โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ทางเลือกใหม่ของการเมืองไทย ก้าวข้ามความขัดแย้ง สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน

วัน: 6 กรกฎาคม 2024

“สส.สุธรรม” เผย กมธ.เกษตร สภาฯ ดูงานเวียดนาม แลกเปลี่ยนข้อมูล พร้อมสร้างโอกาสส่งเสริมสินค้าทางการเกษตรของทั้ง 2 ประเทศ

,

“สส.สุธรรม” เผย กมธ.เกษตร สภาฯ ดูงานเวียดนาม แลกเปลี่ยนข้อมูล พร้อมสร้างโอกาสส่งเสริมสินค้าทางการเกษตรของทั้ง 2 ประเทศ

นายสุธรรม จริตงาม สส.นครศรีธรรมราช เขต 6 พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรฯ สภาผู้แทนราษฏร เปิดเผยว่า คณะ กมธ.เกษตรฯ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศเวียดนาม โดยได้ไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวที่เมืองเกิ่นเทอชื่อว่า “CUU LONG DELTA RICE RESEARCH INSTITUTE” ที่ก่อตั้งปี ค.ศ. 1977 มีพื้นที่ทั้งหมด 360 เฮกต้า หรือ 2,250 ไร่ ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 134 คน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล 50% ส่วนที่เหลือศูนย์วิจัยหารายได้เอง

นายสุธรรม กล่าวต่อว่า ประเทศเวียดนามให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนามาก ศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวของเวียดนามมีแนวทางการวิจัยที่ชัดเจนตามเป้าหมายของรัฐบาลเช่น พัฒนาพันธุ์ที่ต้านทานโรคได้ดี ให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทยถึง 3 เท่า พัฒนาให้เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น พัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่น้ำท่วมหรือน้ำเค็ม ใช้งานวิจัยเป็นการแก้ปัญหา เช่น ทำอย่างไรจะปลูกข้าวได้ปีละ 3 ครั้ง ก็พัฒนาสายพันธุ์ที่เก็บเกี่ยวได้ภายใน 85 วันขึ้นมา การพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีวิตามิน A สูง เป็นต้น และตอนนี้เวียดนามกำลังคิดว่า การปลูกข้าวมีรายได้ต่ำกว่าผลไม้ จะเปลี่ยนจากการปลูกข้าวมาปลูกผลไม้แทน ซึ่งในอนาคตเวียดนามก็อาจชิงส่วนแบ่งทางการตลาดจากไทยเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ คณะ กมธ.เกษตรฯยังเข้าเยี่ยมชม GO! Mall สาขา An Lac เพื่อศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับช่องทางการนำเข้า, หลักเกณฑ์และมาตรฐานในการพิจารณาคัดเลือกสินค้าประเภทสินค้าการเกษตรที่ต้องการจะนำเข้าเพื่อจัดจำหน่ายในธุรกิจค้าปลีกของเวียดนาม ตลอดจนถึงได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างโอกาสในการนำเสนอและส่งเสริมสินค้าทางการเกษตรให้แก่ลูกค้าของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

“การดูงานที่ประเทศเวียดนามในครั้งนี้ กมธ.มีโอกาสประชุมกับส่วนราชการที่รับผิดชอบด้านการเกษตรของประเทศเวียดนามถึง 2 ครั้ง และได้ไปดูงานของภาคเอกชนเวียดนาม 4 ครั้ง ถือว่าคุ้มค่า และได้ประสบการณ์ ความรู้ กลับมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทภาคเกษตรของประเทศไทย” นายสุธรรม กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 6 กรกฎาคม 2567

“สส.อามินทร์”เผย กมธ.การมั่นคงแห่งรัฐฯ เยือนโปแลนด์ ศึกษาแนวทางการรับมือผู้ลี้ภัย ที่มีประสิทธิภาพ พร้อมวิธีการรับมือต่อเหตุความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน

,

“สส.อามินทร์”เผย กมธ.การมั่นคงแห่งรัฐฯ เยือนโปแลนด์ ศึกษาแนวทางการรับมือผู้ลี้ภัย ที่มีประสิทธิภาพ พร้อมวิธีการรับมือต่อเหตุความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน

นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ความมั่นคงแห่งรัฐกิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่าตนได้เดินทางมาร่วมศึกษาดูงานกับคณะกรรมาธิการที่โปแลนด์-ยูเครน โดยได้เข้าพบกับสถานทูต และเข้าชมรัฐสภาของที่นี่ ซึ่งเป้าหมายหลักของการมาครั้งนี้คือต้องการศึกษาเรื่องการบริหารจัดการชายแดนของโปแลนด์ ซึ่งถือเป็นขอบแดนของ EU ที่ประชิดยูเครน ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะสงครามและต้องรับผู้อพยพจำนวนมาก ถ้ารวมหลายๆด่านมีนับล้านคนที่ผ่านด่านในระยะเวลาสั้นๆ

นายอามินทร์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูงานครั้งนี้คือ เรื่องกิจการชายแดนที่ติดกับบริเวณการสู้รบ โดยที่นี่ได้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างมาก ระบบ Ai ระบบ ไบโอเมทริก ภายในด่านเจ้าหน้าที่ไม่มีการพกพาอาวุธ มั่นใจในระบบป้องกันด้านความมั่นคง การเดินทางเข้าออก ตรวจค้นอย่างละเอียด แต่ใช้เวลาต่อคันเพียง 2 นาทีเท่านั้น ก็จะเสร็จสิ้นพิธีการทางศุลกากร สภาวะความไม่สงบของยูเครน ซึ่งติดกับโปแลนด์ยังคงต้องมีการเฝ้าระวังต่อเนื่อง เหมือนเช่นกันกับประเทศเราที่ติดกับชายแดนเมียนมาร์ การที่ได้มาดูงานถึงที่ทำให้เราได้เข้าใจหลายส่วนได้ลึกขึ้น และสามารถนำกลับไปพัฒนากิจการชายแดนของเราต้องเสริมหรือปรับอะไร เพื่อให้ความมั่นคงของประเทศอยู่ในจุดที่ปลอดภัยที่สุด

นายอามินทร์ ยังกล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ กมธ.ยังได้ไปเยี่ยมเยียนกระทรวงกลาโหม และกระทรวงการต่างประเทศ และกองกำลังพิทักษ์ชายแดนของโปแลนด์ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระบบผู้แทนสภา ทั้งในมิติของการเตรียมความพร้อมทางการทหาร การพัฒนาความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ โดยคณะกรรมาธิการเห็นว่า ทั้ง 2 ประเทศสามารถนำประสบการณ์นี้มาปรับใช้กับประเทศไทยได้ และการเดินทางครั้งนี้สามารถนำความรู้ที่ได้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ และพัฒนาความร่วมมือกันของทั้งสองประเทศได้เป็นอย่างดี

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 6 กรกฎาคม 2567