โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ทางเลือกใหม่ของการเมืองไทย ก้าวข้ามความขัดแย้ง สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน

วัน: 24 มีนาคม 2025

“ไพบูลย์”เตือน“แพทองธาร-เพื่อไทย”อย่าประมาท เตรียมตัวรอรับการขยายผลหลังศึกอภิปรายให้ดี มอง อาจมีคนยื่นศาลฯ จนเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

“ไพบูลย์”เตือน“แพทองธาร-เพื่อไทย”อย่าประมาท เตรียมตัวรอรับการขยายผลหลังศึกอภิปรายให้ดี มอง อาจมีคนยื่นศาลฯ จนเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

นายไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในวันที่ 24 มีนาคมว่า หลายเรื่องที่พรรคฝ่ายค้านรวมถึงพรรคพลังประชารัฐจะนำมาอภิปราย หากข้อมูลที่นำมามีความชัดเจน เช่น ชี้ให้เห็นว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีพฤติกรรมของความไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เช่น การครอบครองที่ธรณีสงฆ์ ก็จะถือว่าฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งตนเชื่อว่า จะมีส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีการพิจารณาถึงประเด็นดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมา ศาล รธน.มีบรรทัดฐานในการวินิจฉัยไว้อยู่แล้ว และยังมีบรรทัดฐานที่ศาลฎีกาด้วย ดังนั้น น.ส.แพทองธาร และพรรคเพื่อไทยอย่าเพิ่งไปประมาท คิดว่า จะผ่านไปง่าย ๆ ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้อาจจะเกิดเรื่องสำคัญมากขึ้นมาก็ได้

“หลังจบการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรื่องที่ถูกนำมาอภิปรายจะถูกนำไปขยายผลได้ เช่นเรื่องผลประโยชน์ชาติ หรืออาจจะแปลงเป็นคำร้องต่างๆ เช่นคำร้องยื่นกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือมีการส่งคำร้องไปศาลรัฐธรรมนูญที่มันก็อาจมีผล เช่นหากมีคำร้องไปศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากทั้งข้อกฎหมาย ความถูกต้องต่างๆ มันพร้อมทั้งองค์ประกอบ มันจะเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นมา“นายไพบูลย์ กล่าว

ส่วนการอภิปรายของพรรคพลังประชารัฐ นายไพบูลย์ กล่าวย้ำว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ท่านเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้ว และจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า พปชร.พร้อมทำหน้าที่ในทุกบทบาท และทันทีที่มีการเลือกตั้ง เราก็พร้อมที่จะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 มีนาคม 2568

พปชร.อึ้ง งบ soft power 5 พันกว่าล้าน ได้แค่กางเกงช้าง 77 จังหวัด

,

พปชร.อึ้ง งบ soft power 5 พันกว่าล้าน ได้แค่กางเกงช้าง 77 จังหวัด

        วันที่ 23 มี.ค. 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า “ตามที่ น.ส. แพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ได้ทำการโปรโมทกางเกงลายแต่ละจังหวัด 77 จังหวัด โดยคิดว่าเป็นซอฟพาวเวอร์ของประเทศไทยในการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568 ที่ผ่านมานั้น  โดยนายกรัฐนตรี ภาคภูมิใจผลงานกางเกง77 ลาย 77 จังหวัด และถิอว่าเป็น soft power ที่สำคัญของประเทศไทย
       เรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นความสามารถในการเข้าใจทฤษฎี soft powerยังไม่ดีพอ  รัฐบาลต้องศึกษาให้เข้าใจ  คิดให้ครอบคลุมทั้งระบบ อย่างเช่นที่ผ่านมา กางเกงช้าง ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของไทยอย่างหนึ่ง  แต่ปรากฎว่า มีการก๊อปปี้ เลียนแบบจากต่างประเทศ แถมราคาถูกกว่าทำให้พ่อค้าแม่ค้าไทย ไม่ได้ประโยชน์ อะไรเลย  ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลมีแนวทางในการป้องกันการก๊อปปี้หรือลอกเลียนแบบ   ตลอดจนไม่มีแนวทางที่ทำให้พ่อค้าแม่ค้าคนไทยได้ประโยชน์  แต่กลับขยายเป็นกางเกงแต่ละจังหวัด 77 จังหวัด แทน    ถ้ามีเวลาจะหาหนังสือที่โปรเฟสเซอร์ โจเซฟ ไนย์ (Joseph S. Nye) เขียนไว้  เช่น “Soft Power: The Means to Success in World Politics“ หรือ”The Future of Power”ส่งไปให้ท่านนายก ฯได้ลองอ่านดู เผื่อรัฐบาลจะได้เข้าใจเรื่อง soft power มากขึ้น  
           ซึ่งในขณะนี้ประเทศต่างๆได้พัฒนาซอฟพาวเวอร์ของตัวเองไปไกลแล้ว  จะสังเกต เห็นได้ว่า  ซอฟพาวเวอร์ทางด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film) มี ซีรี่ส์ จีน และเกาหลี ตลอดจนซีรี่ส์อินเดียกำลังมาแรงในตลาดภาพยนตร์ในประเทศไทย  ส่วน ซอฟพาวเวอร์จากต่างชาติทางด้าน อาหาร และเครื่องดื่ม (Food and Beverage) ที่บุกมาตลาดไทย  ไม่ว่าจะเป็น MIXUE,CHAGEE,HeyTea,WeDrink หรือBing Chun ยึดตลาดอาหารและเครื่องดื่มไทยเรียบร้อยแล้ว  ส่วน รัฐบาลไม่ได้มีแนวทางหรือมาตรการใดๆ ที่จะปกป้องหรือช่วยเหลือหรือส่งเสริมผู้ประกอบการ ทั้งเก่าและรายใหม่ของประเทศไทยแต่อย่างใด
          ตอบข้อซักถามกรณีที่ฝ่ายรัฐบาลคุยว่า จะมีเสียงฝ่ายค้านยกมือสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล  พล.ต.ท.ปิยะฯ กล่าวว่า “ถ้า สส.ซื้อได้ด้วยเงิน ยอมขายเสียง ขายตัว ขายศักดิ์ศรี แล้วประชาชนจะหวังพึ่งใคร ประชาชนต้องจดจำใครเป็น สส.ขายคัว  ขายศักดิ์ศรี จะได้ไม่เลือกมาในคราวหน้า  ประชาชนตัดสินได้ครับ  ว่า สส.ที่เขาเลือกมาเป็นอย่างไร”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 มีนาคม 2568

“พล.อ.ประวิตร“ แสดงภาวะผู้นำสอนมวย ”แพทองธาร“ประเทศชาติไม่ใช่เวทีให้มือสมัครเล่นมาซ้อมมือ  ชี้ ทำให้ปชช.หนี้ท่วมหัว หุ้นดิ่งเหว ความเชื่อมั่นของประเทศถดถอย

,

“พล.อ.ประวิตร“ แสดงภาวะผู้นำสอนมวย ”แพทองธาร“ประเทศชาติไม่ใช่เวทีให้มือสมัครเล่นมาซ้อมมือ  ชี้ ทำให้ปชช.หนี้ท่วมหัว หุ้นดิ่งเหว ความเชื่อมั่นของประเทศถดถอย

 เมื่อเวลา 09.10 น.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)กล่าวเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีพฤติการณ์อันไม่อาจไว้วางใจ      ให้บริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป คือการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ ที่ผิดพลาดล้มเหลว วันนี้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน ปัญหาปากท้องไม่ได้รับการแก้ไข อย่างที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นสัญญา พนักงานถูกเลิกจ้าง บริษัทปิดกิจการจำนวนมาก      ประชาชนหนี้ท่วมหัว ทั้งในระบบและนอกระบบ หนี้ครัวเรือนสูงถึง 104 % ราคาข้าวและพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ตลาดหุ้นดิ่งเหวในรอบ 3 ปีรัฐบาลไม่มีแนวทางอะไร ที่แก้ปัญหาปากท้องให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

  “ผมพยายามเอาใจช่วยนายกรัฐมนตรีให้แก้ปัญหาปากท้องให้กับพี่น้องคนไทยให้สำเร็จ เพราะเห็นว่านายกรัฐมนตรี เคยบริหารธุรกิจมาก่อน คงมีประสบการณ์ที่จะมาช่วยประเทศชาติได้ แต่ปรากฎว่า นายกรัฐมนตรีไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้น ซ้ำยังถอยหลังไปอีก จนจีดีพีของไทยรั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียน และที่สำคัญ คือ การตัดสินใจที่ผิดพลาด ขาดความรู้ ความเข้าใจ เรื่องเศรษฐกิจ ด้วยการตัดงบประมาณนับแสนล้านบาท ที่ควรอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ไปใช้ แจกเงินหมื่น ซึ่งธนาคารโลกและ กองทุนIMF ได้ออกมาเตือนแล้วว่า การแจกเงินหมื่นไม่ได้ผล แต่ควรกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ แทน ถ้านายกรัฐมนตรีได้ศึกษาข้อมูลเศรษฐกิจอย่างรอบคอบในทุกด้าน วันนี้คนไทยจะไม่ลำบาก ทุกข์ใจ ในเรื่องปากท้องอย่างแสนสาหัส”พล.อ.ประวิตร กล่าว
 
 พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า ตนเป็นห่วงประเทศชาติอย่างมาก และไม่สบายใจต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง คือเรื่องของ MOU 44 ที่วันนี้ท่านพาประเทศชาติไปสู่ความเสี่ยง เรื่องการสูญเสียดินแดน  และทรัพยากรทางทะเลมูลค่ามหาศาล และที่น่าเศร้าใจ คือ ลูกเรือประมงไทยที่นายกรัฐมนตรีรับปากว่าจะพากลับประเทศแต่ผ่านมา 4 เดือนแล้ว         ก็ยังไม่ได้กลับ

 ในฐานะที่ตนทำงานด้านความมั่นคงมาตลอดทั้งชีวิต ตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารบก รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตนทราบดีว่า การดำเนินงานด้านความมั่นคงไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจในหลายมิติมาก ตนเห็นใจนายกรัฐมนตรี ที่ต้องเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องที่ท่านไม่มีประสบการณ์ วันนี้ประเทศชาติไม่ใช่เวที ให้มือสมัครเล่น มาซ้อมมือ
 
 พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวต่อว่า การบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะร่างกฎหมายประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือที่เรียกกันว่า เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่รัฐบาลพยายามจะผลักดัน มันมีช่องให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องได้อย่างมาก ตนขอย้ำว่า โครงการนี้อันตรายอย่างที่สุด เพราะจะทำให้เกิดธุรกิจสีเทาตามมาอีกมาก ซึ่งทุกวันนี้ การปล่อยปละละเลยในเรื่องต่างๆก็ส่งผลให้ไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงินของธุรกิจสีเทา และปัญหาอาชญากรรมมากมายอยู่แล้ว นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังขาดคุณสมบัติตาม รธน.มาตรา 160 ( 4 )(5)ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะเรื่องการถือหุ้น บริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ตลอดจนการปล่อยปละละเลย ให้บุคคลในครอบครัวกระทำการให้เกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน
ซึ่งเรื่องนี้ตนขอให้เป็นหน้าที่ตรวจสอบขององค์กรที่เกี่ยวข้องต่อไป ผลเป็นเช่นไร ตนเชื่อว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินท่านเอง
 
 ”ทั้งหมดที่ผมกล่าวมา ไม่ใช่การกล่าวด้วยอคติ แต่ข้อมูลหลักฐานต่างๆ สส. พรรคพลังประชารัฐอีก 4 คนจะนำเสนอในรายละเอียดต่อไป ผมขอขอบคุณ สส.ทุกท่านในที่นี้ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี และประชาชนทุกคน ที่รับฟังในสิ่งที่ผมพูด ผมเป็นคนพูดไม่เก่ง อาจไม่กระฉับกระเฉงเท่าตอนเป็นหนุ่มๆ ผมจึงใช้ ใจบันดาลแรงในการบริหารประเทศให้สำเร็จมาได้หลายอย่าง ส่วนนายกรัฐมนตรีเป็นคนหนุ่มสาวที่ยังมีแรง ผมเชื่อว่าถ้าท่านบริหารประเทศด้วยสติปัญญา มีความอ่อนน้อม แต่หนักแน่นในหลักการ ยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าครอบครัวพวกพ้อง ผมเชื่อว่าประชาชน จะชื่นชมและยอมรับท่านเอง ขอให้โชคดีครับ“พล.อ.ประวิตร กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 มีนาคม 2568

“พิมพ์พร”จี้ “แพทองธาร”แจงบัญชีทรัพย์สินให้ชัด ถาม มีเจตนาผ่องถ่ายทรัพย์สินให้ญาติหรือไม่ บอกหาภงด.94 ไม่เจอ เข้าข่ายไม่เสียภาษี ?

,

“พิมพ์พร”จี้ “แพทองธาร”แจงบัญชีทรัพย์สินให้ชัด ถาม มีเจตนาผ่องถ่ายทรัพย์สินให้ญาติหรือไม่ บอกหาภงด.94 ไม่เจอ เข้าข่ายไม่เสียภาษี ?

 เมื่อเวลา 09.30 น.น.ส.พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ สส.เพชรบูรณ์ เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีว่า เรื่องนิติกรรมที่เป็นข้อสงสัยต่อสาธารณะ การยื่นแสดงในทรัพย์สินและหนี้สินของนายกฯ ซึ่งบัญชีแสดงรายการหนี้สินอื่นจำนวนกว่า 4,434 ล้านบาท หนี้สินนี้ประกอบไปด้วยหนี้ตามต่อสัญญาใช้เงินเพื่อชำระค่าหุ้นให้กับพี่น้องเครือญาตและบุคคลในครอบครัวของนายกฯ    ซึ่งจากการตรวจสอบตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว ทั้ง 9 ฉบับเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559 ล้วนเป็นตัวสัญญาใช้เงินที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ชำระหนี้คืนและไม่มีการคิดดอกเบี้ย

 “กรณีนี้ดิฉันไม่เข้าใจว่า นายกรัฐมนตรีมีเจตนาที่จะผ่องถ่ายทรัพย์สินโอนหุ้น กันระหว่างเครือญาติหรือไม่ เพราะโดยปกติในการกู้ยืมเงินกัน หรือการซื้อขายกันหากมีการกู้ยืมเงินกันจริงก็ต้องมีการกำหนดระยะเวลาใช้คืน และมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ ซึ่งตั๋วเงินสัญญาในลักษณะนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ระบุว่าหากเป็นการกู้ยืมการระหว่างบุคคลและไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยกันไว้ สามารถเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมายได้ร้อยละ 3 บาทต่อปี ซึ่งในลักษณะตัวสัญญาใช้เงินจำนวนดังกล่าว หากคิดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จะคิดดอกเบี้ยได้เป็นจำนวนเงินถึง 132 ล้านบาท ต่อปี ซึ่งรัฐสามารถเก็บภาษีต่อเนื่องได้อีกเป็นจำนวนเงินหนึ่ง”น.ส.พิมพ์พร กล่าว

 น.ส.พิมพ์พร กล่าวว่า เงินจำนวนนี้อาจจะไม่ได้มากนัก แต่หากเงินจำนวนนี้ตกไปในพื้นที่ถิ่นทุรกันดารแบบที่ประชาชนรอคอยความช่วยเหลือ เงินจำนวนนี้ก็จะสามารถสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับพี่น้องในพื้นที่ได้ และจากการตรวจสอบเอกสารภาษีในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและใช้หนี้สิน กลับไม่พบการตั้งหนี้ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเอาไว้และไม่พบรายจ่ายสำหรับภาษีเงินได้ที่แจ้งเอาไว้เช่นกัน ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่า การกู้เงินตามตั๋วสัญญา      ดังกล่าวนี้เป็นการทำนิติกรรมที่อาจทำให้รัฐเสียหายจากรายได้ภาษีหรือไม่ และบทบัญญัติประมวลรัษฎากรมาตรา 39 คือเงินได้พึงประเมิน ย่อมหมายถึงตัวเงินที่เป็นตัวเงิน รวมถึงทรัพย์สินและประโยชน์อย่างอื่นที่อาจประเมินมูลค่าเป็นตัวเงินได้ ฉะนั้น ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวที่เกิดจากการได้รับหุ้นก็ต้องถือเป็นเงินได้พึงประเมินเช่นเดียวกัน ส่วนประเด็นความผิดที่อาจจะเกิดขึ้นจากตัวสัญญาใช้เงินกว่า 4,434 ล้านบาท ซึ่งหากมองในแง่ของการทำธุรกรรมกรณีดังกล่าวอาจจะไม่ชี้ชัดว่าขัดต่อเรื่องข้อกฎหมายในข้อใดอย่างชัดเจน แต่หากมองในเรื่องของจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งหากนายกฯจะสามารถชี้แจงได้ก็คงเป็นประโยชน์กับสาธารณะ

 น.ส.พิมพ์พร กล่าวต่อด้วยว่า เรื่องการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนายกฯ ซึ่งเอกสารได้แสดงถึงรายได้และรายจ่ายต่อปีโดยประมาณ และรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สิน ซึ่งรายการดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามกฎหมายตามประมวลรัษฎากรมาตราที่ 40 (5) ซึ่งผู้มีเงินได้ตามรายการดังกล่าวนั้นจะต้องยื่นแบบแสดงรายการการเสียภาษีด้วยแบบ ภงด.94 นั่นหมายความว่าการที่นายกฯ ได้แสดงรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สินแต่กลับไม่พบแบบแสดงรายการภาษี ภงด.94 ปรากฏอยู่ในเอกสารประกอบรายการทรัพย์สินที่นายกฯ ยื่นไว้ ที่พบเพียงภงด.90 และ 91 ซึ่งหากนายกฯไม่ได้ยื่นภงด.94  อาจจะเข้าข่ายความผิดต่อหน้าที่ของบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 50 (9) นั่นคือหน้าที่ของปวงชนชาวไทยที่ต้องเสียภาษีตามที่กฎหมายบัญญัติ และในกรณีดังกล่าวอาจจะไม่ได้มีความผิดร้ายแรงหากนายกฯ ได้ยื่นเพิ่มเติมหลังจากตรวจสอบเสียภาษี เสียเงินเพิ่ม และเสียเบี้ยปรับไปแล้ว แต่อย่างไรก็ดีการที่ท่านเป็นนายกฯ นั่นหมายความว่าท่านต้องมีความละเอียดรอบคอบให้มากที่สุด เนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดินการตัดสินใจที่ผิดพลาด ขาดความละเอียดรอบคอบนั้น อาจจะนำพาให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายได้เช่นกัน

 “การเปลี่ยนแปลงการโอนหุ้น ตนตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อมีการโอนหุ้นเกิดขึ้นแล้วการโอนหุ้นนี้กลับไม่ปรากฏรายได้ค่าหุ้นค้างรับหรือรายได้จากการขายหุ้นใดๆที่แสดงในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่นายกฯ ได้ยื่นแสดงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และรายได้ที่นายกฯแสดงก็ไม่ปรากฏถึงรายได้จากการโอนหุ้น ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่านายกฯ อาจยื่นแสดงรายการขายทรัพย์สินไม่ครบถ้วนหรือไม่ เพราะหากนายกฯบอกว่าเป็นการโอนหรือการให้โดยเสน่หาท่านก็ยังคงต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกอยู่ดี ดิฉันจึงอยากให้นายกไปชี้แจงประเด็นทางบัญชีต่างๆ ด้วย”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 มีนาคม 2568

“สนธิรัตน์”ชี้ ปมปัญหาข้าวไทยที่รัฐแก้ไม่ตก เหตุแพงกว่าประเทศอื่น ไม่ใช่เพราะอินเดียกลับมาส่งออก แนะคนผลิต-คนขาย ต้องทำหน้าที่สอดรับในทิศทางเดียวกัน

“สนธิรัตน์”ชี้ ปมปัญหาข้าวไทยที่รัฐแก้ไม่ตก เหตุแพงกว่าประเทศอื่น ไม่ใช่เพราะอินเดียกลับมาส่งออก แนะคนผลิต-คนขาย ต้องทำหน้าที่สอดรับในทิศทางเดียวกัน

เมื่อวันที่ 20 มี.ค.นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นประธานกรรมการด้านการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ โพสต์เฟสบุ๊คระบุถึงปัญหาราคาข้าวไทยในขณะนี้ว่า วังวนเรื่องข้าว คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐยังแก้ไม่ตก ผลผลิตต่อไร่ต่ำ ราคาแพงกว่า จะสู้อย่างไร? ผมเห็นราคาข้าวในช่วงที่ผ่านมาหลังอินเดียประกาศจะส่งออกเพื่อชิงส่วนแบ่งทางการตลาดข้าวกลับคืน ราคาหล่นฮวบในพริบตา อินเดียกลับมาทวงคืนความเป็นเจ้าตลาดข้าวอีกครั้ง ซึ่งข้าวที่ส่งออกส่วนใหญ่ไม่ใช่ข้าวบาสมาติ (Basmati) แต่ 77% เป็นข้าวขาว เหมือนกับไทยที่ข้าวที่ส่งออกส่วนใหญ่ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิเหมือนกันแต่เป็นข้าวขาว ถึงเวลาอินเดียประกาศมาส่งออกทีไร ราคาข้าวไทยชะงักทุกที

นายสนธิรัตน์ กล่าวต่อว่า ตนมองว่า คำตอบของภาครัฐที่บอกว่า ราคาข้าวตก เพราะอินเดียกลับมาส่งออกนั้น มีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ไม่เพียงพอ เพราะการหาตลาดแบบที่กระทรวงพาณิชย์พยายามทำอยู่นั้น คือการแก้ที่ปลายเหตุแล้ว ประเด็นหลักของตนคือ ราคาข้าวขาวของเราที่แพงกว่าพ่อค้าเจ้าอื่น เช่น ข้าวขาว 5% ไทยราคา 424 เหรียญต่อตัน เวียดนาม ราคา 392-396 เหรียญ/ตัน อินเดีย 403 -407 เหรียญต่อตัน ขณะที่ข้าวขาว 25% ไทยเราราคา 411 เหรียญต่อตัน ขณะที่เวียดนาม 370 เหรียญต่อตัน อินเดีย 390 เหรียญต่อตัน

“ตลาดข้าวขาวเราแข่งกันด้วยราคาล้วน ๆ อย่าง ตลาดดั้งเดิมเราอย่างฟิลิปปินส์เราเสียแชมป์ให้กับเวียดนามไปด้วยเหตุทางด้านราคา หากราคาดี ต่อให้เจอประกาศส่งออกก็พอที่จะรักษาลูกค้าตลาดข้าวได้อยู่บ้าง ซึ่งปัญหาด้านราคาของเราคือ ต้นทุนที่ยังไม่ลด ผลผลิตต่อไร่ก็ยังไม่สูง โดยผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 400 -600 กก. ต่อไร่ ขณะที่คู่แข่งเวียดนาม อินเดีย ผลผลิตต่อไร่ เขาเฉลี่ยอยู่ที่ 600-900 กก.ต่อไร่ หรือบางสายพันธุ์พัฒนาไปแล้วให้ผลผลิตเกินกว่า 1,000 กก. ต่อไร่ก็มี
อันนี้พูดถึงเฉพาะข้าวขาวก็หืดขึ้นคอแล้ว ยังไม่รวมพันธุ์ข้าวพื้นนุ่มที่เป็นที่ต้องการของตลาดเอเชีย ซึ่งเรามีเพียง 17 สายพันธุ์ที่รองรับโดยกรมการข้าว ขณะที่ข้าวพื้นแข็งมี 57 สายพันธุ์ ส่วนตลาดข้าวหอมมะลิที่เป็นตลาดเฉพาะถูกท้าทายพอสมควรหลังเวียดนามพัฒนาพันธุ์ข้าวเจาะตลาดเฉพาะอย่างสายพันธุ์ ST ให้ผลผลิตสูงกว่า 1,000 กก.ต่อไร่”นายสนธิรัตน์ ระบุ

นายสนธิรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ลำพังหาตลาดไม่พอ ต้องฮึดสู้กว่านี้ ถ้าอยากจะแข่งขันได้ คนผลิตกับคนขายต้องทำหน้าที่สอดรับในทิศทางเดียวกัน ไม่เช่นนั้นเหนื่อยแน่ ยิ่ง สศก. ปล่อยตัวเลขประมาณการปีนี้ 34.87 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 22 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 4 % หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตั้งรับมือกันดี ๆ ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามวนมาอีกรอบ

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 มีนาคม 2568

“สส.สุธรรม”ข้องใจคนในครอบครัวนายกฯ โอนหุ้นอัลไพน์ไปมา-หวงแหนที่ดินธรณีสงฆ์ แนะ หากจะยุบสภาควรคืนที่ธรณีสงฆ์ให้วัด ตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาคเพื่อล้างบาป

,

“สส.สุธรรม”ข้องใจคนในครอบครัวนายกฯ โอนหุ้นอัลไพน์ไปมา-หวงแหนที่ดินธรณีสงฆ์ แนะ หากจะยุบสภาควรคืนที่ธรณีสงฆ์ให้วัด ตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาคเพื่อล้างบาป

เมื่อเวลา 13.00 น.นายสุธรรม จริตงาม สส.พรรคพลังประชารัฐ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ในประเด็นความซื่อสัตย์สุจริต มีพฤติการณ์เอาเปรียบประชาชน และสังคม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและครอบครัว โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติ จึงเป็นบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติและความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเหตุที่ตั้งข้อกล่าวหารุนแรงมาจากพฤติการณ์ของนายกรัฐมนตรี ที่ได้หากินในที่ดินธรณีสงฆ์ซึ่งเป็นสมบัติของวัดธรรมิการาม ด้วยการถือหุ้นในบริษัทอัลไพน์กอล์ฟ แอนด์สปอร์ตคลับจำกัด ซึ่งศาลตัดสินแล้ว ควรถึงเวลาที่จะคืนที่ดินให้วัดตามเจตนารมณ์ของผู้ยกที่ดินให้กับทางวัด

นายสุธรรม กล่าวว่า ในฐานะชาวพุทธไม่สบายใจที่มีผู้มาหากินกับทรัพย์สินของทางวัด และถือว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีเป็นการขัดกันของผลประโยชน์ เพราะหลังจากรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วต้องถือหมวก 2 ใบ คืนในฐานะ นายกรัฐมนตรี และลูกที่เพิ่งโอนหุ้นให้กับมารดาของตนเอง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทนี้มีการโอนหุ้นกันไปมาภายในครอบครัว โดยไม่ทราบว่าพฤติกรรมของครอบครัวนี้ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ทั้งที่ร่ำรวยมีทรัพย์สินเป็นหมื่นล้านบาท เพราะเหตุใดจึงหวงแหนที่แปลงนี้ จึงถือเป็นเรื่องส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีที่ต้องชี้แจงด้วยตนเอง เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องศีลธรรมและความซื่อสัตย์ แต่ไม่อยากต่อว่ามากเพราะตอนที่นายกรัฐมนตรีถือหุ้นบริษัทอัลไพน์ยังเด็ก และไม่ทราบเรื่องราวภายในครอบครัวนี้ แต่ก็ย่อมปฏิเสธพฤติกรรมในอดีตไม่ได้ จึงถือว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนรวม
คนที่เป็นนายกฯ ของประเทศไทยไม่ควรมีพฤติกรรมเช่นนี้ถือว่าเสื่อมเสียเกียรติ

“หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ หากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภาหรือลาออก ควรจะพูดคุยกับคนในครอบครัว คืนที่ดินแปลงนี้ให้กับวัดเพื่อลบล้างบาปผลกรรมที่ทำไว้กับทางวัดมายาวนาน”นายสุธรรม กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 มีนาคม 2568

“พล.อ.ประวิตร“ลงนามตั้งศูนย์ประสานงานข้อมูลเขต 77 จังหวัด ตั้งเป้ารวบรวมข้อมูล แต่ละพื้นที่ หนุนงาน สส.เตรียมสู้ศึกเลือกตั้ง 2570

“พล.อ.ประวิตร“ลงนามตั้งศูนย์ประสานงานข้อมูลเขต 77 จังหวัด ตั้งเป้ารวบรวมข้อมูล แต่ละพื้นที่ หนุนงาน สส.เตรียมสู้ศึกเลือกตั้ง 2570

เมื่อวันที่ 19 มี.ค.  2568.  นายไพบูลย์ นิติตะวัน  เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)  เปิดเผยว่า  พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ได้ลงนามในคำสั่งพรรคพลังประชารัฐ ที่ 9/2568 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เรื่อง จัดตั้งศูนย์ประสานข้อมูลเขตเลือกตั้ง 77 จังหวัด โดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 5 พ.ศ.2566 ข้อ 17 (1) (จ) (ซ) ระเบียบพรรคพลังประชารัฐว่าด้วยการจัดโครงสร้างและแบ่งหน่วยงานภายในสำนักงานเลขาธิการพรรคการเมือง พ.ศ.2567 ข้อ 8 ประกอบมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ครั้งที่
10/2567 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 และ ครั้งที่ 5/2568 วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 จึงให้จัดตั้ง
ศูนย์ประสานข้อมูลเขตเลือกตั้ง 77 จังหวัด ประกอบด้วย
1.นายภัครธรณ์ เทียนไชย รองเลขาธิการพรรค เป็นผู้อำนวยการศูนย์
2.นายมนูญ พรหมลักษณ์ เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์
3.นายดารศักดิ์ สุทธิโภชน์ เป็นเจ้าหน้าที่
4.นางสุภาวดี ขีดขิน เป็นเลขานุการศูนย์

โดยมีหน้าที่และอำนาจ
1.จัดเก็บข้อมูลในเขตเลือกตั้งแต่ละจังหวัด เพื่อนำมาสนับสนุนการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและทีมงานของพรรคในการสร้างคะแนนนิยมในแต่ละพื้นที่
2.สนับสนุนข้อมูลแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคและทีมงานของพรรค เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการทำงานในสภาและในพื้นที่
3.จัดเก็บข้อมูลผู้ที่สมควรลงสมัครผู้สมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อประกอบการพิจารณาให้กับคณะกรรมการบริหารพรรคหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
4.ดำเนินการและปฏิบัติงานอื่นใดตามที่หัวหน้าพรรคมอบหมาย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 ทั้งนี้ นายภัครธรณ์ เทียนไชย ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯได้ดำรงตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และก่อนที่จะมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ เคยดำรงตำแหน่งเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีและผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว      

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 มีนาคม 2568

“สส.คอซีย์” ถามความชัดเจน ปมงบประมาณสนับสนุนโรงเรียนตาดีกา จากกระทรวงมหาดไทย ชี้ ต้องสร้างความเข้าใจให้ครอบคลุม จังหวัดชายแดนใต้

“สส.คอซีย์” ถามความชัดเจน ปมงบประมาณสนับสนุนโรงเรียนตาดีกา จากกระทรวงมหาดไทย ชี้ ต้องสร้างความเข้าใจให้ครอบคลุม จังหวัดชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 68 นายคอซีย์ มามุ สส.ปัตตานี เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวหารือในที่ประชุมกับสภาผู้แทนราษฎรว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากชมรมตาดีกา ประกอบด้วยจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา เนื่องจากโรงเรียนตาดีกา จัดตั้งขึ้นโดยมัสยิดต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดการเรียนการสอนความรู้พื้นฐานด้านศาสนาให้กับเด็ก แต่ปัจจุบันมีปัญหาขาดความพร้อมในด้านบุคลากร ด้านสถานที่ และด้านสื่อการเรียนการสอน ต่อมาจังหวัดสตูลได้มีหนังสือสอบถามประเด็นดังกล่าวไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นว่าจะสามารถสนับสนุนงบประมาณให้กับมัสยิด เพื่อพัฒนาโรงเรียนตาดีกาหรือโรงเรียนปอเนาะได้หรือไม่

นายคอซีย์ กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทยหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตอบข้อหารือว่า องค์กรท้องถิ่นอาจสนับสนุนการพัฒนาการเรียนการสอนเป็นค่าอาหาร ค่าจ้างครูผู้สอนได้ตามระเบียบที่ได้กำหนดให้องค์กรท้องถิ่น โดยผู้ขอรับสนับสนุนต้องเป็นมัสยิดที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ตนจึงได้มีหนังสือขอนำคณะเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอนำประธานชมรมโรงเรียนตาดีกา จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าพบเพื่อให้กระทรวงมหาดไทยเปลี่ยนการตอบรับข้อหารือ เป็นการสร้างความเข้าใจในวิธีปฏิบัติและวิธีดำเนินการให้ครอบคลุมทุกจังหวัดชายแดนใต้

“โดยมีคำถามว่า หน่วยงานตรวจสอบมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการดำเนินงานอยู่ในอำนาจหน้าที่หรือไม่ และยังมีองค์กรท้องถิ่นที่ยังไม่เข้าใจการดำเนินการ เนื่องจากเป็นเพียงการตอบข้อหารือของจังหวัดสตูล ควรมีวาระการขยายผลเพื่อความชัดเจน เนื่องจากเห็นว่า ปัญหาการยกระดับการเรียนการสอนด้านศาสนาให้มีมาตรฐานและถูกต้อง เป็นสิ่งที่ชาวมุสลิมมีความต้องการ“ นายคอซีย์ กล่าว

นายคอซีย์ กล่าวต่อว่า ตนขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย จัดเวทีประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจในการส่งเสริมสนับสนุนการเรียนตาดีกา โดยมีผู้เข้าร่วมรับทราบแนวทางดำเนินการที่ถูกต้องประกอบด้วยผู้บริหารท้องถิ่น ปลัดองค์กรท้องถิ่น ผู้อำนวยการกองการศึกษา ชมรมตาดีกา และองค์กรท้องถิ่นชายแดนใต้ หวังว่าการพัฒนาการศึกษาที่ดีต่อลูกหลานมุสลิมจะเป็นการพัฒนาความเจริญที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ดีต่อชายแดนใต้

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 มีนาคม 2568

“พล.อ.ประวิตร“ลงนามตั้ง“สุธรรม จริตงาม”นั่งรองเลขาธิการ พรรคพลังประชารัฐ

“พล.อ.ประวิตร“ลงนามตั้ง“สุธรรม จริตงาม”นั่งรองเลขาธิการ พรรคพลังประชารัฐ

เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2568 นายไพบูลย์ นิติตะวัน  เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ลงนามในคำสั่งพรรคพลังประชารัฐ ที่ 10/2568 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เรื่อง แต่งตั้งรองเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ โดยมีเนื้อหาว่า เพื่อให้การบริหารงานของพรรคพลังประชารัฐเป็นไปด้วยความเรียบร้อยมีประสิทธิภาพ บรรลุตามอุดมการณ์ วัตถุประสงค์ และนโยบายของพรรค จึงอาศัยอำนาจตามข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ พ.ศ.2561 และแก้ไขเพิ่มเติม ข้อ17(1) (ช) และข้อ 17(2) แต่งตั้งนายสุธรรม จริตงาม สส. นครศรีธรรมราช เขต 6 เป็นรองเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้ปัจจุบัน นายสุธรรม  ยังดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค และมีบทบาทสำคัญ ในการเป็นตัวแทนพรรค ในฐานะวิป พรรคร่วมฝ่ายค้านด้วย

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 มีนาคม 2568