้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจ สุดท้ายจะเป็นแค่ลมโชย เนื่องจากไม่ได้หาแหล่งเงินใหม่ แต่ไปดึงเงินจาก ธ.ก.ส.และงบประมาณปี 67-68 มาใช้ ทำให้จีดีพีที่จะเติบโตผ่านการใช้จ่ายตามปกติหายไป เปรียบร่างกายต้องการเลือด แต่ใช้วิธีสูบเลือดที่มีอยู่เดิมออกมาแล้วสูบเข้าไปใหม่

วันนี้ (22 เม.ย.) นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala – – ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ในหัวข้อ ไม่ใช่พายุหมุนแค่ลมโชย มีรายละเอียดดังนี้

รัฐบาลประกาศว่า การแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต จะสร้างพายุหมุน จะกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่
ถามว่า โฆษณาไว้อย่างไร?
ตอบว่า
1. รัฐบาลคุยว่า การแจกเงินดิจิทัล 560,000 ล้านบาท จะช่วยกระตุ้นจีดีพีปี 2567 ให้ขยายตัวได้ถึง 5% (จากครรลองปกติ 3%) จะเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหลายรอบ

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงว่า จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 3-4%
เม็ดเงิน 560,000 ล้านบาท จะหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ 2-3 รอบ ก่อให้เกิดมูลค่าถึง 1.5 ล้านล้านบาท

2. คณะทำงานด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย ประเมินว่า โครงการนี้จะสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ และกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในเวลาอันรวดเร็ว
คาดคะเนว่าเงินจากดิจิทัลวอลเล็ตจะเข้าไปหมุนในระบบเศรษฐกิจเฉลี่ย 3.7 รอบ หากคิดจากยอดเงินของโครงการที่ 5 แสนล้านบาท จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 2 ล้านล้านบาทเป็นอย่างน้อย

3. นักวิชาการผู้นำกลุ่มริเริ่มโครงการบอกว่า “การหมุน จะเกิดขึ้นหลายรอบ ผมคำนวณ 4-5 รอบ และจะเก็บภาษี แวต ได้ตามที่คำนวณในคลิป แต่ที่สำคัญคือ มันไม่ได้หยุดในไตรมาสเดียว มันจะเกิดการหมุนหลายรอบข้ามเวลามากกว่าสี่ไตรมาส Q4/67 ….Q4/68..”

ถามว่า แหล่งเงินสำหรับโครงการจะมาจากไหน?

ตอบว่า
เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, กฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง, ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, เผ่าภูมิ โรจนสกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ เฉลิมพล เพ็ญสูตร ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ร่วมแถลงรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่าน ดิจิทัลวอลเล็ต

ลวรณ ในฐานะปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงถึงรายละเอียดว่า รัฐบาลดำเนินตามกฎหมายทุกประการ โดยใช้แหล่งเงินที่มาจากงบประมาณทั้ง 500,000 ล้านบาท จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 และ 2568 แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

1. เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 จำนวน 152,700 ล้านบาท ซึ่งได้มีการขยายงบประมาณในปี 2568 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

2. เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 จากการดำเนินการโครงการจากหน่วยงานของรัฐ 172,300 ล้านบาท โดยใช้มาตรา 28 และมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เป็นผู้ดูแลประชาชนในกลุ่มที่เป็นเกษตรกรจำนวน 27 ล้านคน

3. งบการบริหารจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 จำนวน 175,000 ล้านบาท

ผมขอบอกว่า ผลการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่จะเปลี่ยนจากพายุหมุน ไปเป็นลมโชย ก็เนื่องจากการใช้แหล่งเงินจาก ธ.ก.ส. และจากงบประมาณปี 2567

ถามว่า เหตุใดการใช้ 2 แหล่งเงินนี้จะเปลี่ยนจากพายุหมุน ไปเป็นลมโชย?

ตอบว่า บรรดาผู้ที่แถลงข่าวควรคำนึงถึงปัจจัยเศรษฐกิจต่อไปนี้

หนึ่ง วิธีก่อพายุหมุนจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อรัฐบาลกู้หนี้สาธารณะ เพราะเป็นการหาเงินใหม่เข้ามาเติมเข้าไปในเศรษฐกิจ แต่เงินจาก 2 แหล่งนี้ไม่ใช่เงินใหม่

สอง เมื่อรัฐบาลให้ ธ.ก.ส.ใช้เงินเพื่อดิจิทัลวอลเล็ต นอกจากผิดกฎหมายเพราะอยู่นอกขอบวัตถุประสงค์แล้ว ยังเป็นเงินจำนวนสูงมาก จะเป็นอุปสรรคต่อการที่ ธ.ก.ส. จะให้กู้ตามครรลองปกติ

ตัวเลขจีดีพีปกติ ประมาณ 3% นั้น ส่วนหนึ่งหนุนจากการที่ ธ.ก.ส.ให้กู้ตามครรลองปกติ

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลเบียดบังเงินนี้ เอาไปใช้เพื่อการอื่นซึ่งทำให้ ธ.ก.ส. ไม่สามารถให้กู้ได้ตามเดิม ตัวเลขจีดีพีย่อมจะต้องลดลง ต้องหักทอนออกจากพายุหมุน

พายุหมุนจึงกลายเป็นลมโชย

สาม การบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ให้ได้เงินจำนวน 175,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาลนั้น ย่อมต้องชะลอการใช้จ่ายด้านอื่น

รายจ่ายประจำปี 2567 ที่เป็นเงินเดือนและสวัสดิการข้าราชการ รวมถึงบรรดาค่าใช้จ่ายประจำ นั้น เดิมผู้รับเงินก็จะเอาไปใช้จ่าย ซึ่งจะหนุนจีดีพีตามแนวโน้มปกติ 3%

เมื่อรัฐบาลเบียดบังเอาไป ตัวเลขจีดีพีย่อมจะต้องลดลง ต้องหักทอนออกจากพายุหมุน

รายจ่ายประจำปี 2567 ที่เป็นโครงการลงทุน เดิมผู้รับเงินก็จะเอาไปใช้จ่าย ซึ่งจะหนุนจีดีพีตามแนวโน้มปกติ 3% แต่นอกเหนือจากนั้น การลงทุนจะเพิ่มความสามารถในการหารายได้ของประเทศในอนาคต

เมื่อรัฐบาลเบียดบังเอาไป ตัวเลขจีดีพีย่อมจะต้องลดลง ต้องหักทอนออกจากพายุหมุน แต่ที่สำคัญคือ จะกระทบความสามารถในการหารายได้ของประเทศไปในอนาคตอีกด้วย

พายุหมุนจึงกลายเป็นลมโชย

ทฤษฎีสูบออกสูบเข้า
ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม ให้ตัวอย่างอธิบายแบบภาษาชาวบ้าน

รัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจไทยเหมือนคนไข้ขาดเลือด ต้องเอาเลือดสูบเข้าร่างกาย แต่เลือดที่จะสูบเข้านี้ ไม่ได้มาจากไหน

เป็นเลือดที่รัฐบาลสูบออกไปจากคนไข้นั้นเอง

สูบเข้าสูบออกนั้น ไม่สามารถเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่

วันที่ 22 เมษายน 2567

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ประธานกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ

ที่มา : https://mgronline.com/politics/detail/9670000034895
วันที่ : 22 เมษายน 2557

‘ไพบูลย์’ ยื่นผู้ตรวจฯชงศาล รธน.คว่ำ MOU 2544 ปกป้องทรัพยากรทะเล 20 ล้านล.

,

‘ไพบูลย์’ ยื่นผู้ตรวจฯ ชงศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด ‘MOU 2544’ ทำขัดรัฐธรรมนูญ ใช้บังคับไม่ได้ เป็นโมฆะทั้งฉบับตั้งแต่แรก ยันต้องปกป้องอธิปไตยทะเลไทยกว่า 16 ล้านไร่ ผลประโยชน์ทรัพยากรพลังงานธรรมชาติกว่า 20 ล้านล้านบาท

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2567 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นนักกฏหมาย ยื่นคำร้องในฐานะบุคคลหนึ่งของปวงชนชาวไทยที่มีสิทธิในเขตอธิปไตยของไทยทางทะเลอ่าวไทยและผลประโยชน์ทรัพยากรพลังงานธรรมชาติของไทยในทะเลอ่าวไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 3 หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา 25 และ มาตรา 43 (2) ซึ่งผู้ร้องได้ถูกละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญโดยตรงและอาจจะได้รับความเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องมาจากการถูกละเมิดสิทธิ และการถูกละเมิดสิทธินั้นยังคงมีอยู่จากการกระทำของกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ผู้ถูกร้องที่ 1 และ กระทรวงการต่างประเทศ ผู้ถูกร้องที่ 2 ในการนำบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน

ต่อไปในคำร้องเรียกว่า “MOU 2544” ผู้ถูกร้องทั้งสองใช้เป็นเครื่องมือมาดำเนินการแบ่งเขตอธิปไตยของไทยทางทะเลอ่าวไทยในพื้นที่ 26,000 ตารางกิโลเมตร (16 ล้านไร่) และแบ่งผลประโยชน์ทรัพยากรพลังงานธรรมชาติในทะเลของไทยมูลค่า 20 ล้านล้านบาทให้แก่กัมพูชา ทั้งที่ พื้นที่ตาม “MOU 2544” เป็นเขตอธิปไตยของไทยทางทะเลและผลประโยชน์ทรัพยากรพลังงานธรรมชาติของไทยในทะเลทั้งหมดตามแผนที่แนวเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยด้านอ่าวไทยแนบท้ายประกาศกำหนดเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยด้านอ่าวไทยที่กำหนดแนวเขตขึ้นตรงตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982

ผู้ร้องได้พบข้อกฎหมายว่า “MOU 2544” มีสถานะเป็นหนังสือสัญญามีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ตามบรรทัดฐานคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2542 , คำวินิจฉัยที่ 33/2543 และคำวินิจฉัยที่ 6-7/2551 และปรากฎหลักฐานว่าผู้ถูกร้องทั้งสองได้ยอมรับว่า “MOU 2544” มีสถานะเป็นหนังสือสัญญาหรือสนธิสัญญา ที่ต้องเสนอรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ

แต่ปรากฎว่า “MOU 2544” ได้กระทำขึ้นโดยไม่ได้ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาไทย จึงมีผลให้“MOU 2544” เป็นบทบัญญัติใดหรือการกระทำใดที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับไม่ได้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 5 และมีผลให้ “MOU 2544” ตกเป็นโมฆะทั้งฉบับตั้งแต่เริ่มแรก (void ab intio) และมีผลในทางกฎหมายไม่ผูกพันรัฐภาคีทั้งสอง ตามหลักการเรื่อง “ความไม่สมบูรณ์แห่งสนธิสัญญา” (Invalidity of Treaties) ซึ่งบัญญัติไว้ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฏหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969

ทั้งนี้ ผู้ร้องเห็นว่าหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า “MOU 2544” เป็นหนังสือสัญญาที่กระทำการโดยไม่ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา จึงเป็นบทบัญญัติใดหรือการกระทำใดที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นอันใช้บังคับไม่ได้ ตกเป็นโมฆะทั้งฉบับตั้งแต่เริ่มแรก และไม่ผูกพันไทย จะเป็นประโยชน์ต่อไทย หากมีข้อพิพาทเรื่อง เขตอธิปไตยของไทยทางทะเลอ่าวไทยไปสู่ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ เพราะทำให้ฝ่ายกัมพูชาไม่อาจกล่าวอ้าง “MOU 2544” เป็นหลักฐานว่าไทยยอมรับว่าบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

และจะทำให้เขตอธิปไตยของไทยทางทะเลอ่าวไทยพื้นที่ 26,000 ตารางกิโลเมตร (16 ล้านไร่) และผลประโยชน์ทรัพยากรพลังงานธรรมชาติ มูลค่า 20 ล้านล้านบาทของไทยในทะเลอ่าวไทยเป็นของไทยทั้งหมดตามกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นต้นว่า อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หากฝ่ายกัมพูชาโต้แย้งเป็นข้อพิพาทในเรื่องเขตอธิปไตยทางทะเลของไทย ผู้ร้องเห็นว่าเพื่อให้ได้ข้อยุติระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีและรวดเร็ว และจะเป็นประโยชน์กับไทยมากกว่า

ผู้ร้องเห็นว่าไทยควรเป็นฝ่ายนำคดีข้อพิพาทในเขตอธิปไตยทางทะเลฟ้องต่อศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (International Tribunal for the Law of the Sea: ITLOS) ตั้งอยู่ที่นครฮัมบรูกส์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งเป็นกลไกตุลาการอิสระของสหประชาชาติ มีอำนาจตัดสินข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 ประกอบด้วยผู้พิพากษาจากประเทศต่าง ๆ ทั้งหมด 21 ท่าน ซึ่งปัจจุบันมีผู้พิพากษาที่เป็นชาวไทย 1 ท่าน

อาศัยเหตุดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 213 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง มาตรา 47 และ มาตรา 48 และขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาส่งคำร้องของผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า “MOU 2544” มีสถานะเป็นหนังสือสัญญา เมื่อกระทำการโดยไม่ได้ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาไทย “MOU 2544” จึงเป็นบทบัญญัติหรือการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มีผลตกเป็นโมฆะทั้งฉบับตั้งแต่เริ่มแรกไม่ผูกพันไทยแต่ประการใด แต่ผู้ถูกร้องทั้ง 2 กลับนำมาใช้เป็นเครื่องมือดำเนินการแบ่งเขตอธิปไตยของไทยทางทะเลและผลประโยชน์ทรัพยากรพลังงานธรรมชาติในทะเลของไทยให้แก่กัมพูชา

การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองจึงเป็นการกระทำละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญของผู้ร้อง จึงขอศาลรัฐธรรมนูญโปรดวินิจฉัยและมีคำสั่งให้บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ค.ศ.2001 (พ.ศ.2544) หรือ MOU 2544 เป็นหนังสือสัญญาที่กระทำการโดยไม่ได้ขอความเห็นชอบของรัฐสภา จึงเป็นบทบัญญัติใดหรือการกระทำใดที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นอันใช้บังคับไม่ได้ ตกเป็นโมฆะทั้งฉบับตั้งแต่เริ่มแรก และ ขอศาลรัฐธรรมนูญโปรดมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสองเลิกการกระทำในการนำ “MOU 2544” มาใช้เป็นเครื่องมือดำเนินการแบ่งเขตอธิปไตยของไทยทางทะเลอ่าวไทยและแบ่งผลประโยชน์ทรัพยากรพลังงานธรรมชาติทางทะเลของไทยให้แก่กัมพูชา

ผู้ร้องขอเรียนว่า หากผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาแล้วมีมติยื่นคำร้องนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ร้องขอเป็นผู้ร้องที่ 2 ร่วมกับผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อผู้ร้องจะมีสิทธิในฐานะคู่ความนำเสนอพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติไม่ยื่นคำร้องนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ยื่นคำร้องนี้ภายในเวลา 60 วันนับแต่วันที่รับคำร้อง ผู้ร้องขอใช้สิทธิยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 48 วรรคสอง

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1121660
วันที่ : 10 เมษายน 2557

รมว.ธรรมนัส หารือร่วมกับ RSPO มุ่งยกระดับผลิตปาล์มน้ำมัน พร้อมผลักดันสินค้าจากปาล์มน้ำมันสู่การแข่งขันในตลาดโลก

, ,

รมว.ธรรมนัส หารือร่วมกับ RSPO มุ่งยกระดับผลิตปาล์มน้ำมัน พร้อมผลักดันสินค้าจากปาล์มน้ำมันสู่การแข่งขันในตลาดโลก

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ นาย โจเซฟ เดอ ครูซ ประธานบริหารของ Roundtable on Sustainable Palm Oil : RSPO โดยมี นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธนสาร ธรรมสอน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายระพีภัทร จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร นางสาวกาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผู้อำนวยการสำนักการเกษตรต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องรับรองพิเศษ 201 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า น้ำมันปาล์มเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันปาล์มได้มากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการปลูกปาล์มน้ำมันยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ โครงการการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable and Climate – friendly Palm Oil Production and Procurement in Thailand : SCPOPP) โดยกรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร ร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในการผลิตน้ำมันปาล์ม เพิ่มความยั่งยืนในการผลิตน้ำมันปาล์มทั้งทางสิ่งแวดล้อมและสังคม และสนับสนุนเกษตรกรในการจัดการสวนปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน รวมถึงการส่งเสริมองค์ความรู้ให้เกษตรกร พร้อมเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก

นอกจากนี้ RSPO มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาการปลูกปาล์มน้ำมันที่สอดคล้องกับโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะยกระดับมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มในประเทศไทยอย่างยั่งยืน กระทรวงเกษตรฯ พร้อมที่จะสนับสนันและยินดีร่วมมือกับ RSPO เพื่อประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกร และเป็นแนวทางในการเปิดตลาดใหม่สำหรับน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์แปรรูป โดยเฉพาะในกลุ่มสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นต่อไป

ทั้งนี้ RSPO เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหากำไร ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2547 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการปลูกและใช้ผลิตภัณฑ์ปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืนผ่านมาตรฐานการรับรองที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย และยังมีสำนักงานตัวแทนอยู่ในอินโดนีเซีย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ จีน และโคลัมเบีย ปัจจุบัน สมาชิกของ RSPO มากกว่า 5,000 ราย มาจากหลายภาคส่วนทั้งบริษัทผู้ปลูก ผู้ค้าและผู้ผลิตสินค้าแปรรูป สถาบันการเงินและ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมจากประเทศผู้ผลิตหรือใช้น้ำมันปาล์ม RSPO

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 5 เมษายน 2567

รมว.ทส. ถก ผู้ว่า 17 จว.ภาคเหนือ ยกระดับมาตรการสูงสุด แก้ฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือ

พัชรวาท เรียกประชุมหน่วยงานด้านป่าไม้ และ 17 จังหวัดภาคเหนือ สั่งยกระดับมาตรการที่เข้มงวดสูงสุด ปรับรูปแบบ การจัดกำลัง ดับไฟป่า แก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ

วันนี้ (10 มี.ค. 67) พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรียกประชุมหน่วยงานด้านป่าไม้ และ 17 จังหวัดภาคเหนือ สั่งการยกระดับมาตรการที่เข้มงวด ปรับรูปแบบ การจัดกำลัง ดับไฟป่า “ปิดป่า” ห้ามบุคคลเข้าพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่สถานการณ์รุนแรง บังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติการด้วยความ “แม่นยำ รวดเร็ว ทันท่วงที มีประสิทธิภาพ”

พลตำรวจเอก พัชรวาทฯ กล่าวว่า สถานการณ์ไฟป่าทวีความรุนแรงมากขึ้น ทุกหน่วยงานจะต้องนำมาตรการแก้ไขปัญหา ฝุ่นละออง PM2.5 ในช่วงสถานการณ์วิกฤต ไปปฏิบัติอย่างเร่งด่วน ทันทีอย่างเต็มที่ โดยต้องพยายามควบคุมกำกับดูแลการจัดการไฟในพื้นที่ป่า โดยเฉพาะพื้นที่มุ่งเป้า ทั้ง 11 ป่าอนุรักษ์ 10 ป่าสงวน รวมถึงพื้นที่เกษตรเผาไหม้ซ้ำซากในพื้นที่สูง และในพื้นที่ราบของ 17 จังหวัดภาคเหนือ ดังนี้

1. ปรับรูปแบบ การจัดกำลัง ดับไฟป่า ด้วยยุทธวิธี ผสมผสานทั้งการตรึงพื้นที่ด้วยจุดเฝ้าระวังและการ ลาดตระเวน การส่งกำลัง และดับไฟโดยอากาศยาน เข้าถึงไฟให้เร็ว ควบคุมไม่ให้ขยายวงกว้าง คุมแนวไฟและดับให้สนิท ให้วอร์รูมบัญชาการชุดปฏิบัติการดับไฟป่าตลอดเวลาที่มีการเข้าพื้นที่

2. ติดตามสถานการณ์จุดความร้อน สนธิกำลังพลทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง และเครือข่าย ทั้งระดับภาคพื้นและอากาศยาน ลาดตะเวน เฝ้าระวัง อย่างเข้มข้น เมื่อพบต้องเร่งปฏิบัติการเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์โดยทันทีแต่ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ งดการใช้อาสาสมัครที่ไม่ได้รับการฝึกปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสีย

3. สนับสนุนและบูรณาการทำงานอย่างเต็มที่เป็นหนึ่งเดียว กับศูนย์ปฏิบัติการระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นศูนย์กลาง

4. “ปิดป่า” ห้ามมิให้บุคคลเข้าไปในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่สถานการณ์รุนแรง บังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด ยกระดับการจับกุมดำเนินคดีกับผู้ลักลอบจุดไฟเผาป่า

5. พื้นที่เกษตร ต้องติดตามเฝ้าระวังประสานงานกับฝ่ายปกครองอย่างใกล้ชิด เพื่อลดและควบคุมไม่ให้เกิดการเผาและหากเกิดต้องควบคุมให้ได้โดยเร็ว

6. สื่อสาร แจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นละอองอย่างทั่วถึง ทันท่วงทีเพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลที่รวดเร็ว ถูกต้อง สร้างความรู้ทำความเข้าใจกับประชาชนให้ปฏิบัติตนตามคำแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสม เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติการด้วยความ “แม่นยำ รวดเร็ว ทันท่วงที มีประสิทธิภาพ”และคำนึงถึง ความปลอดภัย และสุดท้ายขอขอบคุณทุกท่านที่ทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อยเพื่อพี่น้องประชาชน

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า รัฐบาลมีข้อห่วงใยในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง แต่ในช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะจังหวัดริมชายแดนมีค่าค่อนข้างสูง ซึ่งปัญหาส่วนหนึ่งมาจากประเทศเพื่อนบ้านที่พบจุดความร้อนสูง เช่น เมียนมาร์ กัมพูชา ทำให้ค่าฝุ่นละออง PM2.5 ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ มีการปฏิบัติงานในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง และตามที่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2567 ได้อนุมัติงบกลาง เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นเงินประมาณ 272 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายโครงการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เพื่อลดฝุ่นละออง PM2.5 โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ก็จะทำให้การปฏิบัติงานในพื้นที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายจตุพร กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง จะต้องได้รับความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยจากนโยบายพลตำรวจเอก พัชรวาทฯ ให้ดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมกับภาครัฐได้ดำเนินการร่วมกับ BOI ออกประกาศให้สิทธิและประโยชน์กับภาคเอกชนที่เข้ามาร่วมสนับสนุนการจัดการป่าเพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 อย่างยั่งยืน สำหรับการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน ที่ผ่านมาได้มีการยกระดับการหารือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้กลไกความมั่นคงและความสัมพันธ์ระดับชายแดน เมื่อวันศุกร์ที่ 8 มีนาคม 2567 ได้ประชุมกับกัมพูชา เพื่อจัดตั้ง Hotline ระหว่าง 2 ประเทศ และกำหนดจัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมภายในเดือนเมษายน สำหรับประเทศเมียนมา กระทรวงทรัพยากรฯ อยู่ระหว่างการเจรจาโดยใช้กลไกคณะกรรมการชายแดนระดับผู้บัญชาการทหารสูงสุด

“ภาพรวมสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในขณะนี้ พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทุกพื้นที่ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับดีถึงปานกลาง (สีเขียว/สีเหลือง) เริ่มมาตั้งแต่ 19 กุมภาพันธ์ จากมาตรการยกระดับน้ำมันยูโร 5 (EURO 5) การควบคุมการเผาในที่โล่งของพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพฯ และการควบคุมแหล่งต้นตอฝุ่น สำหรับสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ มีค่าเกินมาตรฐาน ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้ม) แต่แนวโน้มค่ารายชั่วโมงเริ่มลดลงในหลายจังหวัด จังหวัดที่ยังคงต้องเฝ้าระวังคือ น่าน แม่ฮ่องสอน และเชียงราย ซึ่งอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) สถานการณ์มีแนวโน้มที่จะบรรเทาลงช่วงวันที่ 10-13 มีนาคม 2567 แต่จะต้องเฝ้าระวังอีกครั้งระหว่างวันที่ 14-17 มีนาคม 2567 เนื่องจากลมเปลี่ยนทิศ ลมที่ปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบนจะเปลี่ยนเป็นลมที่พัดจากทิศตะวันตกเข้าสู่ประเทศอีกครั้ง ดังนั้น หากสถานการณ์จุดความร้อนในประเทศและนอกประเทศยังคงมีจำนวนที่มากในช่วงเวลาดังกล่าว สถานการณ์อาจทวีความรุนแรงขึ้นได้อีก ในด้านการจัดการไฟในพื้นที่ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์ุพืช และกรมป่าไม้ ภายใต้การสนธิกำลังกับจังหวัด ฝ่ายปกครอง มีการยกระดับการแก้ไขปัญหา ภาพรวมจุดความร้อนลดลงกว่า 40% มีการปรับกำลังของกระทรวงทรัพย์ฯ จากภูมิภาคอื่นมาอยู่ภาคเหนือหมดแล้ว และหลังจากได้รับการจัดสรรงบกลางจะมีการวางกำลังตามจุดสกัดในพื้นที่เป้าหมายมุ่งเป้าได้เพิ่มขึ้น เน้นการสร้างความเข้าใจให้กับเครือข่ายและให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง และสื่อสารกับประชาชนขอความร่วมมือไม่เผาป่า” นายจตุพร กล่าว

ที่มา : bangkokbiznews
วันที่ : 10 มีนาคม 2567

“พปชร.”เปิดเวทีไทยรับมือ “ฟรีวีซ่า” อย่างไรให้ได้ประโยชน์ถึงมือปชช. รุกใช้ดิจิทัลหนุน-เข้มปลอดภัย

,

“พปชร.”เปิดเวทีไทยรับมือ “ฟรีวีซ่า” อย่างไรให้ได้ประโยชน์ถึงมือปชช. รุกใช้ดิจิทัลหนุน-เข้มปลอดภัยรับดีเดย์31มี.ค.ดึงจีนเที่ยวเพิ่มดันGDPโต

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้จัดกิจกรรม “เวทีวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ ในหัวข้อ ไทยจะรับมือ “ฟรีวีซ่า” อย่างไร ให้ได้ประโยชน์ถึงมือประชาชน ? โดย นายอัครแสนคีรี โล่วีระ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ชัยภูมิ เขต 7 นายอัคร ทองใจสด สส.เพชรบูรณ์ เขต 6 และ พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และอดีตโฆษกกองบังคับตำรวจนครบาล ดำเนินรายการโดย ดร.ชาญกฤช เดชวิทักษ์ กรรมการยุทธศาสตร์พรรค พปชร. ขึ้นที่ห้องประชุมใหญ่ พรรค พปชร. เพื่อนำเสนอมุมมองที่ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการใช้มาตรการฟรีวีซ่าไทย-จีน ในการกระตุ้นเศรษฐกิจอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศ ที่จะส่งผลต่อการเพิ่มโอกาสด้านการลงทุนให้กับผู้ประกอบการไทย-จีน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวชาวจีนมากยิ่งขึ้น

นายอัครแสนคีรี โล่วีระ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ชัยภูมิ เขต 7 กล่าวว่า ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนมีการติดต่อค้าขายและมีสัมพันธไมตรีทางการทูตกันมาอย่างยาวนาน เกิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองประเทศเพื่อร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เติบโตผ่านความร่วมมือทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ฯลฯ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวก่อนหน้านี้ไทยประกาศให้ ‘ฟรีวีซ่าชั่วคราว’ แก่นักท่องเที่ยวจีนช่วงปลายเดือนกันยายน 2566 สิ้นสุดลงในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 ต่อมารัฐบาลไทยและจีนได้ลงนามในข้อตกลงยกเว้นข้อกำหนดวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวของกันและกันแล้ว เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและการท่องเที่ยวระหว่างทั้งสองประเทศมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นไปซึ่งสามารถเที่ยวได้นานถึง 30 วัน ดังนั้นนโยบายฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวจีนคาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือ GDP ของไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น
“ เพียง 1 ชั่วโมงหลังมีรายงานข่าวฟรีวีซ่าออกไป ยอดการค้นหาคําว่า “ประเทศไทย” บนแพลตฟอร์มของ ซีทริป กรุ๊ป ผู้ให้บริการด้านการเดินทางท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นมากกว่า 90% และล่าสุดข้อมูล ณ 5 ก.พ. 67 มีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 4 ก.พ. 67 ทั้งสิ้น 3,513,155 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 170,411 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนสูงสุด 617,578 คน รองลงมา มาเลเซีย 377,383 คน และ รัสเซีย 249,377 คน คาดว่าก่อนเทศกาลตรุษจีนจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติอื่นๆเข้ามาเพิ่ม โดยมีจำนวนเที่ยวบินขาออกที่เพิ่มขึ้นของจีน การยกเว้นวีซ่าระหว่างไทย-จีน และนักท่องเที่ยวคาซัคสถาน การขยายเวลาพำนักแก่นักท่องเที่ยวรัสเซีย ที่จะสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลตั้งเป้าภายในปี 2567 จะทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาทะลุ 30 ล้านคน และนักท่องเที่ยวจีนทะลุ 5 ล้านคนซึ่งจะการท่องเที่ยวจะช่วยดันให้GDPปี 67 เติบโตขึ้นได้”นายอัครแสนคีรีกล่าว

อย่างไรก็ตามแม้ว่า “ฟรีวีซ่า” สําหรับนักท่องเที่ยวจีนจะเป็นยาแรงในการกระตุ้นการท่องเที่ยวของไทยแล้วแต่ก็อาจยังมี “ข้อควรระวัง” ที่รัฐบาลควรรับไว้พิจารณาโดยเมื่อไม่ต้องใช้วีซ่าอาจทำให้การคัดกรองคนที่เข้มงวด ผ่านวีซ่านั้นลดลง ทั้งนี้ วีซ่าเข้าไทยจะแบ่งประเภทนักท่องเที่ยวตามวัตถุประสงค์ เป็นวีซ่าท่องเที่ยว วีซ่าทํางาน วีซ่านักเรียน วีซ่าธุรกิจ วีซ่าคู่สมรส ฯลฯ โดยมีการกําหนดระยะเวลา และขอบเขตกิจกรรมที่สามารถทําได้สําหรับวีซ่าแต่ละประเภท อย่างในบางประเทศ การถือเพียงวีซ่านักเรียน สามารถเรียนหนังสือได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถทํางานในระหว่างเรียนได้ สำหรับปี 2566 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยในปีที่ผ่านมาถือว่าเกินเป้าเล็กน้อย ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ราว 4 ล้านคน โดยมีชาวจีนที่เดินทางมาไทยอยู่ที่ 3.5 ล้านคน มากสุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางมาไทยกว่า 4.5 ล้านคนแต่ช่วงหลังเกิดเหตุกราดยิงใจกลางกรุงเทพฯ และมีนักท่องเที่ยวจีนเสียชีวิต โดยตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในปี 2566 ถือว่าน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาไทยช่วงก่อนโควิดในปี 2562 ซึ่งเคยพุ่งสูงเกือบ 11 ล้านคน ขณะที่ในปี 2565 มีคนจีนเดินทางมาไทยเพียงราว 270,000 คน ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย ปี 2565 รวมมูลค่า Tourism GDP ที่จำนวน 982,585 ล้านบาท คิดเป็น 5.66% ของ GDP สูงกว่าปี 2563 (ปีก่อนเริ่มโควิด)

นายอัคร ทองใจสด สส.เพชรบูรณ์ เขต 6 กล่าวว่า ปี 2566 ไทยติดอันดับ 1 ใน 10 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและ กรุงเทพมหานคร ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 4 รองจาก ลอนดอน ปารีส และ นิวยอร์ค และจากฟรีวีซ่าทำให้ล่าสุดนักท่องเที่ยวจีนเริ่มกลับมาเที่ยวไทยเป็นอันดับ 1 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลและผู้ประกอบการการท่องเที่ยวไทยควรจะปรับตัวเพื่อดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวชาวจีน ในการท่องเที่ยวที่ใช้เทคโนโลยีในภูมิทัศน์ การเดินทางที่เป็นนวัตกรรมของจีนบริการไร้สัมผัสและการชำระเงินดิจิทัลกลายเป็นส่วนสำคัญของการท่องเที่ยวที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงของจีนนักท่องเที่ยวสามารถทางไปยังจุดสัมผัสต่างๆ เช่น การเช็คอิน การรักษาความปลอดภัย การรับประทานอาหาร และ การช้อปปิ้ง โดยมีการโต้ตอบทางกายภาพน้อยที่สุด รหัส QR ได้ทำการปฏิวัติวิธีการชำระเงินการทำธุรกรรมผ่านสมาร์ทโฟน และลดความจำเป็นในการใช้สกุลเงินหรือบัตร สอดคล้องกับการขับเคลื่อนสังคมไร้เงินสด ของประเทศ

“ เทรนด์การท่องเที่ยวจีนปี 2566 พบว่า 4 อันดับแรก ได้แก่ 1.ให้ความสนใจด้านสินค้าและบริการที่มีเอกลักษณ์และไม่เหมือนใคร 2.ให้ความสนใจด้านความสบายและการผ่อนคลาย 3.เรื่องความท้าทายและการค้นพบสิ่งใหม่ 4.ประสบการณ์ท้องถิ่นเชิงลึก นอกจากนี้นักท่องเที่ยวชาวจีนเริ่มมีความเชียวชาญด้านเทคโนโลยีมากขึ้นโดยมองหาประสบการณ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ทัวร์เสมือนจริงการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมรดก และสุขภาพโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะแพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ WeChat มีความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมกับนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งไทยจะต้องปรับให้สอดรับกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนให้มากขึ้น”นายอัครกล่าว

พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และอดีตโฆษกกองบังคับตำรวจนครบาล กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยลดน้อยลงในช่วงที่ผ่านมาอาจมาจากสภาพเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว จำนวนไฟลต์บินราคาประหยัดในยุคหลังโควิดที่ลดน้อยลง ประกอบกับเหตุผลด้านความปลอดภัย จึงข้อเสนอแนะให้รัฐบาลเพิ่มมาตราการในการรักษาความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในภูมิภาคต่างของประเทศ ทั้งที่โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร สถานบันเทิง ห้างสรรพสินค้า สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ รวมทั้งอุบัติเหตุในการเดินทางสัญจร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาประเทศไทย

“ไทยต้องยกระดับมาตรความปลอดภัยภายในศูนย์การค้าและสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญทั่วประเทศ ตั้งกล้องวรจรปิด CCTV ให้ครอบคลุมทั่วพื้นที่และตรวจเช็คระบบให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อติดและตรวจสอบการเข้าออกของบุคคลและยานพาหนะอย่างเข้มงวด รวมทั้งเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้วยการเพิ่มการฝึกอบรมในการระงับเหตุร้ายทุกรูปแบบอยู่เป็นประจำ เพื่อให้มีความพร้อมในการรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินและสามารถเข้าช่วยเหลือลูกค้าและบุคลากรได้ทันเหตุการณ์ ติดตั้งแอปพลิเคชันที่รองรับได้หลายภาษาเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถขอความช่วยเหลือจากตำรวจเวลา และระบบข้อความเตือนภัยเร่งด่วนไปยังโทรศัพท์มือถือเวลาเกิดเหตุการณ์ในพื้นที่ต่างๆในประเทศไทย” พล.ต.ท.ปิยะกล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2567

“พล.อ.ประวิตร” รับบุญใหญ่พิธีผูกพัทธสีมา ปิดทองฝังลูกนิมิต วัดประชานิมิต จ.บุรีรัมย์ ชาวบ้าน รอต้อนรับอบอุ่น เต็มวัด

,

“พล.อ.ประวิตร” รับบุญใหญ่พิธีผูกพัทธสีมา ปิดทองฝังลูกนิมิต วัดประชานิมิต จ.บุรีรัมย์ ชาวบ้าน รอต้อนรับอบอุ่น เต็มวัด

14 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.30 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินทางไปยังวัดประชานิมิต ต.ตาเป๊ก อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ เพื่อเป็นประธานพิธีผูกพัทธสีมา ปิดทองฝังลูกนิมิต โดยมีสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ และชาวบ้านในพื้นที่ให้การต้อนรับ อย่างอบอุ่น คับคั่งเต็มพื้นที่บริเวณวัด

โดย พล.อ.ประวิตร ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาส ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เพื่อร่วมพิธีทอดผ้าป่าลอยฟ้ามหากุศลสู่ดาวดึงส์ โดยประจำบนแท่นศิลาอาสน์ เพื่อยกฉัตรยอดบัวแก้วแปดกลีบ ประดิษฐานยอดโรงอุโบสถ มีพระสงฆ์ทรงสมณะศักดิ์เจริญชัยมงคลคาถา ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ยังได้ร่วมถวายผ้าป่าและเครื่องไทยทานแด่พระสงฆ์ โดยมีพระธรรมวชิรสุตาภรณ์ (สุพจน์ โชติญาโณ) เจ้าคณะจังหวัดบุรีรัมย์ ประธานสงฆ์ให้ศีลแก่ผู้ร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ร่วมพิธีปิดทองและตัดหวายลูกนิมิต พร้อมถวายเครื่องไทยธรรม นอกจากนี้ ภายในพิธียังได้จัดให้มีพิธีอุปสมบทนาคเอกหมู่ ณ พระอุโบสถหลังใหม่ โดยมีพระสงฆ์นั่งหัตถบาล 20 รูป และอนุโมทนาคาถาด้วยพล.อ.ประวิตร ยังได้ทักทาย และกล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชนและข้าราชการในพื้นที่ ที่มาให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมอวยพรขอให้มีความสุข ในวันแห่งความรัก ในโอกาสนี้ด้วย

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2567

“พล.อ.ประวิตร” นำทีม พปชร.พร้อมใจใส่สีม่วงเทิดทูนสถาบัน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์วัดเล่งเน่ยยี่ ขอพรตรุษจีนรับปีมังกรทอง

,

“พล.อ.ประวิตร” นำทีม พปชร.พร้อมใจใส่สีม่วงเทิดทูนสถาบัน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์วัดเล่งเน่ยยี่ ขอพรตรุษจีนรับปีมังกรทอง

เมื่อเวลา 08.30น. วันที่ 15 ก.พ.67 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)พร้อมด้วย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะรองหัวหน้าพรรค นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค นางสาวตรีนุช เทียนทอง รองหัวหน้าพรรค พล.อ.กฤษณ์โยธิน ศศิพัฒนวงษ์ นายทะเบียนพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล กรรมการบริหารพรรค รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พร้อมใจสวมเสื้อสีม่วง เพื่อแสดงจุดยืนในการปกป้องและถวายกำลังใจ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ลงพื้นที่เยาวราช โดยได้ร่วมกันสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วัดมังกรกมลาวาศ (วัดเล่งเน่ยยี่) เนื่องในวันตรุษจีน รับปีมังกรทอง

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ขอพรเทพเจ้าในจุดสำคัญตามประเพณี และเข้าพิธีถวายโคมประทีปแดง พร้อมจุดเทียนชัย ณ อุโบสถโดยมีพระครูมงคลรัตน์ (เสี่ยมุ่ย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเล่งเน่ยยี่ และพระสงฆ์จีน 5 รูป ร่วมสวดมนต์เพื่อความเป็นศิริมงคลของทุกคนในพรรคให้สามารถทำงานรับใช้ประชาชนได้อย่างสัมฤทธิ์ผล ราบรื่นและให้มีความเจริญรุ่งเรือง

จากนั้นได้เดินทักทายประชาชน และพ่อค้าแม่ค้าอย่างเป็นกันเอง ตลอดสองข้างทาง บริเวณถนนเยาวราช ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูป และเซลฟี่เป็นระยะ โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น พร้อมกล่าวทักทายให้ประชาชนมีความสุข ทำมาค้าขึ้น ร่ำรวยกันทุกคน

“พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวว่า วันนี้มาขอพรเนื่องใน เทศกาลวันตรุษจีนและเป็นปีมังกรทอง ซึ่งได้ขอพรให้กับประชาชนและครอบครัวมีความสุข สุขภาพแข็งแรงสมปรารถนา กิจการรุ่งเรือง ขอให้เศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตไปในทางที่ดีขึ้น ทุกคนมีความรักใคร่กลมเกลียว ก้าวข้ามความขัดแย้ง และขอให้สถาบันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพี่น้องคนไทยตลอดไป“ซึ่งตนและพรรคพลังประชารัฐจะขอเทิดทูน พร้อมปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยความจงรักภักดี ให้อยู่คู่ประเทศไทยจนถึงที่สุด

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2567

“พล.อ.ประวิตร”ชื่นมื่น คณะกก.บห.-สส.พปชร.ยกทัพอวยพรปีใหม่ กำชับให้สส. ลงพื้นที่ทุ่มเททำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน

,

“พล.อ.ประวิตร”ชื่นมื่น คณะกก.บห.-สส.พปชร.ยกทัพอวยพรปีใหม่
กำชับให้สส. ลงพื้นที่ทุ่มเททำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน

26 ธันวาคม 2566. กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ( สส.)ของพรรค ได้เข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เพื่อกราบสวัสดีปีใหม่ 2567 นำโดย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฯ และประธานยุทธศาสตร์พรรค ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ เลขาธิการพรรค นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรองหัวหน้าพรรค นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรค นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รองหัวหน้าพรรค นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค นายวราเทพ รัตนากร กรรมการนโยบายฝ่ายอำนวยการพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค อดีตผู้สมัครพปชร. และบุคลากร ทีมงานของพรรคที่เข้ามาร่วมอวยพรอย่างพร้อมเพรียง ที่บ้านป่ารอยต่อ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น ทั้งนี้พล.อ.ประวิตร กล่าวทักทายสมาชิกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มสดใส เปี่ยมไปด้วยความร่าเริงอย่างเป็นกันเอง

“พล.อ.ประวิตร ยังได้อวยพรปีใหม่ให้ ผู้บริหารพรรค สส.พปชร.ทุกคน พร้อมขอขอบคุณที่มาอวยพรในวันนี้ โดยกล่าวกับสมาชิกพรรคทุกคน ขอฝากพรรคไว้กับทุกคน ช่วยกันดูแลพรรคให้มีความเข้มแข็ง เพราะเราอยากจะพัฒนาเป็นสถาบันการเมือง ที่เดินหน้าดูแลพี่น้องประชาชน และประเทศชาติต่อไป และพรที่ทุกคนให้มา ขอส่งกลับไปให้กับผู้บริหาร และสส.ทุกคน ให้ได้ร้อยเท่าพันทวี มีสุขภาพแข็งแรงเป็นหลักชัยให้พรรคพลังประชารัฐ ทำเพื่อพี่น้องประชาชนต่อไป”

ที่สำคัญขอให้ทุกคนลงพื้นที่เพื่อดูแลประชาชนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะขณะนี้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะ จ.นราธิวาส ที่กำลังประสบภัยน้ำท่วมต่อเนื่อง ขอให้มีการติดตามและดูแลประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้พล.ต.อ.พัชรวาท ได้เป็นตัวแทนมอบพวงมาลัย และกล่าวคำอวยพร ให้กับพล.อ.ประวิตร เป็นกำลังใจของพวกเราทุกคน และขอให้มีสุขภาพแข็งแรง โดยมี ร.อ.ธรรมนัส และผู้บริหารพรรค สส. ทุกคนร่วมอวยพร และยังได้แสดงพลังความพร้อมเพรียง ร้องไชโยร่วมกัน 3 คร้ัง

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 26 ธันวาคม 2566

“สันติ” รมช.สธ. คิกออฟรณรงค์หยุดมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทย โชว์นวัตกรรมการแพทย์ HPV DNA Test แยก 14 สายพันธุ์ บริการสตรีเก็บตัวอย่างด้วยตัวเอง

,

“สันติ” รมช.สธ. คิกออฟรณรงค์หยุดมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทย โชว์นวัตกรรมการแพทย์ HPV DNA Test แยก 14 สายพันธุ์ บริการสตรีเก็บตัวอย่างด้วยตัวเอง

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดโครงการ “รณรงค์หยุดมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทย FINDING HPV STOPCERVICALCANCER” ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจากการเก็บตัวอย่างด้วยตนเองด้วยวิธี HPV DNA Test แบบแยก 14 สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย จัดทำโครงการดังกล่าวเพื่อสร้างความตระหนักให้สตรีไทย เห็นถึงความสำคัญของโรคมะเร็งปากมดลูก พร้อมมอบสัญลักษณ์การดำเนินโครงการหยุดมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทย ให้กับผู้แทนเขตสุขภาพ 13 เขต โดยมีนายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

นายสันติ กล่าวว่า การประชุม Finding HPV Stop Cervical Cancer ค้นเชื้อมะเร็งปากมดลูกในวันนี้ กระทรวงสาธารณสุขกำหนดนโยบายยกระดับ 30 บาท เพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชน โดยมีนโยบาย “มะเร็งครบวงจร” เป็น 1ใน 13 ประเด็นมุ่งเน้น ซึ่งดำเนินการครอบคลุมทั้งด้านการส่งเสริม ป้องกัน คัดกรอง วินิจฉัยรักษา ดูแลฟื้นฟูกายและใจ โดยเฉพาะมะเร็งซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง มะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูกพบมาก 1 ใน 5 ของมะเร็ง ที่พบบ่อยในหญิงไทย สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนเอชพีวี ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายการฉีดวัคซีนเอชพีวีให้กับหญิงอายุตั้งแต่ 11-20 ปีทุกคน ซึ่งที่ผ่านมามีการฉีดวัคซีนไปกว่า1ล้านคนแล้ว

นอกจากนี้การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการป้องกันมะเร็ง โดยกระทรวงสาธารณสุขรณรงค์ให้หญิงไทยที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุก 5 ปี จึงขอเชิญชวนหญิงไทยอายุ 30 – 60 ปีบริบูรณ์ เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจหา HPV DNA จากการเก็บตัวอย่างด้วยตนเองแบบแยก 14 สายพันธุ์ เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษาระยะเริ่มต้นและเพิ่มโอกาสในการรักษาหายขาดได้ เพื่อให้สตรีไทยมีสุขภาพดี ปลอดจากมะเร็งปากมดลูก เพิ่มความเข้มแข็งด้านการดูแลสุขภาพประชาชน และส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย

“โรคมะเร็งเป็นภัยร้ายแรงของพี่น้องชาวไทย และประชากรโลก โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูก ได้คุกคามสตรีไทยมาหลายสิบปี กระทรวงสาธารณสุขมีความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะตรวจมะเร็งให้กับสุภาพสตรีก่อนที่จะพบว่าเป็นมะเร็งแล้ว หรืออยู่ในระยะลุกลาม ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาตรวจคัดกรองได้ด้วยตนเอง โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่มีอยู่ในเกือบทุกภูมิภาคของประเทศไทยได้ตรวจคัดกรองตั้งแต่ ดีเอ็นเอว่า มีญาติที่น้องที่มีเชื้อจะนำไปสู่การเกิดมะเร็งได้หรือไม่ และเมื่อตรวจเจอมะเร็งตั้งแต่เริ่มต้นสามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้ โดยในอดีตที่สุภาพสตรีต้องไปขึ้นขาหยั่งเพื่อตรวจมะเร็งปากมดลูกก็จะทำให้เขินอาย ปัจจุบันกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีชุดตรวจสามารถขอไปตรวจเองและส่งให้กับหน่วยงานสาธารณสุขเพื่อตรวจวิจัยและส่งผลกลับไปให้กับประชาชน เพื่อคัดกรองตั้งแต่เบื้องต้น ลดการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตได้” นายสันติ กล่าว

จากข้อมูลภาพรวมของประเทศสตรีไทยที่จะต้องตรวจคัดกรองภายใน 5 ปี (ปี 2564- ปี2568) จำนวน 15,677,638 คน โดยในปี 2565 ที่ผ่านมา มีเป้าหมาย 3,135,528 คน แต่ได้รับการตรวจคัดกรองเพียง 613,254 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 19.6 เท่านั้น และพบว่ายังมีสตรีไทยที่ไม่เคยไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจภายในและการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเลย จำนวนไม่น้อยกว่า 10 ล้านคน เนื่องจากมีความเขินอาย การขาดความรู้ความ และการเข้าไม่ถึงระบบประกันสุขภาพ

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 26 ธันวาคม 2566

“สัมพันธ์”ขอ รัฐบาล เร่งเยียวยา ช่วยเหลือชาวนราธิวาส เพื่อบรรเทาผลกระทบจากน้ำท่วมหนัก เดือดร้อนแล้วกว่า 3 หมื่นคน

,

“สัมพันธ์”ขอ รัฐบาล เร่งเยียวยา ช่วยเหลือชาวนราธิวาส เพื่อบรรเทาผลกระทบจากน้ำท่วมหนัก เดือดร้อนแล้วกว่า 3 หมื่นคน

นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.นราธิวาส เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.นราธิวาส ยังมีประสบอุทกภัยกินพื้นที่วงกว้าง ทำให้ขณะนี้รางรถไฟถูกตัดขาดบริเวณเส้นทางตันหยงมัส-ป่าไผ่ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยจึงต้องงดบริการรถไฟทุกขบวนจากสุไหงโก-ลก รวมถึงเมื่อคืนที่ผ่านมาน้ำยังเข้าท่วมโรงเรียน บ้านเรือนประชาชน ใน อ.สุคิริน อ.แว้ง อ.เจาะไอร้อง อ.สุไหงปาดี ขณะที่การระบายน้ำเป็นไปด้วยความล่าช้า เนื่องจากฝนยังคงตกต่อเนื่อง

นายสัมพันธ์ จากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้พื้นที่ 9 อำเภอ 44 ตำบล 196 หมู่บ้าน 9,558 ครัวเรือน 37,901 คน 4 ชุมชน โรงเรียน 11 แห่ง ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ตนอยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือและเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่โดยด่วน เนื่องจากประชาชนสูญเสียรายได้หลายพันครัวเรือน ไม่สามารถออกไปประอาชีพได้ตามปกติ ขณะที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายหลายร้อยหลังคาเรือน

“ผม และ สส.พปชร.เข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง และมีการติดตามสถานการณ์อยู่ตลอด แต่สถานการณ์น้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย และมีแนวโน้มจะยาวนาน เนื่องจากฝนยังตกอย่างต่อเนื่อง ปริมาณน้ำเก่ายังไหลมาสมทบ ทำให้น้ำยังคงท่วมขังบ้านเรือนประชาชน และสร้างผลกระทบขยายวงกว้างขึ้น ผมและสส.นราธิวาส อยากเสนอให้รัฐบาลมีแนวทางเพื่อเข้ามาเยียวยาให้กับประชาชน เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยครั้งนี้โดยเร็ว”นายสัมพันธ์ กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 25 ธันวาคม 2566

“พล.อ.ประวิตร”ร่วมพิธีพุทธาภิเษก และครุฑธาภิเษก วัดครุฑธาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

,

“พล.อ.ประวิตร”ร่วมพิธีพุทธาภิเษก และครุฑธาภิเษก วัดครุฑธาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วันนี้ (24 ธ.ค.66) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมด้วย นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, น.ส.ตรีนุช เทียนทอง สส.สระแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ, พล.อ.กฤษณ์โยธิน ศศิพัฒนวงษ์ นายทะเบียนสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ, นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สส.สิงห์บุรี และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ร่วมพิธีมหาพุทธาภิเษกและครุฑธาภิเษก ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาส ณ มณฑลพิธี วัดครุฑธาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โดย พล.อ.ประวิตร ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พร้อมถวายเครื่องปัจจัยไทยธรรมแด่พระเถราจารย์นั่งปรก และพระพิธีธรรม และร่วมกรวดน้ำและรับพรจากพระภิกษุสงฆ์ โดยมีพระพรหมวัชรเมธี เจ้าคณะภาค9 วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร เป็นประธานพิธีฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยพระเกจิคณาจารย์ จำนวน 36 รูปจากทั่วประเทศ ร่วมเมตตานั่งปรกอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคลในครั้งนี้

สำหรับวัตถุมงคลพญาครุฑ รุ่น “สมบัติแผ่นดิน 140 ปี ไปรษณีย์ไทย” จัดทำขึ้นเพื่อสืบสานตำนานศิลป์ปฐมบท “ครุฑยุดแตรงอน” สัญลักษณ์ของกรมไปรษณีย์โทรเลข ซึ่งจำลองมาจากประติมากรรมที่ประดับบนอาคารไปรษณีย์กลาง ที่ได้รับการออกแบบโดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่ได้รับการขนามนามว่าเป็นบิดาแห่งวงการศิลปะ

สำหรับ บรรยากาศบริเวณพิธีเต็มไปด้วยผู้มีจิตศรัทธา ผู้ว่าราชการจังหวัดอยุธยา ข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือน และสาธุชนที่มาให้การต้อนรับ พล.อ.ประวิตร และคณะ ได้เข้าร่วมพิธีสร้างบุญกุศลเพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นจำนวนมาก

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 ธันวาคม 2566

“รมว.ธรรมนัส” ขึ้น เชียงใหม่ Kick Off “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” เดินหน้า 56 จังหวัด พื้นที่เสี่ยงต่อการเผา มุ่งลดฝุ่น PM 2.5 แก้ภาวะโลกร้อน

,

“รมว.ธรรมนัส” ขึ้น เชียงใหม่ Kick Off “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” เดินหน้า 56 จังหวัด พื้นที่เสี่ยงต่อการเผา มุ่งลดฝุ่น PM 2.5 แก้ภาวะโลกร้อน

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน Kick Off “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ที่จัดขึ้นโดยกรมพัฒนาที่ดิน มีศูนย์กลางการจัดงาน ณ บ้านแม่กุ้งบก ตำบลสันกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับอีก 55 จังหวัดที่มีความเสี่ยงต่อการเผา (Hot Spot) ทั่วประเทศ โดยถ่ายทอดสดพร้อมกันผ่านระบบ Zoom Conference Meeting และ Facebook Live ผ่านเพจเฟซบุ๊กกรมพัฒนาที่ดิน โดย นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วม Kick Off ณ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองโสน อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี และนายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วม Kick Off ณ บ้านศิลาทอง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ซึ่งภายในงานมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน หมอดินอาสา เกษตรกร และประชาชน เข้าร่วมงานทั่วประเทศกว่า 20,000 ราย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยประสบปัญหามลพิษทางอากาศ สาเหตุหนึ่งเกิดจากการเผาพื้นที่ป่าไม้และวัสดุทางการเกษตรเพื่อเตรียมแปลงปลูกพืชในฤดูถัดไป ซึ่งเป็นการสร้างมลพิษทางอากาศนำไปสู่ภาวะโลกร้อน พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม สูญเสียอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน ทำลายโครงสร้างดินที่เหมาะสม และทำลายห่วงโซ่อาหาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) และให้บรรลุเป้าหมายการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2613 ตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ในเวทีโลก ซึ่งการจัดงานในวันนี้ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันเพื่อหยุดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม สร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาจากการเผาที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรดิน จึงขอให้ทุกคนร่วมแรงร่วมใจ ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยต่อไป

ด้าน นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมให้เกษตรกร ลด ละ เลิก การเผาเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น ตอซังข้าว ข้าวโพด และอื่น ๆ เปลี่ยนมาใช้วิธีไถกลบตอซังพืชแทนการเผา ซึ่งเศษวัสดุการเกษตรเหล่านี้มีส่วนประกอบของธาตุอาหารพืชและอินทรียวัตถุที่เป็นประโยชน์ต่อพืช แต่เกษตรกรยังขาดการจัดการที่เหมาะสม มีการเผาทิ้งหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดินแล้ว ทำให้โครงสร้างของดินเปลี่ยนแปลงไป เนื้อดินจับตัวกันแน่นและแข็ง ทำลายจุลินทรีย์ดินและแมลงที่เป็นประโยชน์ต่อพืช และที่สำคัญเป็นสาเหตุทำให้เกิดหมอกควัน และฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม รวมทั้งสุขภาพอนามัยของประชาชน และรัฐบาลได้ประกาศให้ปัญหาหมอกควันเป็นปัญหาวิกฤติสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน การจัดงานรณรงค์ “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2567 ในวันนี้เพื่อปลุกจิตสำนึก และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกร ทำการเกษตรโดยไม่เผา หันมาไถกลบตอซัง เป็นปุ๋ยปรับปรุงบำรุงดิน และสาธิตวิธีการไถกลบตอซังที่ถูกต้องและเหมาะสมให้แก่เกษตรกรนำไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเอง นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ลดหมอกควัน ฝุ่นละออง PM 2.5 และภาวะโลกร้อน ที่เกิดจากการเผาตอซังพืช ซึ่งภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย สาธิตการไถกลบตอซังพืช โดย ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นผู้นำขบวนรถไถ เพื่อไถกลบตอซังพืชพร้อมกันทั่วประเทศ รวมทั้งมี

การแจกเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดให้เกษตรกรร่วมหว่านเมล็ดพันธุ์ในแปลงสาธิตอีกด้วย

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 ธันวาคม 2566