โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ทางเลือกใหม่ของการเมืองไทย ก้าวข้ามความขัดแย้ง สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน

ป้ายกำกับ: ข่าวกิจกรรมพรรค

“พล.อ.ประวิตร” ทำทีมใหญ่ล่องภาคใต้เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ จ.สงขลา ชูนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ขอเสียงกวาดทั้ง 9 เขต ลั่นพร้อมรับใช้ ปชช.

,

“ไพบูลย์”แถลง พปชร.ประชุมใหญ่สามัญพรรคฯรับรองการดำเนินงานในรอบปีงบการเงินพรรค รับรอง 20 นโยบายสำคัญของพรรค “ 3 ลด ค่าใช้จ่าย 7 เพิ่มเงินปชช.”

วันที่ 28 เมษายน 2566 เวลา 18.00 น. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลงพื้นที่ จ.สงขลา เปิดเวทีปราศรัยใหญ่แห่งแรกของภาคใต้ ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติสงขลา นำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยแกนนำพรรคประกอบด้วย นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคเหนือ นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค ดร.คณิศ แสงสุพรรณ ทีมนโยบายพรรค นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแกนนำภาคใต้ พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส. จ.สงขลา ทั้ง 9 เขต ได้แก่ นายภวัต นิตย์โชติ เขต1 เบอร์ 7 นายอดิสัณห์ ชัยวิวัฒน์พงศ์ เขต 2 เบอร์ 6 นายอาทิตย์ สุวิทย์ เขต 3 เบอร์ 5 นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว เขต 4 เบอร์ 1 นายญาณพง เพชรบูรณ์ เขต 5 เบอร์ 6 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ เขต 6 เบอร์ 5 นายธเนศ ล่องนาวา เขต 7 เบอร์ 7 นายธีรพงศ์ ดนสวี เขต 8 เบอร์ 3 และนายล่องหิ้น ทิพย์แก้ว เขต 9 เบอร์ 2 ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยประชาชนในจังหวัดและพื้นที่ข้างเคียง เข้าร่วมรับฟังนโยบายเต็มพื้นที่ กว่า 8,000 คน เต็มความจุศูนย์ประชุม เพราะครั้งนี้ถือเป็นการปราศรัยใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้เป็นครั้งแรก ประชาชนต่างโบกธงให้กำลังใจ พร้อมประสานเสียงโห่ร้องเชียร์ เบอร์ 37 อย่างต่อเนื่อง

พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พลังประชารัฐได้นำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากมาย ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เพิ่มเป็น 700 บาทต่อเดือน ลดราคาน้ำมัน ราคาแก๊ส และค่าไฟฟ้าลงในทันทีที่เข้ามาเป็นรัฐบาล โดยจะลดราคาน้ำมันเบนซินลง 18 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซลลด 6.30 บาทต่อลิตร ซึ่งจะทำทันทีที่พลังประชารัฐได้เข้ามาเป็นรัฐบาล รวมทั้งยังมีมาตรการลดราคาแก๊สให้เหลือ 250 บาทต่อถัง ที่สำคัญ คือ ลดค่าไฟฟ้าครัวเรือนให้เหลือ 2.50 บาทต่อหน่วย และลดค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมเหลือ 2.70 บาทต่อหน่วย เพื่อมอบความสุขให้ประชาชนด้วยความจริงใจ พลังประชารัฐจะทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้น

นอกจากนี้ พรรคพลังประชารัฐ ยังมีนโยบายดูแลทุกช่วงวัย ‘แม่ บุตร ธิดา ประชารัฐ’ แจกเงินคนท้องเดือนละ 10,000 บาท เป็นเวลา 5 เดือนจนกว่าจะคลอด และเงินช่วยดูแลลูกอีกเดือนละ 3,000 บาท จนถึง 6 ขวบ เพื่อให้สตรีมีขวัญกำลังใจในการช่วยกันเพิ่มประชากร และอีกหนึ่งนโยบายที่สำคัญก็คือ มีเราไม่มีแล้ง มีน้ำไม่มีจน ที่เราได้บริหารจัดการมากว่าสามปี ได้ทำให้น้ำบนดิน น้ำใต้ดิน น้ำบ่อ น้ำตื้นต่างๆ เช่นเดียวที่ดินกิน ถ้ามีเราก็มีที่ดินทำกิน ไม่มีจน เราจะทำให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศมีที่อยู่ที่อาศัย ที่ประกอบสัมมาวิชาชีพ ทั้งนี้เราจะสนับสนุนเงินให้เกษตรกรทั่วประเทศ จำนวน 30,000 บาท ทั้ง 8 ล้านครอบครัว เพื่อแก้ปัญหาความยากจน

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวปราศรัยว่า ถ้าเลือกพรรคพลังประชารัฐวันนี้ หมายความว่าพี่น้องประชาชนเลือกตัวแทนที่จะเข้าไปเป็นรัฐบาลที่จะมาดูแลพวกเราอย่างเต็มศักยภาพ และทำให้ชีวิตของชาวใต้ยกระดับขึ้น ขอให้ทุกคนคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เราจะได้รับอะไรคืนมา

“ประเทศไทยวันนี้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ พรรคพลังประชารัฐจึงเล็งเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุในประเทศไทยทุกคน ด้วยการมอบสวัสดิการดูแลเป็นรายเดือน รวมไปถึงอนาคตของลูกหลานของเรา ก็ต้องได้รับการดูแลตั้งแต่คลอดออกมา และต้องมีการศึกษาที่ดี เพื่อที่จะได้เติบโตไปอย่างมีศักยภาพและจะเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศไทยของเราต่อไป ซึ่งคนทั้ง 2 กลุ่มถือว่าเป็นกลุ่มเปาะบางที่พรรคพลังประชารัฐต้องปกป้องให้พวกเขาเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและเข้มแข็ง”

ด้าน ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าทีมผู้ดูแลการเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวปราศรัยว่า วันนี้พรรคพลังประชารัฐยกทัพใหญ่มาจังหวัดสงขลาเพราะเรามั่นใจว่าเราจะได้รับความเมตตาจากพี่น้องที่นี่ ผู้สมัครครั้งนี้แม้หน้าตาจะเปลี่ยนไป แต่ว่าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น การเลือกตั้งครั้งนี้ทุกพรรคการเมืองมีนโยบายที่จะเข้ามาดูแลสวัสดิการของประชาชนแต่สำหรับพรรคพลังประชารัฐเราเป็นพรรคแรกที่พูดแล้วทำจริง ๆ ตั้งแต่ปี 62 และครั้งนี้ก็เช่นกัน บัตรประชารัฐของเราในครั้งนี้ลุงป้อมจะเพิ่มเงินจาก 300 บาทเป็น 700 บาทและยังมีวงเงินประกันชีวิตอีกรายละ 200,000 บาทด้วย

“เราต้องการจะเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศให้เข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ที่เป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อเด็กเกิดมาก็ต้องได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ อย่างประชาชนทั่วไปก็ต้องได้รับการส่งเสริมให้มีอาชีพ เพื่อที่เขาจะสามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเองให้ได้ สิ่งนี้ภาครัฐก็จะต้องเข้าไปดูแลเช่นกัน นโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ในเรื่องของสวัสดิการประชารัฐไม่ใช่เพียงแค่บัตรประชารัฐเท่านั้น”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เราพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก แต่ครั้งนี้หลังจากวันที่ 14 พ.ค.เมื่อเราเข้าไปเป็นรัฐบาลบริหารประเทศต่อ เราจะพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้โดยผลักดันให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้พื้นที่ภาคใต้มีความเจริญมากขึ้น ขอฝากให้พี่น้องประชาชนพิจารณาผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐ ทั้ง 9 คน 9 เขตด้วย

ด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้สมัคร ส.ส.พะเยา ในฐานะประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)กล่าวปราศรัยว่า พรรคพลังประชารัฐพูดเสมอว่า เราเป็นพรรคของประชาชน ชื่อพรรคก็บอกชัดเจนอยู่แล้วว่า เป็นการรวมกันของพลังของคน 2 กลุ่ม นั่นก็คือ การร่วมพลังของประชาชนทั้งแผ่นดินทั้ง 77 จังหวัด ภายใต้การดูแลของรัฐ ก็คือรัฐบาล ประเทศไทยของเรามีโครงสร้างเป็นฐานพีระมิด เริ่มจากฐานรากหญ้า คือ พี่น้องประชาชน นโยบายที่พรรคนำเสนอออกมา คือ ต้องการทำให้คนฐานรากมีความเข้มแข็ง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ตั้งแต่มีการต่อสู้ทางการเมืองมีพี่น้องหลายท่านติดคุกติดตาราง หลายท่านมีคดีติดตัว หลายท่านต้องเสียลูก เสียเมีย เสียผู้นําครอบครัว ถ้าถามว่า ตั้งแต่มีการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นสีไหน ถามว่าคนไทยได้อะไร ตอบได้ทันทีว่ามีแต่เพิ่มความบอบช้ำ เกิดความแตกแยกความสามัคคี บ้านใดเมืองใดไม่มีความสามัคคี อย่าหวังเลยว่าประเทศชาติจะเกิดความมั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืน มีแต่ประชาชนอดอยากปากแห้งทั้งนั้น

“จึงเป็นที่มาของนโยบายสำคัญในเรื่องการก้าวข้ามความขัดแย้ง ต่อจากนี้คนไทยจะร่วมเป็นหนึ่งเดียวไม่มีการแบ่งแยกสี เพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน พูดภาษาเดียวกัน แม้จะนับถือศาสนาที่แตกต่างกันแต่เราจะเลิกทะเลาะ เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง รวมพลังของคนไทยทั้งแผ่นดิน รวมเป็นหนึ่งเดียว”

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวต่อถึง นโยบายบริหารจัดการที่ดินทำกิน-น้ำ โดย พปชร.จะสานต่อนโยบายการบริหารจัดการน้ำ ยกระดับทั้งระบบ และปฏิรูประบบที่ดิน คืนที่ทำกินให้ประชาชน เร่งรัดออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินทุกประเภท เปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนด พร้อมจัดที่ดินของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้คนไร้ที่ทำกินกว่า 2 ล้านคน ทันทีที่เราเข้าไปบริหารประเทศในฐานะรัฐบาล

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ ทีมนโยบายเศรษฐกิจ พปชร. กล่าวว่า วันนี้หัวหน้าพรรคให้ช่วยมาดูเศรษฐกิจภาคใต้ว่าจะสามารถช่วยพัฒนาได้อย่างไร ซึ่งภาคใต้ประกอบไปด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ สตูล นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา ที่พรรคจะผลักดันให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบเดียวกันกับภาคตะวันออก ที่จะเห็นว่าปัจจุบันเศรษฐกิจเติบโตเป็นเท่าตัว ซึ่งภาคใต้ถือเป็นกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจเป็นรากแก้วที่ต้องทำให้เกิดการฟื้นตัว โดยหัวหน้าพรรคได้มีการคุยกันอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ทั้ง 2 ฝั่งร่วมกัน

เมื่อพรรคพลังประชารัฐได้จัดตั้งรัฐบาลสิ่งที่ทีมของเราจะทำคือการดูแลเรื่องสินค้าเกษตร การท่องเที่ยวทั้งระบบ ท่าเรือ รวมถึงการเปิดเศรษฐกิจใหม่ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสงขลามีชายหาดยาวกว่า 200 กิโลเมตร เราจะเอาเศรษฐกิจลงไปช่วยเรื่องการท่องเที่ยวโดยจะพัฒนาเป็นแลนด์บิดเชื่อมติดกับอันดามันและฝั่งอ่าวไทย รวมถึงอีกหลายแห่ง เช่น สุราษฎร์ธานี กระบี่ และจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักที่สำคัญ เพื่อสานต่อโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ดให้ทั้ง 14 จังหวัดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะยกระดับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพที่จะเป็นอนาคตสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับลูกหลานต่อไป

“ถ้าอยากจะให้เราทำและให้เป็นอนาคตของลูกหลานต่อไปขอความกรุณาเลือกพรรคพลังประชารัฐเลือกพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 28 เมษายน 2566

“ไพบูลย์”แถลง พปชร.ประชุมใหญ่สามัญพรรคฯรับรองการดำเนินงานในรอบปีงบการเงินพรรค รับรอง 20 นโยบายสำคัญของพรรค “ 3 ลด ค่าใช้จ่าย 7 เพิ่มเงินปชช.”

,

“ไพบูลย์”แถลง พปชร.ประชุมใหญ่สามัญพรรคฯรับรองการดำเนินงานในรอบปีงบการเงินพรรค รับรอง 20 นโยบายสำคัญของพรรค “ 3 ลด ค่าใช้จ่าย 7 เพิ่มเงินปชช.”

พรรคพลังประชารัฐจัดประชุมใหญ่สามัญพรรคพลังประชารัฐ ประจำปี ครั้งที่ 2/2566 มี นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยมีกรรมการบริหารพรรค นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค ศ. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค พล.อ.กฤษณ์โยธิน ศศิพัฒนวงษ์ นายทะเบียนสมาชิกพรรค เป็นต้น และผู้แทนสาขาพรรค ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด และสมาชิกพรรค เกิน 250 คน เข้าร่วมครบองค์ประชุมตามที่กฎหมายกำหนด

นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แถลงข่าวถึงผลการประชุมสามัญประจำปี 2566 ว่า ตนได้รับมอบหมายจาก พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้ตนทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม โดยการประชุมในวันนี้เป็นการประชุมตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 43 ซึ่งกำหนดให้พรรคการเมืองต้องจัดทำรายงานการดำเนินการกิจการของพรรคการเมืองในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมา เพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ของพรรค โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมตามกฎหมาย รวมทั้งสิ้นองค์ประชุมเกิน 250 คน

โดยที่ประชุมเห็นชอบการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองที่ดำเนินการ ตามที่นายสันติ เป็นผู้นำเสนอ และเห็นชอบรายงานการเงินของพรรคในรอบปี ตามที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคเสนอ นอกจากนั้นที่ประชุมได้รับรองและเห็นชอบ เรื่องการนำเสนอ 20 นโยบายสำหรับหาเสียงของพรรคพปชร.ที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งกกต. เห็นชอบทั้ง 20 นโยบาย ที่มีประเด็นสำคัญ แยกเป็น 3 นโยบายลด ค่าใช้จ่ายให้ประชาชน คือ 1.ลดค่าไฟฟ้า เหลือ 2.50 บาท เพื่อช่วยประชาชน และ2.70 บาท ช่วยภาคอุตสาหกรรม 2.ลดค่าน้ำมันเบนซิน เหลือลิตรละ 25.99บาท ดีเซลเหลือลิตรละ 28.07 บาท โดยยึดหลักให้ความยุติธรรม ไม่เพิ่มภาระประชาชน ไม่เห็นด้วยเก็บภาษีสรรพามิต และกองทุนน้ำมัน และ3.ลดค่าแก๊ส 173 บาท เหลือ 253 บาท

ส่วน 7 นโยบายเพิ่มเงินในบัญชีให้ประชาชนโดยตรง ที่จะทำให้ประชาชน คือ 1.บัตรประชารัฐ 700 พร้อมวงเงินประกันชีวิต 2 แสนบาท 2. โครงการ แม่ บุตร ธิดา ประชารัฐ 3.เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 4.ให้ทุนการเพาะปลูกเกษตรกร 7.5 ล้านครัวเรือน ที่ลงทะเบียน ครัวเรือนละ 30,000 บาท 5.สร้างอาชีพผู้ถือบัตรประชารัฐ 1 ล้านคน โดยให้ทุนรายละ3 หมื่นบาท 6. ลดต้นทุนค่าเก็บเกี่ยวข้าวให้ชาวนา ไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 15ไร่ เป็นเงิน 30,000 บาท และ7. สนับสนุนปุ๋ยคนละครึ่ง โดยให้รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือประชาชนครึ่งหนึ่ง โดยที่ประชุมรับรองทุกประเด็นที่เสนอเรียบร้อยแล้ว เหล่านี้คือนโยบายที่พรรคพลังประชารัฐเสนอที่จะทำให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศอยู่ดีกินดี ตามความตั้งใจและตั้งมั่นของพล.อ.ประวิตร”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 28 เมษายน 2566

“ศ.ดร.นฤมล”ลุยหาเสียงช่วย”ลั่น สฤษดิ์”เขต1 เบอร์ 11 ตลาดละลายทรัพย์ ท่ามกลางสายฝน ปักหมุดสีลมพื้นที่เป้าหมายฟื้นฟูศก.ท่องเที่ยว แฟนคลับแห่ถ่ายรูปแน่น พร้อมเผย 6 พ.ค.เตรียมลง จ.สตูล-ตรัง มั่นใจภาคใต้ยังรักษาฐานได้มั่น

,

“ศ.ดร.นฤมล”ลุยหาเสียงช่วย”ลั่น สฤษดิ์”เขต1 เบอร์ 11 ตลาดละลายทรัพย์ ท่ามกลางสายฝน ปักหมุดสีลมพื้นที่เป้าหมายฟื้นฟูศก.ท่องเที่ยว แฟนคลับแห่ถ่ายรูปแน่น พร้อมเผย 6 พ.ค.เตรียมลง จ.สตูล-ตรัง มั่นใจภาคใต้ยังรักษาฐานได้มั่น

วันนี้(26 เม.ย.66) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)นำโดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าทีมผู้ดูแลการเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ลงพื้นที่สีลมซอย 5 ซอยละลายทรัพย์ ช่วยนายสฤษดิ์ ไพรทอง ผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ เขตดุสิต (ยกเว้นแขวงถนนนครไชยศรี) เบอร์ 11 หาเสียง โดยได้พบปะพูดคุยผู้ค้าขายในพื้นที่ซอยละลายทรัพย์ท่ามกลางฝนที่ตกมาอย่างหนัก โดยมีประชาชนสอบถามเกี่ยวกับนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาพลังงาน เช่น ไฟฟ้า แก๊ส และเรื่องเศรษฐกิจ การลดค่าครองชีพ และการฟื้นตัวของการค้าขาย

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ตอนนี้ทางผู้สมัคร กทม.ของพรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่กันอย่างเข้มข้น เพราะถือว่าเป็นช่วงสุดท้ายแล้ว อย่างเช่น วันนี้เราก็มาลงพื้นที่ โดยเน้นในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชนฐานราก และ นโยบายลดค่าครองชีพ ซึ่งทางพรรคก็มีการทยอยออกนโยบายตรงนี้มาแล้ว และก็ยังมีนโยบายที่จะเป็นภาพรวมทางด้านเศรษฐกิจพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะครบทุกภาค ไม่ใช่แค่ อีสานประชารัฐ เราก็จะมีทั้งภาคตะวันออก และก็ทั้งภาคใต้ ซึ่งทางพรรคเองก็ให้ความสำคัญสำหรับทุก ๆ ภาคของประเทศไทย

“พื้นที่ กทม.พปชร.ก็จะพัฒนาพื้นที่ ไม่ใช่ดูแลคน กทม.อย่างเดียว เราจะพัฒนาจังหวัดโดยรอบ ซึ่งเราก็เน้นไปที่ประชาชนด้วย ว่ารายได้จะต้องกระจายไปถึงเขาได้อย่างไร ซึ่งผู้สมัครของเรา อย่างดร.ลั่น ก็ให้ความสำคัญกับตรงนี้”

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ กทม.เท่านั้น แต่สำหรับภาคใต้ เรายังเตรียมพร้อมการลงพื้นที่ในช่วงสัปดาห์หน้า โดยผู้บริหารของพรรค ที่รับผิดชอบในแต่ละภาคก็เริ่มไปเจาะเขตพื้นที่เป็นเขตเป้าหมายที่เราหวังว่าสามารถมีลุ้นและอาจจะชนะได้ ในส่วนของตนก็จะไปที่จังหวัดสตูลและจังหวัดตรังในวันที่ 6 พ.ค.เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคปราศรัย

ในสัปดาห์หน้าจากการที่พรรคต่างๆ ลงพื้นที่หาเสียงในภาคใต้เป็นจำนวนมาก และเป็นสมรภูมิเลือกตั้งของหลายพรรคการเมือง ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐ ก็จะมีแผนลงพื้นที่เช่นกันเริ่มตั้งแต่ วันศุกร์ที่ 28 เมษายนนี้ ที่อ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และต่อด้วยวันเสาร์ที่ 29 เมษายนนี้ ที่จ. นครศรีธรรมราช นอกจากนั้นก็จะมีเวทีปราศรัยขนาดกลางที่จะกระจายควบคู่กันออกไปด้วย โดย พปชร.ยังมั่นใจว่าว่า พื้นที่ภาคใต้ของเราอย่างน้อยก็ได้รักษาจำนวน ส.ส.เท่าเดิม เหมือนเช่นพื้นที่ กทม.ก็ตั้งเป้าอย่างน้อยเท่าเดิม และก็มากกว่าเดิม

นายสฤษดิ์ ไพรทอง ผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ เขตดุสิต (ยกเว้นแขวงถนนนครไชยศรี) กล่าวว่า พื้นที่สีลม เป็นอีกหนึ่งพื้นที่เป้าหมายของการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว ภายใต้ “กรุงเทพเมืองมหานครแห่งอาเซียน” ที่พปชร. จะผลักดันด้านการขยายตัวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ จะเป็นจุดขาย ให้กับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ และยังเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศ ถือเป็นพื้นที่ศักยภาพที่สร้างอาชีพ และรายได้ ให้กับประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก

โดยวางแนวทางให้เป็น จุดเช็คอิน เพื่อดึงดูดให้กับนักท่องเที่ยว ที่จะเข้ามาเยือน และที่สำคัญพื้นที่แห่งนี้ มีพ่อค้า แม่ค้ารายย่อย เป็นจำนวนมาก หลังสถานการณ์โควิดแพร่ระบาดทำให้เลิกกิจการเป็นจำนวนมาก จึงต้องหาแนวทาง ให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ เพื่อฟื้นฟูย่านให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง เป็นไปตามนโยบายการสร้าง ผู้ประกอบการรายใหม่ ภายใต้นโยบาย 3 เร่งด่วน 7 เร่งรัด

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 26 เมษายน 2566

ชาวไร่-ชาวนา เฮ! พปชร.คลอด “นโยบายเงินทุนเกษตรกร 30,000 บาท” หวังลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร 8 ล้านครัวเรือน “ชาญกฤช” เผยเตรียมยื่น กกต.ตรวจสอบวันนี้ ยันไม่ใช่นโยบายเหวี่ยงแห

,

ชาวไร่-ชาวนา เฮ! พปชร.คลอด “นโยบายเงินทุนเกษตรกร 30,000 บาท” หวังลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร 8 ล้านครัวเรือน “ชาญกฤช” เผยเตรียมยื่น กกต.ตรวจสอบวันนี้ ยันไม่ใช่นโยบายเหวี่ยงแห

นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ โฆษกคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค เป็นประธานฯ ได้ให้ความเห็นชอบกับการออกนโยบายเพิ่มเติม เพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง จำนวน 3 นโยบาย หนึ่งในนั้นคือ “นโยบายช่วยเหลือให้ทุนการเพาะปลูกของเกษตรกร” ซึ่งจะได้รับครัวเรือนละ 30,000 บาท ครอบคลุม 8 ล้านครัวเรือน เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยทั่วประเทศ ทั้งชาวนา ชาวไร่ ให้เกิดความเข้มแข็งจากทุนรอนที่จะใช้ในการประกอบอาชีพ โดยที่เกษตรกรทั้ง 8 ล้านครัวเรือน จะได้รับเงินโอนตรงเข้าบัญชีที่มีอยู่กับธนาคารทันที

“นโยบายช่วยเหลือให้ทุนการเพาะปลูกของเกษตรกร เป็นนโยบายที่ผ่านการคัดกรองจากดรีมทีมเศรษฐกิจและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐมาอย่างรอบคอบ ซึ่งนอกจากจะเป็นนโยบายที่ทำให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการเพาะปลูกพืช สวน ไร่ นา เกษตรกรจะได้รับโอกาส ได้รับรายได้ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจฐานรากและการบริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้เม็ดเงินเกิดการหมุนเวียนในระบบไวและในปริมาณมาก ยืนยันว่า นโยบายนี้เป็นการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุด ไม่ใช่นโยบายในลักษณะเหวี่ยงแห ที่อาจจะไปกระทบกับเสถียรภาพทางการคลัง” นายชาญกฤช กล่าว พร้อมเปิดเผยว่า นโยบายที่พรรคพลังประชารัฐออกมาล่าสุด จะมีการนำส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิ่มเติมในวันนี้

พร้อมฝากประชาชนพิจารณาเลือกพรรคพลังประชารัฐ เบอร์ 37 และเลือกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคทุกเขตทั่วทั้งประเทศ เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง และพลิกฟื้นเศรษฐกิจ พลิกโฉมประเทศไทย เพื่อก้าวหน้าไปอย่างยั่งยืน

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 25 เมษายน 2566

“พล.ประวิตร” เปิดตัว “ดร.คณิศ แสงสุพรรณ” อดีตประธานที่ปรึกษาพิเศษ EEC ร่วมเป็นทีมนโยบายพรรคพลังประชารัฐ // ตั้งเป้าขับเคลื่อนเมกะโปรเจค “เขตพัฒนาพิเศษชายแดนภาคใต้” //หวังสร้างงาน สร้างความมั่งคั่งให้พี่น้อง 14 จังหวัดชายแดนใต้

,

“พล.ประวิตร” เปิดตัว “ดร.คณิศ แสงสุพรรณ” อดีตประธานที่ปรึกษาพิเศษ EEC ร่วมเป็นทีมนโยบายพรรคพลังประชารัฐ // ตั้งเป้าขับเคลื่อนเมกะโปรเจค “เขตพัฒนาพิเศษชายแดนภาคใต้” //หวังสร้างงาน สร้างความมั่งคั่งให้พี่น้อง 14 จังหวัดชายแดนใต้

วันที่ (25 เมษายน 2566) เวลา 14.00 น. ที่พรรคพลังประชารัฐ – พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยแกนนำพรรคพลังประชารัฐ เปิดตัว “ดร.คณิศ แสงสุพรรณ” อดีตประธานที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ร่วมทีมนโยบายพรรคพลังประชารัฐในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ในนามพรรคพลังประชารัฐ ขอต้อนรับ “ดร.คณิศ แสงสุพรรณ” อดีตประธานที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC เข้าสู่พรรคพลังประชารัฐ ถือเป็นความยินดีอีกครั้งหนึ่ง ที่พรรคพลังประชารัฐได้ต้อนรับคนเก่ง คนมีความสามารถโดดเด่น เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการวางแผนและการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่าง ดร.คณิศ เข้ามาช่วยงานพรรคพลังประชารัฐ โดยหลังจากที่ได้ขับเคลื่อน EEC จนประสบความสำเร็จแล้ว วันนี้ ดร.คณิศ ได้รับเป็นหัวเรือหลักในการขับเคลื่อนนโยบาย “เขตพัฒนาพิเศษชายแดนใต้” เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างความมั่งคั่ง ให้กับพี่น้องทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้

สำหรับ “ดร.คณิศ แสงสุพรรณ มีความเชี่ยวชาญในด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน การพัฒนาเศรษฐกิจ และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่ผ่านมา มีประสบการณ์และได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการนโยบายการเงิน, กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการธนาคารพาณิชย์ และ กรรมการการบินไทย โดย ดร.คณิศ นั่งเป็นประธานที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC เป็นเวลากว่า 4 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคพลังประชารัฐให้การสนับสนุน

ดร.คณิศ กล่าวว่า ขอขอบคุณ พล.อ.ประวิตร ซึ่งตนเองเรียกติดปากว่าพี่ป้อม และแกนนำพรรคพลังประชารัฐ ที่ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ตนได้ลาออกจากทุกตำแหน่งเรียบร้อยแล้วโดยเฉพาะตำแหน่งประธานที่ปรึกษา EEC เพื่อมาช่วยงานพี่ป้อม ขอเรียนว่า EEC เป็นเมกะโปรเจคของรัฐบาลที่ดำเนินไปอย่างประสบความสำเร็จ ได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี คาดว่า เศรษฐกิจ EEC จะขยายตัวปีนี้ไม่ต่ำกว่า 7% ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้า

“ที่ผ่านมา ได้ร่วมงานกับพี่ป้อมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องโครงการน้ำใน EEC พี่ป้อมและทีมของท่านได้ช่วยทำแผนภาพรวมโครงการที่เกี่ยวกับน้ำ และผลักดันจนสำเร็จกว่า 20 โครงการ โดยโครงการทั้งหลายนั้น สำเร็จได้ เพราะความเป็นผู้นำ กล้าซักถามตรงไปตรงมา การจดจำที่แม่นยำ รวมทั้งความกล้าตัดสินใจของพี่ป้อม ถือเป็นส่วนที่ประทับใจในการทำงานร่วมกัน”

ดร. คณิศ กล่าวต่อไปอีกว่า หลายเดือนก่อน พล.อ.ประวิตร ได้พบปะกับ นายอันวาร์ อิมราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียที่กรุงเทพฯ ได้มีการหารือกันเรื่องชายแดนภาคใต้ของไทยและภาคเหนือของมาเลเซีย พี่ป้อมได้ให้โจทย์กับผมว่า จะสามารถนำเศรษฐกิจเข้าไปพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ได้อย่างไรบ้าง เป็นที่มาของโครงการเขตพัฒนาพิเศษชายแดนภาคใต้ที่ได้นำเสนอกับพี่ป้อม ท่านเห็นดีด้วยและรับเป็นนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมตัดสินใจเข้าสู่พรรคพลังประชารัฐ เพราะต้องการอาศัยความเป็นผู้นำที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งของพี่ป้อม ช่วยก้าวความขัดแย้งทั้งเรื่องการระหว่างประเทศ สร้างความปรองดอง และความเข้าใจระหว่างหน่วยงานต่างๆ และประชาชนในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนโครงการนี้ให้สำเร็จ

สำหรับโครงการเขตพัฒนาพิเศษชายแดนภาคใต้ มุ่งหวังให้เป็นความร่วมมือของทั้งสองประเทศ จะมีการจัดทำแผนเพื่อเชื่อมโยงเขตพิเศษทางเศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกัน ในฝั่งไทย โครงการดังกล่าว จะเชื่อมต่อ 5 จังหวัด คือ สงขลา ยะลา สตูล ปัตตานี นราธิวาส รวมเป็นเขตพัฒนาพิเศษแบบ EEC โดยมีอย่างน้อย 6 โครงการเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ เช่น (1) ยกระดับรายได้เกษตรกร ด้วยการแปรรูปพืชเกษตรให้มีคุณภาพ อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่มุ่งสู่ตลาดโลก (2) พัฒนาการท่องเที่ยว ทั้งฝั่งอ่าวไทย ทำตากใบโมเดล ฝั่งอันดามัน ทำสตูลโมเดล ผ่านโครงข่ายเรือและเครื่องบินท่องเที่ยว เพื่อนำรายได้สู่พื้นที่ (3)มีการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานหลัก เช่น Motorway และ Landbridge เชื่อมทั้ง 2 ฝั่งทะเล (4) สนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตลอดข้างทางของ Motorway เช่นศูนย์กลางอาหารระดับนานาชาติ อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน ยา โลจิสติกส์ (5) ขยายความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างสองประเทศ (6) ใช้ธนาคารอิสลามเป็นธนาคารหลักของเขตพัฒนาพิเศษ

“โครงการเขตพัฒนาพิเศษชายแดนภาคใต้มุ่งหวังจะทำให้พี่น้อง 8 ล้านคนใน 14 จังหวัดชายแดนใต้กลับมามั่งคั่ง หากเลือกพรรคพลังประชารัฐ นอกจากจะก้าวข้ามความขัดแย้งแล้ว จะก้าวพ้นความยากจน เขตพัฒนาพิเศษชายแดนภาคใต้ที่พรรคพลังประชารัฐนำเสนอ จะช่วยทำให้ลูกหลานชาวใต้เติบโตในพื้นที่ มีงาน มีรายได้สูง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต้องขอขอบคุณ พล.อ.ประวิตร ที่ได้ให้การสนับสนุน และร่วมผลักดันนโยบายนี้” ดร.คณิศ กล่าวเน้นย้ำในช่วงท้าย

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 25 เมษายน 2566

“วิรัช”เผย พปชร.วางโปรแกรมเดินสายปราศรัย 4 วันรวด คาดเวทีสุดท้ายจบที่ กทม.

,

“วิรัช”เผย พปชร.วางโปรแกรมเดินสายปราศรัย 4 วันรวด คาดเวทีสุดท้ายจบที่ กทม.

เมื่อเวลา 15.10 น.นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค พปชร. ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจกรรมและการปราศรัยหาเสียง แถลงถึงกำหนดการลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียงของพรรคว่า พรรคมีกำหนดการปราศรัย ในพื้นที่อื่นๆ โดยวันที่ 28 เม.ย.นี้ จะเดินทางไปที่ จ.สงขลา วันที่ 29 เม.ย.ที่ จ.นครศรีธรรมราช และวันที่ 30 เม.ย.จะลงพื้นที่ภาคอีสานที่ จ.ขอนแก่น จากนั้นแกนนำของพรรคจะช่วยกันลงพื้นที่ โดยวางโปรแกรมไว้ ที่ จ.ร้อยเอ็ด ยังรอกำหนดการที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ ในส่วนโปรแกรมสำหรับสัปดาห์หน้า จะรอประชุมอีกครั้งหนึ่ง โดยจะแจ้งกำหนดการอาทิตย์ต่ออาทิตย์

ทั้งนี้ นายวิรัช เปิดเผยด้วยว่า เวทีปราศรัยสุดท้ายก่อนเลือกตั้งของพรรคพลังประชารัฐ จะจัดที่ กทม.ในวันที่ 12 พ.ค.นี้ ซึ่งสถานที่น่าจะจัดที่สนามไทยญี่ปุ่น ดินแดง

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 25 เมษายน 2566

“สกลธี” มั่นใจ พปชร.ไม่มีปัญหาหุ้นสื่อ

,

“สกลธี” มั่นใจ พปชร.ไม่มีปัญหาหุ้นสื่อ

​เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566 นายสกลธี ภัททิยกุล กรรมการบริหาร และหัวหน้าทีมผู้สมัคร ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่สวนเสรีไทย เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ ร่วมกับ “อ้น” ณิรินทร์ เงินยวง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง เขต 15 (คันนายาว-บึงกุ่ม) หมายเลข 8 เพื่อพบปะประชาชน

​โดย น.ส.ณิรินทร์กล่าวว่า สวนเสรีไทยนี้เป็นหนึ่งในสวนตัวอย่างของ กทม.ที่ไม่ต้องมีขนาดใหญ่มาก แต่เข้าถึงง่าย ใกล้กับหมู่บ้านแหล่งชุมชน ผู้สูงอายุสามารถเดินออกกำลังรอบสวนได้ มีความปลอดภัยเพราะมี รปภ.ดูแลตลอด ตนจึงอยากให้มีการสร้างสวนแบบนี้เพิ่มขึ้นอีกหลายแห่งใน กทม.

​นายสกลธีกล่าวว่า เป็นนโยบายของพรรคพลังประชารัฐที่ต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียวใน กทม. โดยเฉพาะการสร้างสวนขนาดเล็กที่ประชาชนสามารถเดินถึงได้ภายใน 15 นาที แต่งบประมาณของท้องถิ่นอย่างเดียวไม่สามารถทำได้ พรรคพลังประชารัฐจึงจะตั้งกองทุนประชารัฐ 3 แสนล้านบาทขึ้นเพื่อมาช่วยท้องถิ่นพัฒนาพื้นที่ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของพรรค

​“ปัญหาด้านสาธารณสุขต้องแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ต้องรอป่วยแล้วไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรค แต่เราอยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีตั้งแต่ต้น พรรคจึงมีนโยบายส่งเสริมให้ทุกคนออกกำลังกาย และเชื่อมข้อมูลกับสมาร์ทวอชหรือโทรศัพท์มือถือ นำข้อมูลการออกกำลังกายมาแลกของรางวัลจากรัฐบาล เช่น ส่วนลดค่าน้ำค่าไฟ หรือการลดภาษีได้”

​เมื่อถามถึงการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่ นายสกลธีกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ นายทิวา เงินยวง เป็น ส.ส.น้ำดี มีผลงานมากมาย เมื่อมีทายาทอย่าง น.ส.ณิรินทร์มาอาสาดูแลพี่น้องประชาชนต่อ ทุกคนจึงให้การตอบรับเป็นอย่างดี
​“ส่วนกรณีที่ กกต.กำลังพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.หลายคน เรื่องการถือครองหุ้นนั้น ยืนยันว่าทั้ง พล.อ.ประวิตรและพรรคพลังประชารัฐทำตามที่กฎหมายระบุอยู่แล้ว ส่วนการตีความก็ให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 25 เมษายน 2566

ผู้กองธรรมนัส ฟิตจัด! เดินสายหาเสียงไม่หยุดเช้ายันค่ำ ซึ้งใจชาวพะเยา แห่ให้กำลังใจเนืองแน่นทุกพื้นที่ ชวนเชิญ 14 พฤษภาฯ นี้ เข้าคูหากาบัตรเลือกตั้งสีม่วง เบอร์ 6 ยกจังหวัด บัตรสีเขียวกาเบอร์ 37 “เลือกคนที่ได้ใช้ เกิดประโยชน์สร้างบ้านแปงเมือง”

,

ผู้กองธรรมนัส ฟิตจัด! เดินสายหาเสียงไม่หยุดเช้ายันค่ำ ซึ้งใจชาวพะเยา แห่ให้กำลังใจเนืองแน่นทุกพื้นที่ ชวนเชิญ 14 พฤษภาฯ นี้ เข้าคูหากาบัตรเลือกตั้งสีม่วง เบอร์ 6 ยกจังหวัด บัตรสีเขียวกาเบอร์ 37 “เลือกคนที่ได้ใช้ เกิดประโยชน์สร้างบ้านแปงเมือง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 จังหวัดพะเยา เบอร์ 6 พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ในฐานะประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคเหนือ ยังเดินหน้าหาเสียงอย่างต่อเนื่อง

โดยก่อนหน้านี้ ไปปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคฯ ที่ภาคอีสาน คือจังหวัดนครราชสีมา วันที่ 22 เมษายน 66 ที่บริเวณตลาดเซฟวัน จากนั้นวันที่ 23 เมษายน 66 ที่ผ่านมา ไปปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดเชียงใหม่ บริเวณกาดกลางแจ้ง สามแยกฮอด อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

ล่าสุดวันนี้ 24 เมษายน 2566 เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 6.00 น. ร.อ.ธรรมนัส พร้อมทีมงานผู้ช่วยหาเสียง ลงพื้นที่ไปพบปะทักทาย พ่อค้าแม่ค้าและพี่น้องประชาชนทั่วไป ที่ตลาดสดแม่สุก อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ซึ่งได้รับการต้อนรับจากพ่อค้าแม่ค้า และพี่น้องประชาชน รวมถึงบรรดาแม่บ้าน ร้านค้าต่างๆ มาให้กำลังใจกันอย่างคึกคัก ทั้งนี้ร.อ.ธรรมนัส ยังแสดงความห่วงใยกรณีประชาชนในจังหวัดพะเยาได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ทำให้บ้านเรือนเสียหายหลายพื้นที่ซึ่งได้มอบหมายให้ทีมงานประสานผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา และ อบจ.ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ให้เข้าไปช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วนแล้ว

“ขอบคุณพ่อแม่พี่น้องทุกท่านที่การเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ไว้วางใจเลือกผมเข้าไปเป็น ส.ส.เป็นปากเป็นเสียง และทำงานเพื่อพัฒนาบ้านเมืองของเรา ซึ่งทุกท่านก็ได้เห็นผลงานกันอยู่แล้ว วันนี้ผมจึงมาขอฝากว่า ในการเลือก ส.ส.วันที่ 14 พฤษภา เดือนหน้านี้ ก็เชิญชวนพ่อแม่พี่น้อง ออกใช้สิทธ์กัน เลือกผมเข้าไปเป็นส.ส.เหมือนปี 2562 เพื่อจะได้ทำงานสานต่อผลักดันงบประมาณมาสร้างบ้านแปงเมืองของเราให้เจริญยิ่งขี้น เลือกคนที่ได้ใช้ ได้เกิดประโยชน์กับบ้านกับเมืองเราครับ อย่าลืมบัตรสีม่วงกาเบอร์ 6 ยกจังหวัด บัตรสีเขียวกาเบอร์ 37 เพื่อเข้าไปเป็นฝ่ายบริหาร เป็นรัฐบาลทำงานตามนโยบายต่างๆ เป็นรูปธรรมทันทีครับ”

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส พร้อมทีมงานผู้ช่วยหาเสียง ได้ขึ้นรถแห่ปราศรัยหาเสียงไปตามหมู่บ้านต่างๆในตำบลแม่สุก อำเภอแม่ใจ เพื่อแนะนำบอกกล่าวถึงนโยบายของพรรค ก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่อความรักสามัคคีของประชาชน และสานต่อบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะเพิ่มเป็น 700 บาท เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบขั้นบันได ตั้งแต่อายุ 60 ปี เพิ่มเป็นจำนวน 3,000 บาทต่อเดือน อายุ 70 ปี ขึ้นไป เพิ่มเป็นจำนวน 4,000 บาทต่อเดือน และอายุ 80 ปีขึ้นไป เพิ่มเป็นจำนวน 5,000 บาทต่อเดือน แก้ปัญหาที่ดินทำกิน โดยผลักดันเปลี่ยนส.ป.ก.เป็นโฉนด และ ค.ท.ช.เปลี่ยนเป็นส.ป.ก .ตามเป้าหมาย “มีเรา ไม่มีแล้ง มีน้ำ ไม่มีจน” ทั้งนี้พบว่า ตลอดสองข้างทางที่รถแห่หาเสียงเคลื่อนตัวผ่าน ได้มีชาวบ้านในพื้นที่ออกมาส่งเสียงเชียร์ “ผู้กองธรรมนัส สู้สู้” ให้กำลังใจอย่างล้นหลาม

เวลา 16.30-19.00 น. ร.อ.ธรรมนัส นำทีมงานผู้ช่วยหาเสียงลงพื้นที่พบปะประชาชนบริเวณวัดร่องคือ ต.แม่ปืม อ.เมือง ก่อนจะขึ้นรถแห่ปราศรัยหาเสียง สลับกับการลงเดินพบปะเยี่ยมเยือนประชาชนในหมู่บ้านต่างๆรอบตำบลแม่ปืม อ.เมือง จ.พะเยา ประกอบด้วย บ้านสันต้นคือ บ้านสันต้นหวีด บ้านโป่งเกลือ บ้านห้วยบง ซึ่งบรรยกาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพ่อแม่พี่น้องประชาชนตามหมู่บ้านดังกล่าวมาคอยให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก แม้บรรยากาศจะเริ่มมืดค่ำ แต่ทุกคนยังรอพบเพื่อร่วมถ่ายภาพ มอบพวงมาลัย และผูกข้อมือให้กำลังใจร.อ.ธรรมนัส อีกด้วย ซึ่งร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า มีความซาบซึ้งใจอย่างมาก ที่เห็นพ่อแม่พี่น้องทุกคนมาคอยให้กำลังใจ ตนเองเหมือนเป็นลูกหลานก็จะทำหน้าที่รับใช้ทุกท่าน และเพื่อบ้านเมืองของเราอย่างดีที่สุด

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 25 เมษายน 2566

“ชัยวุฒิ” ปราศรัยบ้านเกิดสิงห์บุรี ประกาศก้าวข้ามความขัดแย้ง ย้ำ ตั้งใจมาตอบแทนพระคุณแผ่นดิน เรียกใช้ได้ตลอดเวลา

,

“ชัยวุฒิ” ปราศรัยบ้านเกิดสิงห์บุรี ประกาศก้าวข้ามความขัดแย้ง ย้ำ ตั้งใจมาตอบแทนพระคุณแผ่นดิน เรียกใช้ได้ตลอดเวลา

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเวทีปราศรัยบริเวณวัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี นำโดย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โดยกล่าวบนเวทีตอนหนึ่งว่า บ้านเมืองแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ใส่เสื้อสีออกมาประท้วง ทำให้ประชาชนทำมาหากินไม่ได้ ในสภาผู้แทนราษฎรก็ยังทะเลาะเบาะแว้ง ส่งผลทำให้บ้านเมืองมีปัญหา คนไทยไม่มีความสุข

“วันนี้แค่จะเลือกตั้งก็ทะเลาะกันแล้ว ยิ่งมีสีส้มมาอีกหนักกว่าสีแดง สีเหลือง เพราะเขาจะมาแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนประเทศ จะเปลี่ยนไปทางไหน เขาบอกต้องแก้ปัญหาที่ต้นตอ ซึ่งต้นตอของเราก็ไม่เหมือนกัน ส่วนตัวมองว่าต้นตอของปัญหาคือนักการเมืองที่ทุจริต นักการเมืองโกง นักการเมืองเห็นแก่ตัวทะเลาะกัน นั่นแหละคือต้นตอของปัญหา ไม่เกี่ยวกับ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยเราดีอยู่แล้ว แต่เราต้องเปลี่ยนที่นักการเมือง เลือกนักการเมืองที่ดีเข้าไปทำงานให้ประเทศชาติสงบสุข ประชาชนทำมาหากินได้ ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐได้พูดเป็นคนแรก และคนเดียวมาตลอดว่า อยากให้ทุกคนก้าวข้ามความขัดแย้ง ถ้าทุกคนยังทะเลาะกันอยู่จะอยู่อย่างไร เราเลือกผู้แทนไปทำงาน เราต้องเลือกคนที่เรารัก เลือกพรรคที่เราชอบเข้าไปทำงาน การเมืองถึงจะเดินหน้าไปได้ บ้านเมืองก็สงบสุข แต่ช่วงหลังการเมืองแปลก ๆ เพระมีความขัดแย้ง ประชาชนมาทะเลาะกันเพราะการเมือง บางบ้านพ่อใส่เสื้อสีแดง แม่ใส่เสื้อสีเหลือง ลูกใส่เสื้อสีส้ม ก็ทะเลาะกันทั้งวันแบบนี้จะมีความสุขได้อย่างไร ครอบครัวก็แตกแยก ดังนั้นการเมืองต้องมาทำเพื่อประชาชน ไม่ใช่ทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่ทำเพื่อครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง ไม่ใช่เลือกแล้วมาทำให้ประชาชนมาทะเลาะกัน มาปลุกปั่นให้แตกแยก

นอกจากนี้ นายชัยวุฒิ ยังชูนโยบายลดราคาแก๊ส ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน เพราะเห็นใจชาวบ้านที่ประสบปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยยืนยันว่า สิ่งแรกที่พรรคพลังประชารัฐจะทำทันทีที่เป็นรัฐบาล และ พล.อ.ประวิตร เป็นนายกรัฐมนตรี ก็คือ การลดค่าครองชีพ ลดค่าไฟ ค่าแก๊ส ค่าน้ำมัน ให้ไฟฟ้าเหลือหน่วยละ 2.50 บาท เพื่อทำให้ประชาชนมีเงินเหลือเพื่อนำไปใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ

“ผมขอขอบคุณประชาชนที่มาฟังปราศรัย ผมตั้งใจมาตอบแทนพระคุณแผ่นดิน เพราะผมเป็นคนสิงห์บุรี ไม่มีวันลืมบ้านเกิดแน่นอน พี่น้องสามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลาแน่นอน”นายชัยวุฒิ กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 25 เมษายน 2566

“ไพบูลย์”หวั่นโพลชี้นำบางสำนัก นำเสนอให้ข้อมูลไม่ตรงข้อเท็จจริง อาจเข้าข่ายความผิดทาง กฏหมายตาม รธน.เตือนเสี่ยงเป็นคดีความ

,

“ไพบูลย์”หวั่นโพลชี้นำบางสำนัก นำเสนอให้ข้อมูลไม่ตรงข้อเท็จจริง
อาจเข้าข่ายความผิดทาง กฏหมายตาม รธน.เตือนเสี่ยงเป็นคดีความ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่สำนักโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในการเลือกตั้ง ซึ่งมีบางสำนักปรากฏข้อมูลในการเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนน่าจะไม่สอดรับกับความเป็นจริงว่า ตนในฐานะนักกฎหมาย มีความเป็นห่วงว่า สำนักโพลเหล่านั้นอาจจะมีปัญหาข้อกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 72 การสํารวจความคิดเห็นของประชาชนโดยมีเจตนาไม่สุจริต มีลักษณะเป็นการชี้นํา หรือมีผลต่อการตัดสินใจในการลงคะแนนเลือกหรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดจะกระทํามิได้

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า และเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 73 ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนน ไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการ หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง
ทั้งนี้ตามมาตรา 72 และมาตรา 73(5) กฎหมายห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งรวมถึงสำนักโพลต่างๆกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง

ดังนั้นหากสำนักโพลใดฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 (5) จะมีบทลงโทษตามมาตรา 159 ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของผู้นั้นมีกําหนดยี่สิบปี

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ตนจึงแจ้งข้อห่วงใยมายังสำนักโพลต่างๆให้ระมัดระวังข้อกฎหมายในเรื่องดังกล่าวข้างต้น เพราะเชื่อว่าจะมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปยื่นคำร้องขอให้ กกต. ตรวจสอบสำนักโพลดังกล่าว ซึ่งสามารถยื่นคำร้องได้จนถึง 30 วันหลังจากวันเลือกตั้ง ก็อาจจะทำให้สำนักโพลบางสำนักอาจมีปัญหาทางกฎหมายได้

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 เมษายน 2566

“กาญจนา จังหวะ”ผู้สมัคร ส.ส.ชัยภูมิ พปชร.เผย นโยบายช่วยเหลือเกษตรกร โดนใจชาวอีสาน มั่นใจ โกยคะแนนได้เพียบ

,

“กาญจนา จังหวะ”ผู้สมัคร ส.ส.ชัยภูมิ พปชร.เผย นโยบายช่วยเหลือเกษตรกร โดนใจชาวอีสาน มั่นใจ โกยคะแนนได้เพียบ

นางสาวกาญจนา จังหวะ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 จังหวัดชัยภูมิ เบอร์ 5 กล่าวถึงการหาเสียงในขณะนี้ว่า ตนต้องขอขอบพระคุณพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่ ๆ ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และได้มอบแรงเชียร์แรงใจ สนับสนุน ให้ลูกหลานกาญจนาคนนี้เสมอ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ในทั่วประเทศนโยบายของพรรค พปชร.มีความชัดเจนโดนใจชาวบ้านอยู่แล้ว ในเรื่องการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ก็คือบัตรประชารัฐ 700 บาทต่อเดือน ที่จะเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชนให้เข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ที่เป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวัน

นางสาวกาญจนา กล่าวต่อว่า ล่าสุดพรรค พปชร.ประกาศนโยบายที่จะพัฒนาภาคอีสานและภาคตะวันออก โดยรถไฟทางคู่ จาก จ.บึงกาฬ-ท่าเรือแหลมฉบัง-ท่าเรือมาบตาพุด-สนามบินอู่ตะเภา จ.ระยอง โดยเป็นการพัฒนาพื้นที่ได้ 24 จังหวัด ในภาคอีสาน และภาคตะวันออก สอดรับกับโครงการอีอีซี พปชร.ทำเพื่อคนอีสานโดยเฉพาะ จะได้มีงาน สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนอีสาน โครงการนี้เพื่อชาวอีสานโดยเฉพาะเพื่อให้ภาคอีสานเจริญ

“ประชาชนในพื้นที่ยังมีการพูดถึง นโยบายช่วยเหลือเกษตรกร ที่จะดูแลเกษตรกรทั่วประเทศ ทั้งชาวไร่ ชาวนา ให้เข้มแข็งด้วยการ ให้ทุนเพื่อประกอบอาชีพ ครอบครัวละ 30,000 บาท ทุกครอบครัว ไม่ว่าจะปลูกพืชอะไรก็ตาม จะได้รับเงินโดยโอน ตรงเข้าบัญชีเกษตรกร ที่มีอยู่กับธนาคารทันที เพื่อจะได้นำไปลงทุน สำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลใหม่ โดยเห็นว่าเป็นนโยบายที่สร้างความหวังให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก และเห็นว่านโยบายของ พปชร.ข้อนี้ถือว่าเล็งเห็นความสำคัญของเกษตรไทยทั้งประเทศด้วย”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 เมษายน 2566

“สนธิรัตน์” บุกขอนแก่นปราศรัยกลางสายฝนช่วย “ณรงค์เลิศ สุรพล” ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 ขอนแก่น อ้อน ปชช.เลือกคน – พรรค ช่วยทำพื้นที่ดีขึ้นด้วยนโยบาย

,

“สนธิรัตน์” บุกขอนแก่นปราศรัยกลางสายฝนช่วย “ณรงค์เลิศ สุรพล” ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 ขอนแก่น อ้อน ปชช.เลือกคน – พรรค ช่วยทำพื้นที่ดีขึ้นด้วยนโยบาย

วันที่ 23 เม.ย. 2566 ที่ตลาดนัดโคกสูง จ.ขอนแก่น นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง พรรคพลังประชารัฐ ร่วมเวทีปราศรัยย่อย จ.ขอนแก่น ช่วยนายณรงค์เลิศ สุรพล ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 ขอนแก่น พรรคพลังประชารัฐ เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจให้กับผู้สมัคร โดยมี ผู้สมัคร ส.ส. พื้นที่ใกล้เคียงของพรรคเข้าร่วมฟังการปราศรัยด้วย อาทิ นายปัญญา ศรีปัญญา ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 ขอนแก่น นายสมใจ ชาญจระเข้ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 ขอนแก่น และนายสมศักดิ์ คุณเงิน ผู้สมัคร ส.ส.เขต 7 ขอนแก่น พรรคพลังประชารัฐ มีประชาชนร่วมฟังปราศรัยประมาณ 3,000 คน โดยก่อนการปราศรัยนายสนธิรัตน์ พร้อมผู้สมัคร ส.ส. ได้เดินทักทายพี่น้องประชาชน และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น

โดยนายสนธิรัตน์ กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ตนมาปราศรัยที่นี่ เพราะมีผู้สมัคร ส.ส.ที่จะได้เป็น ส.ส. ชื่อนายณรงค์เลิศ ในวันที่ 14 พ.ค. นี้ พี่น้องต้องตัดสินใจเลือกผู้สมัคร ส.ส.ที่รู้จัก และมีประสบการณ์ เพื่อจะได้ช่วยพี่น้องได้ วันนี้แม้ฝนตก แต่พี่น้องก็ยังไม่กลับบ้าน ซึ่งฝนตกลงมาเหมือนพรมน้ำมนต์ให้ นายณรงค์เลิศ เป็น ส.ส.ของพี่น้อง หากพี่น้องเลือกนายณรงค์เลิศ จะไม่ได้แค่พรมน้ำมนต์เฉย ๆ แต่จะมีน้ำกิน น้ำใช้อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ หากพี่น้องเลือกนายณรงค์เลิศ และเลือกพรรคพลังประชารัฐแล้ว พี่น้องที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้เงินเพิ่มจากเดิม 300 บาท เป็น 700 บาท

นอกจากนี้ยังมีนโยบายช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร โดยให้ทุนเพื่อประกอบอาชีพ สำหรับครอบครัวเกษตรกรที่ถือบัตรประชารัฐเพื่อพัฒนาให้พี่น้องมีรายได้ดีขึ้น พรรคพลังประชารัฐ ประกาศแล้วว่าต้องทำให้พี่น้องพ้นจากความยากจนให้ได้ การแก้ปัญหาหนี้สินให้พี่น้อง ถือเป็นนโยบายหลักของพรรค

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า นอกจากการแก้หนี้ และเพิ่มเงินให้พี่น้องแล้ว ในฐานะที่ตนเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะมีนโยบายติดโซล่าเซลล์สูบน้ำบาดาลให้พี่น้องทั่วพื้นที่ เพื่อให้พี่น้องมีน้ำไว้ทำมาหากิน และแก้หนี้ได้ หากพี่น้องเลือกนายณรงค์เลิศ เบอร์ 1 และเลือกพรรคพลังประชารัฐเบอร์ 37 พี่น้องจะได้คน และได้น้ำแน่นอน วันนี้ตนมาหาพี่น้องด้วยความตั้งใจ และมาขอคะแนนให้นายณรงค์เลิศ ได้เข้าไปเป็น ส.ส. เพื่อช่วยเหลือพี่น้องต่อไป

“วันนี้หากไม่มีพรรคการเมืองใดที่เป็นกาวใจเชื่อมโยงทุกฝ่ายได้ บ้านเมืองจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก ซึ่งพรรคพลังประชารัฐประกาศแล้วว่าไม่อยากเห็นประชาชนแตกแยกกันอีกแล้ว คนไทยด้วยกันใครจะชนะจะแพ้ต้องอยู่ด้วยกัน พรรคพลังประชารัฐจึงประกาศนโยบายพร้อมจะเป็นกาวใจ ทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามความขัดแย้ง วันนี้มาขอคะแนนเพราะพี่น้องต้องเลือกคน และพรรคไปเป็นตัวแทน เป็นกาวใจให้เราไม่แตกแยกกัน หากพี่น้องเลือกนายณรงค์เลิศ และพรรคพลังประชารัฐ ท่านจะได้ ส.ส. มารับใช้พี่น้องประชาชน และได้พรรคพลังประชารัฐเป็นรัฐบาล เราจะทำให้เขต 4 ขอนแก่น ดีขึ้นด้วยนโยบายของพรรค” นายสนธิรัตน์ กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 เมษายน 2566