โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ทางเลือกใหม่ของการเมืองไทย ก้าวข้ามความขัดแย้ง สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน

Blog

“รมว.ชัยวุฒิ”ยกขบวนว่าที่ผู้สมัครปทุมฯชูนโยบายพรรคเข้าถึงปชช. โต้ “ปิยะบุตร” อย่าจมอดีต หมดเวลาขัดแย้งมุ่งทำงานเพื่อประเทศ

,

“รมว.ชัยวุฒิ”ยกขบวนว่าที่ผู้สมัครปทุมฯชูนโยบายพรรคเข้าถึงปชช. โต้ “ปิยะบุตร” อย่าจมอดีต หมดเวลาขัดแย้งมุ่งทำงานเพื่อประเทศ

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2566 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมว่าผู้สมัครจังหวัดปทุมธานี ประกอบด้วย เขต 1 นายเสวก ประเสริฐสุข, เขต 2 นายนพดล ลัดดาแย้ม, เขต 3 นายยุทธวัฒน์ หาญเกียรติกล้า, เขต 4 นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง, เขต 5 นายปรีชา ชื่นชนกพิบูล, เขต 6 นายวิรัช พยุงวงษ์ และ เขต 7 น.ส.กฤษณา วงศ์คำ เข้าร่วมสักการะบูชา เซียนแปะโรงสี เพื่อความเป็นสิริมงคล และได้มีการพบปะประชาชน ณ ตลาดริมน้ำวัดศาลเจ้า ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง ปทุมธานี ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมมอบดอกไม้ให้กำลังใจผู้สมัครส.ส. ปทุมธานีทั้ง 7 เขต

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า การลงพื้นที่ปทุมธานีในวันนี้เป็นการพาผู้สมัครทุกเขต แนะนําตัว และนำนโยบายของพรรคมานำเสนอกับพี่น้องประชาชนที่ตลาดวัดศาลเจ้า เพื่อให้เกิดความมั่นใจ และความจริงใจของพรรคในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวปทุมธานี ถึงความตั้งใจของทีมงานพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถและประสบการณ์ทั้งการเมืองท้องถิ่น เข้าใจความต้องการของพี่น้อง โดย สจ.ตุ้ย ว่าที่ผู้สมัครในเขตนี้เป็นคนที่พี่น้องประชาชนรู้จักเป็นอย่างดีที่เป็น ส.จ. แล้วก็ลาออกมาลง สส ให้พรรคพลังประชารัฐ

“ว่าที่ผู้สมัครปทุมฯยังมีหัวหน้าทีม ที่เป็นพี่ใหญ่และเป็นรองนายก อบจ. ที่มีประสบการณ์ มีความพร้อมที่จะทํางาน ซึ่งทีมงานทุกคนพร้อมและอยากเข้ามาช่วยกันพัฒนาปทุมธานี รวมถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆที่ยังไม่รับการแก้ไข ที่พปชร.พร้อมเร่งดําเนินการ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการจราจร ปัญหาเรื่องน้ําท่วม ปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อพัฒนาจังหวัดปทุมธานีให้ดียิ่งขึ้นให้ได้แน่นอน ก็เชื่อว่าสามารถยกจังหวัดได้ ถ้าเราทําการรณรงค์หาเสียงแล้วก็มีนโยบายต่าง ๆ ที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน สื่อไปถึงประชาชนให้เข้าใจให้ได้ทุกพื้นที่ ก็มีโอกาสที่จะชนะทุกเขตเพราะผู้สมัครของเราก็มีความพร้อมทุกคนที่จะทํางานเพื่อประชาชน โดยจะชูนโยบายเรื่องโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาเมือง เรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้การค้าขายดีขึ้น การท่องเที่ยวดีขึ้น” นายชัยวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้การนำเสนอนโยบายพรรค ผ่าน ผู้สมัครที่จะลงพื้นด้วยตัวเอง และผ่านเครือข่ายทีมงาน เพื่อให้นโยบายถึงประชาชนทุกบ้าน เพื่อให้เข้าใจนโยบายของพรรคมากขึ้น ซึ่งตอนนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนในรอบที่แล้ว ที่เราอาจจะลงพื้นที่น้อยไป หรือตัวผู้สมัครเราก็ไม่ได้มีพื้นฐานจากการเมืองท้องถิ่นก็ทําให้ลงพื้นที่ได้ไม่ทั่วถึง รอบนี้ทางพรรคพลังประชารัฐผู้สมัครส่วนใหญ่ก็จะมาจากการเมืองท้องถิ่น เป็นอดีต ส.ส. เป็นอดีตรองนายก อบจ. เป็นอดีต ส.จ. เพราะฉะนั้นทุกคนก็จะมีพื้นฐานท้องถิ่น จะเข้าถึงชาวบ้าน ใกล้ชิด เข้าใจชาวบ้านได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม วันนี้ เวลา 18.30-21.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรค จะควงคู่ นาย สันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค พร้อม ผู้สมัครส.ส. ปทุมธานีทั้ง 7 เขต ขึ้นเวทีปราศรัย ณ สวนบริษัท เคเอสเอส อินเตอร์เทคกรุ๊ป คลองสาม ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา เพื่อย้ำ ความมั่นใจว่า พรรคพลังประชารัฐพร้อมเดินหน้าพัฒนาปทุมธานีอย่างเเท้จริงจากคนรุ่นใหม่

นายชัยวุฒิ กล่าวถึงกรณีที่ นาย ปิยบุตร แสงกนกกุล เเกนนำ ก้าวไกล ปราศรัยพาดพิงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่จังหวัดขอนแก่น ว่า ในสโลแกนก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่ว่าพลเอกประวิตรกลับเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง ตั้งแต่การสลายการชุมนุม การทํารัฐประหาร ซึ่งประเด็นดังกล่าว อยากให้ทุกฝ่าย รวมถึง คุณปิยะบุตร หรือบางคนที่จะยัง จมอยู่กับอดีต กับเรื่องรัฐประหารหรือความขัดแย้งต่างๆ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมา เกิน8ปีแล้ว บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เป็น 10 ปีแล้ว วันนี้ไม่ใช่เวลาพูดถึงอดีต แต่ควรพูดถึงอนาคตที่เราจะต้องก้าวข้ามมันไป เพื่อมาทํางานร่วมกัน สร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆไม่ควรนำเอาเรื่องการเมืองความขัดแย้งมาเป็นตัวตั้ง

“อะไรที่ถือเป็นเรื่องที่ดีแต่อยู่ฝ่ายตรงข้าม คุณก็จะคัดค้าน มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ผมอยากให้เรามองที่ประชาชน เป็นศูนย์กลาง เรามาช่วยกันแก้ปัญหาให้ประชาชน เพื่อการก้าวข้ามความขัดแย้ง เราจะไม่ทะเลาะกันด้วยเรื่องที่ไร้เหตุผล ทุกเรื่องสามารปรองดองกันได้ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะอยากจะอยู่กับใคร อยากจะทํางานร่วมกับใคร แต่ไม่ใช่หวังว่าคนอื่นเขาทํางานร่วมกันได้ แล้วคุณมองว่าคนที่เขาอยู่ร่วมกัน เป็นคนไม่ดี ถ้าคนอื่นเขาอยู่ร่วมกันได้เป็นเสียงข้างมาก เขาปรองดองกันได้ ทํางานให้ประชาชนได้ ประเทศก็เดินไปข้างหน้า ถ้าไม่เห็นด้วย แต่เป็นเสียงข้างน้อย ก็ต้องยอมรับกติกาตามประชาธิปไตย โดยให้การเลือกตั้งเป็นคําตอบ ”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 4 มีนาคม 2566

“พล.อ.ประวิตร”ล่องใต้ร่วมบุญประเพณีแห่ผ้าขึ้นพระธาตุเนื่องในวันมาฆบูชา เข้าถึง – สัมผัสวิถีชีวิตชาวนครศรีธรรมราช ก่อนนำมาสู่วางนโยบายดูแลปชช.

,

“พล.อ.ประวิตร”ล่องใต้ร่วมบุญประเพณีแห่ผ้าขึ้นพระธาตุเนื่องในวันมาฆบูชา เข้าถึง – สัมผัสวิถีชีวิตชาวนครศรีธรรมราช ก่อนนำมาสู่วางนโยบายดูแลปชช.

พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เดินทางไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการส่วนตัว สวมเสื้อผ้าลายปาเต๊ะ สีสดใส สไตล์ชาวใต้ ด้วยสีหน้าสดใส และยิ้มแย้มพูดคุยและร่วมถ่ายรูปกับแฟนคลับที่มาทักทายและให้กำลังใจ โดยในช่วงเช้า พล.อ.ประวิตร มีกิจกรรม ทานน้ำชา “ริมถนน” (จิบชา กินตี แลนก) สี่แยกท่าซัก อ.เมือง และได้เดินทางถึงพระธาตุ พร้อมคณะร่วมประเพณีทำบุญประจำปีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ของจ.นครศรีธรรมราช เนื่องในวันมาฆบูชา พร้อมเยี่ยมชมสวนส้มโอทับทิมสยามของดี ต.คลองน้อย อ.ปากพนัง และร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ชิมอาหารเด็ดผัดหมี่ปากพนัง (ผัดหมี่กะทิ) แกงเขียวหวานเนื้อ น้ำพริกกะปิ ปลาทอด คั่วหมู ต้มส้มปลากระบอก โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจ.นครศรีธรรมราช ของพรรคพลังงานประชารัฐ ร่วมต้อนรับ ประกอบด้วย ร.ศ.ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ นายสัณหพจน์ สุขศรีเมืองและ นายอาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ

ทั้งนี้โดย พล.อ.ประวิตร ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีสมโภชผ้าพระบฎพระราชทาน ณ โรงเรียนปากพนัง ต่อด้วยเดินทาง สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วัดนางพระยา อ.เมือง พร้อมทั้งได้ทักทายประชาชนที่มาต้อนรับและเป็นกันเอง มีแฟนคลับจำนวนมาก มาขอถ่ายเซลฟี่ และหอมแก้ม พล.อประวิตรตลอดเส้นทาง ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้สัมผัสวิถีชาวบ้านอย่างแท้จริง พร้อมรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เพื่อนำไปสู่แนวทางการวางนโยบายช่วยเหลือต่อไป

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 4 มีนาคม 2566

“ดร.สฤษดิ์” ลุยพื้นที่จริง สร้างความเข้าใจให้ปชช. ต่อนโยบายพรรคในเขตดุสิต พบปัญหาท้องไม่พร้อม ก่อนดันเรื่องสู่พรรคเพื่อสร้างนโยบายแก้

,

“ดร.สฤษดิ์” ลุยพื้นที่จริง สร้างความเข้าใจให้ปชช. ต่อนโยบายพรรคในเขตดุสิต พบปัญหาท้องไม่พร้อม ก่อนดันเรื่องสู่พรรคเพื่อสร้างนโยบายแก้

ดร.สฤษดิ์ ไพรทอง ว่าที่ผู้สมัครส.ส.เขตดุสิต พรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่ในเขตดุสิต เพื่อนำนโยบายของพรรคสร้างการรับรู้และเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยได้นำเสนอนโยบายเพิ่มเงินช่วยเหลือในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อไว้ใช้จ่ายในครัวเรือน เพิ่มสิทธิประโยชน์สวัดิการ เช่น ค่ารถเมล์ รถไฟ ก๊าซหุงต้ม ไฟฟ้า น้ำประปา ฯลฯ รวมถึงนำเสนอนโยบายการดูแลผู้สูงวัย คือเพิ่มเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุแบบขั้นบันได ตั้งแต่อายุ 60 ปี เพิ่มเป็นจำนวน 3,000 บาทต่อเดือน อายุ 70 ปี ขึ้นไป เพิ่มเป็นจำนวน 4,000 บาทต่อเดือน และอายุ 80 ปีขึ้นไป เพิ่มเป็นจำนวน 5,000 บาทต่อเดือน
รวมถึงสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในนโยบายล่าสุด คือ นโยบาย “แม่ บุตร ธิดา ประชารัฐ” เป็นการสนับสนุนเงินคนท้องเดือนละ 10,000 บาท เป็นเวลา 5 เดือนจนกว่าจะคลอด เริ่มตั้งแต่อายุครรภ์ 4 เดือน จนถึง 9 เดือน และเงินช่วยดูแลลูกอีกเดือนละ 3,000 บาท จนถึง 6 ขวบ เพื่อใช้ในการเลี้ยงดูบุตรและธิดา

โดย ดร.สฤษดิ์ กล่าวว่า จากปัญหาในการลงพื้นที่ ได้พบปัญหาในเรื่องการตั้งครรภ์ไม่พร้อม ในวัยรุ่นทั้งฝ่ายพ่อและฝ่ายแม่ เช่น การขาดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร นี่ทำให้เห็นว่าเราควรมีสวัสดิการในการช่วยเหลือกรณีท้องไม่พร้อม ให้มีระบบและหน่วยงานเข้าไปดูแล นอกจากนี้ยังได้มุ่งรับฟังปัญหาต่าง ๆ จากประชาชน เพื่อนำปัญหามาสู่การทำนโยบาย ที่สามารถแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 4 มีนาคม 2566

พปชร.พอใจผลโพลย้ำยังมีเวลาทำคะแนนเสียงเพิ่ม “มั่นใจนโยบายโดนใจ-ปฏิบัติได้เข้าถึงปชช.ทุกกลุ่ม”

,

พปชร.พอใจผลโพลย้ำยังมีเวลาทำคะแนนเสียงเพิ่ม
“มั่นใจนโยบายโดนใจ-ปฏิบัติได้เข้าถึงปชช.ทุกกลุ่ม”

4 มีนาคม 2566 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.บัญชีรายชื่อทีมโฆษกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่แอพพลิเคชั่น Line Today ทำกิจกรรมแบบสอบถาม ในห้วข้อ ” ใกล้เลือกตั้งปี 2566 คุณจะเลือกลงคะแนนให้ “พรรคการเมือง” ใด ? เพื่อให้ผู้ทำแบบสอบถามโหวตโดยเปิดทำการสำรวจตั้งแต่วันที่ 10.-28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยผลการสำรวจพบว่า พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ได้คะแนน 45,436 คะแนนมาเป็นอันดับ 2 หรือคิดเป็น 27.38 % นับว่าเป็นผลโหวตที่น่าพอใจ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของประชาชนยังนิยมในพปชร.และมั่นใจว่าในระยะเวลาที่เหลือก่อนที่จะมีการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นช่วงพ.ค.นี้พปชร.ยังสามารถที่จะเดินหน้าลงพื้นที่เพื่อพบปะประชาชนและนำเสนอนโยบายต่างๆ ของพรรคให้เป็นทางเลือกของประชาชนในการตัดสินใจเลือกพปชร.เพิ่มขึ้น
“ ด้วยสโลแกนของพรรค พร้อมก้าวข้ามความขัดแย้ง แก้ไขปัญหา พัฒนาทุกพื้นที่ให้ประชาชนกินดีอยู่ดี ซึ่งสะท้อนผ่านนโยบายต่างๆ ของพรรคที่ออกมาในการดูแลประชาชนทั้งนโยบายบัตรประชารัฐ 700 บาท (ป้อม 700) นโยบายดูแลทุกช่วงวัย “เบี้ยผู้สูงอายุ” 3 4 5 และ 6 7 8” นโยบายดูแลทุกช่วงวัย “แม่ บุตร ธิดา ประชารัฐ” นโยบายแก้ปัญหาที่ดินทำกิน “มีที่ทำกิน มีที่ดินไม่มีจน” นโยบายแก้ปัญหาน้ำ “มีเรา ไม่มีแล้ง มีน้ำ ไม่มีจน” ซึ่งหลายนโยบายเราได้ดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมและพร้อมสานต่อควบคู่ไปกับการต่อยอดนโยบายใหม่ๆ ให้ครอบคลุมถึงความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น” นายอรรถกร กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 4 มีนาคม 2566

“ว่าที่ผู้สมัคร กทม.พปชร.”ยื่นหนังสือเสนอนโยบายสตรีและกลุ่ม LGBTQ+ผ่าน”ศ.ดร.นฤมล” หนุนลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มความเท่าเทียมเพศชาย-เพศทางเลือกสังคมไทย

,

“ว่าที่ผู้สมัคร กทม.พปชร.”ยื่นหนังสือเสนอนโยบายสตรีและกลุ่ม LGBTQ+ผ่าน”ศ.ดร.นฤมล”
หนุนลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มความเท่าเทียมเพศชาย-เพศทางเลือกสังคมไทย

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือเสนอนโยบายเกี่ยวกับผู้หญิงและความหลากหลายทางเพศ จากตัวแทนกลุ่มว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.ของพรรคพลังประชารัฐ เนื่องวันสตรีสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายของพรรคที่พร้อมเปิดกว้าง และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกคน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในทุกมิติ สอดรับกับนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ที่ให้ความสำคัญในการก้าวข้ามความขัดแย้ง แก้ไขปัญหา พัฒนาทุกพื้นที่ เพื่อให้สังคมไทยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งรวมไปถึงการให้ความสำคัญสตรี ในฐานะแม่ ที่ต้องเลี้ยงดูบุตร ธิดา เพื่อให้มีพัฒนาการที่ดีและเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติ

โดยในวันนี้ ทาง น.ส.ณิรินทร์ เงินยวง ว่าที่ผู้สมัครกทม(เขตบึงกุ่ม คันนายาว) ได้นำหนังสือข้อเรียกร้องขององค์กรสตรี ผ่านตัวแทนพรรคการเมืองที่เข้าร่วมเวทีเสวนาในวันสตรีสากลเข้ามามอบให้กับพรรค เพื่อนำข้อเรียกร้องมาสู่การพิจารณา เพื่อจัดทำนโยบายด้านสตรีและเด็ก ซึ่งพรรคพร้อมให้การสนับสนุน เพราะมีข้อมูลหลายด้านมาสู่การประกาศเป็นนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับ แม่เลี้ยงเดี่ยว ที่ประสบปัญหาจากการหย่าร้าง รวมไปถึงการลดภาระ ให้เพศหญิงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเราต้องการให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญสิทธิสตรี และความหลากหลายทางเพศมากขึ้น

“ทางกลุ่มผู้สมัคร ส.ส. กทม.ได้มีแนวทางเดียวกันในการให้ความสำคัญสตรีและเด็ก และเพศทางเลือก จึงนำข้อเสนอดังกล่าว มายื่นต่อคณะผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐ ผ่าน ศ.ดร.นฤมล เพื่อนำไปสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายขับเคลื่อนของพรรค เพื่อร่วมศึกษาเพิ่มเติม และวางนโยบายร่วมกันอีกครั้งต่อไป “

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 3 มีนาคม 2566

“พล.อ.ประวิตร”เปิดตลาดท่องเที่ยวเมืองปากน้ำ เตรียมพัฒนาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ และ การท่องเที่ยวใกล้ กทม.ด้าน ประชาชนแห่ต้อนรับคึกคัก พร้อมอวยพรขอให้เป็นนายกฯคนต่อไป

,

“พล.อ.ประวิตร”เปิดตลาดท่องเที่ยวเมืองปากน้ำ เตรียมพัฒนาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ และ
การท่องเที่ยวใกล้ กทม.ด้าน ประชาชนแห่ต้อนรับคึกคัก พร้อมอวยพรขอให้เป็นนายกฯคนต่อไป

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานเปิดตลาดเชิงท่องเที่ยวศูนย์กลางจำหน่ายผลผลิตทางการประมงและศูนย์ส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดสมุทรปราการ โดยมี นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ,นางสาวนันทิดา แก้วบัวสาย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ และนางประภาพร อัศวเหม นายกเทศมนตรีนครสมุทรปราการ นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม กำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน
รวมไปถึงนายสุนทร ปานแสงทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมไปถึงส.ส.สมุทรปราการ และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพลังประชารัฐ ได้แก่ นายจาตุรนต์ นกขมิ้น นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ นายอัครวัฒน์ อัศวเหม นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก น.ส.ภริม พูลเจริญ นายแสน บานแย้ม นายยงยุทธ สุวรรณบุตร นายต่อศักดิ์ อัศวเหม และนายวรพร อัศวเหม ให้การต้อนรับอย่างคับคั่ง

โดยพลเอกประวิตร กล่าวบนเวทีว่า มีความยินดี เป็นอย่างมากที่ได้มาเป็นประธานเปิดกิจกรรม”พบปะ พี่น้อง ประชาชน” ณ ตลาดเชิงท่องเที่ยวศูนย์กลางจำหน่ายผลผลิต ทางการประมง และ ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจ จังหวัด สมุทรปราการ” ในวันนี้ขอชื่นชม การดำเนินงานของทุกภาคส่วน ในจังหวัดสมุทรปราการ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ทุกท่าน ที่ได้ช่วยกันทำให้จังหวัดสมุทรปราการสวยงาม น่าอยู่ คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ วัฒนธรรม รวมไปถึงวิถีชีวิต ของชาวปากน้ำให้คงอยู่

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่า การพบปะพี่น้องประชาชนในวันนี้จะทำให้ทุกภาคส่วน เข้าใจถึงความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น และถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้มาเยี่ยมชมตลาดแห่งนี้ที่จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้พี่น้องชาวสมุทรปราการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของจังหวัดสมุทรปราการต่อไป ผมในนามของหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ขอฝากพรรคพลังประชารัฐไว้กับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสมุทรปราการทุกท่านด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านกำนันผู้ใหญ่บ้านนายกเทศมนตรี นายก…ทั้งหลายแหล่ ขอบคุณครับ”พลเอกประวิตร กล่าว

ทั้งนี้ บรรยากาศภายในงานมีประชาชนมารอต้อนรับจำนวนมาก โดยพลเอกประวิตรได้ขึ้นรถกอล์ฟ เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนอย่างอารมณ์ดี ซึ่งได้รับคำอวยพรให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และบางคนได้เข้าสวมกอดด้วย

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 3 มีนาคม 2566

“พล.อ.ประวิตร” เดินหน้าความร่วมมือพัฒนาลุ่มน้ำโขงเสริมสร้างใช้น้ำยั่งยืน ย้ำศึกษาประโยชน์ร่วมกันทุกมิติรอบครอบพร้อมสร้างการนับรู้กับ ปชช.

,

“พล.อ.ประวิตร” เดินหน้าความร่วมมือพัฒนาลุ่มน้ำโขงเสริมสร้างใช้น้ำยั่งยืน
ย้ำศึกษาประโยชน์ร่วมกันทุกมิติรอบครอบพร้อมสร้างการนับรู้กับ ปชช.

เมื่อ 2 มี.ค.66 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม คณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ครั้งที่ 1/2566 ณ ห้องประชุมมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5จังหวัด ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยพล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษก รอง นรม. กล่าวว่า ที่ประชุมรับทราบ ความคืบหน้ากระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า ภายใต้ระเบียบปฏิบัติ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เรื่องการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อน สานะคาม สปป.ลาว ซึ่งฝ่ายไทยยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบข้ามพรมแดน ซึ่งพล.อ.ประวิตร ได้กำชับให้คณะอนุกรรมการวิชาการ พิจารณาข้อมูลของโครงการให้เกิดความรอบคอบ ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพน้ำ ระบบนิเวศ การประมง ทางผ่านปลา รวมถึงด้านเศรษฐกิจและสังคม

อย่างไรก็ตามที่ประชุมยังได้รับทราบรายงานความคืบหน้า การขอรับการสนับสนุนโครงการจัดการประมงข้ามพรมแดน ภายใต้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF ครั้งที่8) รวมทั้งรับทราบความคืบหน้า โครงการจัดตั้งกองทุนแม่โขง (Mekong Fund) เพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ในการบรรเทาผลกระทบและเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบข้ามพรมแดนจากการดำเนินการบนแม่น้ำโขง สายประธาน รวมทั้ง ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบ ร่างปฏิญญาเวียงจันทน์ ค.ศ. 2023 ภายใต้แนวคิดหลักร่วมกัน คือ “นวัตกรรมและความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำและความยั่งยืนของลุ่มน้ำโขง” ซึ่งเป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ เชิงนโยบายของประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ในการมุ่งเน้นการดำเนินงานตามพันธะกรณีของความตกลง ว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเห็นชอบร่างถ้อยแถลงสำหรับนายกรัฐมนตรีในการประชุม”สุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขง ตอนล่าง” ครั้งที่ 4และร่างประเด็นสำหรับการหารือในการประชุมอย่างไม่เป็นทางการ

พล.อ.ประวิตร ได้กำชับ สทนช., ก.การต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ร่วมกันดำเนินการขับเคลื่อนงานให้เป็นไปตามมติคณะกรรมการฯ โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ และความมั่นคงของประเทศชาติ ภายใต้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศสมาชิกฯ พร้อมทั้งให้มีการสร้างการรับรู้ ความเข้าใจให้ประชาชนคนไทยในพื้นที่ได้รับทราบ อย่างทั่วถึง ควบคู่กันไปด้วย

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 2 มีนาคม 2566

พล.อ.ประวิตร ไม่ประมาท เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำรอยปี65 ถอดบทเรียนฯ ใช้ 12 มาตรการ กำชับทุกหน่วยรับมือฤดูฝนปี66 มุ่งลดผลกระทบ ปชช.ได้ประโยชน์สูงสุด

,

พล.อ.ประวิตร ไม่ประมาท เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำรอยปี65 ถอดบทเรียนฯ ใช้ 12 มาตรการ
กำชับทุกหน่วยรับมือฤดูฝนปี66 มุ่งลดผลกระทบ ปชช.ได้ประโยชน์สูงสุด

ว่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. ได้เป็นประธานการประชุม คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 1/2566 ณ ห้องประชุม มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดย พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษก รอง นรม. กล่าวว่าที่ประชุมได้รับทราบ ผลการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ระยะเร่งด่วนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ จากเหตุการณ์อุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปี2565 ส่งผลให้มีพื้นที่ประสบอุทกภัย ราว 2.8 ล้านไร่ ใน 16 จังหวัด ภาคกลาง ซึ่ง สทนช.ได้เสนอโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ระยะเร่งด่วนในพื้นที่เจ้าพระยาใหญ่ และขอรับการสนุนงบประมาณประจำปี66 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงบประมาณ ก่อนเสนอ ครม. ต่อไป

จากนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบ (ร่าง)มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 โดย สทนช. ได้นำผลการถอดบทเรียนฯมาปรับปรุงเป็น 12 มาตรการ ได้แก่
มาตรการที่ 1 การคาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและพื้นที่เสี่ยงช่วงฝนทิ้งช่วง
มาตรการที่ 2 การบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับน้ำหลาก
มาตรการที่ 3 ทบทวนปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำ /เขื่อนระบายน้ำและจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำเชิงบูรณาการ
มาตรการที่ 4 เตรียมความพร้อมซ่อมแซม ปรับปรุงอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ โทรมาตร ให้พร้อมใช้งานและปรับปรุงแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ
มาตรการที่ 5 เตรียมพร้อม /วางแผนเครื่องจักร เครื่องมือบุคลากรประจำพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และพื้นที่เสี่ยงในช่วงฝนทิ้งช่วง
มาตรการที่ 6 ตรวจความมั่นคงปลอดภัยคัน ทำนบ พนังกั้นน้ำ
มาตรการที่ 7 ขุดลอกคู คลอง และกำจัดผักตบชวา
มาตรการที่ 8 ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ ตั้งศูนย์ส่วนหน้า ก่อนเกิดภัยและฟื้นฟูสภาพให้กลับสู่สภาพปกติ
มาตรการที่ 9 เร่งเก็บกักน้ำแหล่งน้ำทุกประเภทช่วงปลายฤดูฝน
มาตรการที่ 10 สร้างความเข้มแข็งเครือข่ายภาคประชาชนในการให้ข้อมูลสถานการณ์
มาตรการที่ 11 การสร้างการรับรู้/ประชาสัมพันธ์ และ
มาตรการที่ 12 ติดตามประเมินผลปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัย และได้เห็นชอบ แผนป้องกัน และแก้ไขภาวะน้ำท่วมปี 2566 ของลุ่มน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อม ไว้ด้วยต่อไป

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน ร่วมกันแก้ไขปัญหาด้านน้ำ ในทุกมิติ เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงด้านน้ำ ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งไดักำชับให้ สทนช.เตรียมการวางแผนการกักเก็บน้ำในฤดูฝน ให้มากที่สุด เพื่อไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง ด้วย และให้สร้างการรับรู้ และการแจ้งเตือนภัยสถานการณ์น้ำให้ ประชาชนทราบ อย่างทั่วถึง ทันเวลาและต่อเนื่อง นอกจากนั้น พล.อ.ประวิตร ยังได้ขอบคุณ สทนช. และหน่วยงานที่รับผิดชอบ 10 มาตรการฤดูแล้ง ที่สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำของประชาชน ทั่วประเทศ ได้ผลเป็นอย่างดี ที่ผ่านมา

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 2 มีนาคม 2566

“พล.อ.ประวิตร”เตรียมกำลังพลสู้ศึกเลือกตั้ง ปี66 มั่นใจพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตอบโจทย์ปัญหา ปชช.

,

“พล.อ.ประวิตร”เตรียมกำลังพลสู้ศึกเลือกตั้ง ปี66
มั่นใจพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตอบโจทย์ปัญหา ปชช.

วันที่ 1 มีนาคม 2566 เวลา 16.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมด้วย นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะเลขาธิการพรรค นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. จำนวน 50 คน และกล่าวต้อนรับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เลือดเก่า และ ส.ส.เลือดใหม่ ที่มีอุดมการณ์เดียวกันและเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ พร้อมที่จะเป็นตัวแทน พปชร. ซึ่งจะมีการทำงานเพื่อประชาชนอย่างเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่งและบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ณ ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ

พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวขอบคุณ ส.ส.เก่าของพรรคทุกคนที่อยู่ร่วมกันมาตลอดสี่ปี รวมถึงขอบคุณว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ที่ย้ายมาจากพรรคการเมืองอื่นที่มาร่วมทำงานกับพรรคเรา และผู้สมัครหน้าใหม่ทุกคนที่มาสร้างชื่อเสียงให้กับพรรคต่อไป ในวันนี้รู้สึกตื้นตันใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส.ส.เก่าที่ยังอยู่ร่วมกับพรรคและไม่ไปไหน

“ถือเป็นโอกาสที่ดีอีกวันหนึ่งที่เราได้เปิดตัวผู้สมัครทั้งหน้าใหม่ หน้าเก่าที่ไม่ย้ายไปอยู่กับพรรคการเมืองอื่นถึงแม้เราจะโดนดูดไปเยอะ แต่ก็ไม่เป็นไร พรรคเราถือว่าเป็นพรรคที่โดนดูด ส.ส.ไปมากที่สุด แต่เราก็มีความเข้มแข็งที่จะจับมือกันทำเพื่อประชาชนและประเทศชาติต่อไป” พล.อ.ประวิตร กล่าว

สำหรับผู้สมัครที่ย้ายมาจากพรรคอื่น พปชร.ยินดีต้อนรับทุกคน เพราะทุกคนถือเป็นกำลังสำคัญของพรรค และคาดหวังว่าจะได้ ส.ส.มากเป็นอันดับหนึ่ง เพราะการเลือกตั้งเมื่อปี 62 เราได้ ส.ส.มากเป็นอันดับที่ 2 แต่จะได้เท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับทุกคนที่จะร่วมกันทำงาน

พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า ยินดีที่จะรับใช้ทุกคนที่เข้ามาสู่บ้านพลังประชารัฐโดยผู้สมัครหน้าใหม่สามารถถาม ส.ส.ทุกคนได้ว่า ตนดูแลพวกเราทุกคนอย่างไร และยืนยันว่าตนเองจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเลยแม้แต่คนเดียว และขอฝากความหวังไว้กับทุกคนในการที่จะเป็น ส.ส.ของพรรคเข้าไปทำหน้าที่แทนประชาชนในปี 66 โดยพรรคจะเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ผู้สมัครทุกคน ตนก็ต้องขอฝากเอาไว้ด้วย

ด้านนายสันติ กล่าวว่า เป็นอีกวันหนึ่งที่กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ได้มาต้อนรับว่าที่ผู้สมัครทุกคนทั้ง ส.ส.ปัจจุบัน และผู้สมัครใหม่ โดยทุกคนที่อยู่ที่นี่เป็นคนที่มีอุดมการณ์จะทำงานเพื่อประชาชนและเป็นตัวแทนของประชาชนเพื่อที่จะทำงานพัฒนาในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยจะพัฒนาให้ประเทศไทยทันกับทั่วโลก และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับเยาวชนลูกหลานของเรา

สำหรับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ที่เปิดตัวครั้งนี้ ประกอบด้วย กทม. คือ นายศิริพงศ์ รัศมี ส.ส.กทม. กำแพงเพชร ได้แก่ นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร นายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร นายปริญญา ฤกษ์หร่าย ขอนแก่น คือ นายสมศักดิ์ คุณเงิน ส.ส.ขอนแก่น นายบัลลังก์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น มาจากพรรคเพื่อไทย จ.ฉะเชิงเทรา คือ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ฉะเชิงเทรา จ.ตรัง คือ นายนิพนธ์ ศิริธร ส.ส.ตรัง จ.นครราชสีมา ได้แก่ นายเกษม ศุภรานนท์ ส.ส.นครราชสีมา นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ ส.ส.นครราชสีมา

จ.นครศรีธรรมราช ได้แก่ นายรงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรีธรรมราช นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส.ส.นครศรีธรรมราช นายอาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ส.ส.นครศรีธรรมราช จ.นราธิวาสคือ นายสมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส จ.พะเยา ได้แก่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา นายจิรเดช ศรีวิราช ส.ส.พะเยา จ.พิจิตร คือ พรชัย อินทร์สุข ส.ส.พิจิตร จ.เพชรบูรณ์ ได้แก่ น.ส.พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ ส.ส.เพชรบูรณ์ นายจักรัตน์ พั้วช่วย ส.ส.เพชรบูรณ์ นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ส.ส.เพชรบูรณ์ นายเอี่ยม ทองใจสด ส.ส.เพชรบูรณ์

จ.ภูเก็ต ได้แก่ นายสุทา ประทีป ณ ถลาง ส.ส.ภูเก็ต นายนัทธี ถิ่นสาคู ส.ส.ภูเก็ต จ.แม่ฮ่องสอน คือ นายปัญญา จีนาคำ ส.ส.แม่ฮ่องสอน จ.ยะลาคือ นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ส.ส.ยะลา จ.ราชบุรี คือ นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี นายชัยทิพย์ กมลพันธุ์ทิพย์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ นายจตุพร กมลพันธุ์ทิพย์ จ.สมุทรสาคร คือ น.ส.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ส.ส.สมุทรสาคร จ.สระแก้ว ได้แก่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว นายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ ส.ส.สระแก้ว จ.สระบุรี คือ น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ส.ส.สระบุรี จ.สิงห์บุรีคือ นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.สิงห์บุรี

จ.สมุทรปราการ ได้แก่ นายจาตุรนต์ นกขมิ้น นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ นายอัครวัฒน์ อัศวเหม ส.ส.สมุทรปราการ นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ส.ส.สมุทรปราการ น.ส.ภริม พูลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ นายแสน บานแย้ม ที่ปรึกษา รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายยงยุทธ สุวรรณบุตร ส.ส.สมุทรปราการ นายต่อศักดิ์ อัศวเหม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายวรพร อัศวเหม จ.ชลบุรี ได้แก่ นายสรัลชา ศรีชลวัฒนา ร.อ.จองชัย วงศ์ทรายทอง ส.ส.ชลบุรี นายประมวล เอมเปีย นายโอฬาร์ ปัญญปิติพัฒน นายบรรจบ รุ่งโรจน์ นายนิพนธ์ แจ่มจรัส นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ส.ส.ชลบุรี และนายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ อดีต ส.ส.ชลบุรี

จ.ชัยนาท คือ นายธนบดี คุ้มชนะ อดีตนายก อบจ.ชัยนาท จ.ชัยภูมิ ได้แก่ นายสุขสันต์ ชื่นจิตร และนายอัครแสนคีรี โล่วีระ จ.สุรินทร์ ได้แก่ นายสิตกวิน เตียวเจริญโสภา นายเสรษฐิพณ แท่นดี จ.นครราชสีมา คือ นายณัฐพล ชวนกระโทก จ.ขอนแก่นคือ นายพิพัฒน์พงศ์ พรหมนอก จ.พิจิตร ได้แก่ นางณริยา บุญเสรฐ นายเอกวิชญ์ เรืองมาลัย และจ.กระบี่ คือ นายอนันต์ เขียวสด จ.สุพรรณบุรี คือ นายยุทธนา โพธสุธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สุพรรณบุรี จ.ปัตตานี คือ นายอันวาร์ สาละ อดีต ส.ส.ปัตตานี

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 1 มีนาคม 2566

“สนธิรัตน์”ร่วมเวทีถก”อนาคตพลังงานไทย” ย้ำพปชร.ทำเพื่อประชาชนหยุดประโยชน์กลุ่มทุน

,

“สนธิรัตน์”ร่วมเวทีถก”อนาคตพลังงานไทย”
ย้ำพปชร.ทำเพื่อประชาชนหยุดประโยชน์กลุ่มทุน

“สนธิรัตน์” ชี้ ปฏิรูปพลังงานต้องมีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน ยก “บิ๊กป้อม” ผู้นำการเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงาน พิสูจน์ 37 วันนั่งรักษาการณ์ ประกาศนโยบาย “Net Metering” เผยนโยบายพลังงาน “พปชร.” ฟื้น “โรงไฟฟ้าชุมชน – รื้อโครงสร้างราคาพลังงาน – สานต่อ EV” ผลักดันตั้งองค์กรจัดการทรัพยากรพลังงานของชาติ หยุดประโยชน์กลุ่มทุน

วันที่ 28 ก.พ. 2566 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ กรรมการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ และการเมือง พรรคพลังประชารัฐ ร่วมโชว์วิสัยทัศน์ด้านพลังงาน ในงานเสวนา พรรคการเมืองตอบประชาชน “อนาคตพลังงานไทย” ที่จัดขึ้นโดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงาน

โดยนายสนธิรัตน์ กล่าวว่า พลังงานคือปัญหาใหญ่ของประเทศไทย นโยบายพลังงานจะเป็นนโยบายที่ชี้ขาดการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะพลังงานเป็นต้นทุนชีวิต และเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะปฏิรูปพลังงานไทยได้ต้องมีเจตจำนงทางการเมืองที่แข็งกล้า และชัดเจน และที่สำคัญ คือผู้นำของพรรคที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงาน ซึ่งตรงนี้พิสูจน์ แล้วว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้นำที่กล้าเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานจากการนั่งรักษาการนายกรัฐมนตรีเพียง 37 วัน โดยการประกาศเรื่อง Net Metering ซึ่งที่ผ่านมาการส่งเสริมโซล่าเซลล์ ไม่เคยประสบความสำเร็จ ไม่เคยถึงประชาชน แต่หากสานต่อเรื่อง Net Metering ก็จะทำให้เกิดขึ้นได้จริง

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ในสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ทำนโยบายพลังงานที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งมาหลายเรื่อง ได้แก่ การตั้งคณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรม การดำเนินการลดราคาหน้าโรงกลั่น 50 สตางค์ การคืนค่ามัดจำมิเตอร์ไฟฟ้า และการผลักดันนโยบายโรงไฟฟ้าชุมชน แต่น่าเสียดายตนทำได้เพียง 1 ปี หลังจากออกมานโยบายต่าง ๆ ก็ไม่ได้คืบหน้า โดยเฉพาะเรื่องโรงไฟฟ้าชุมชน ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางของพี่น้องประชาชน ผ่านมา 2 ปี ยังไม่ก่อเกิดผลลัพธ์ของพลังงานประชาชน อย่างที่คาดหวัง อย่างไรก็ตาม นโยบายทั้งหมดจะยังคงเป็นนโยบายที่พรรคพลังประชารัฐจะสานต่ออย่างแน่นอน

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า นโยบายพลังงานที่พรรคพลังประชารัฐจะขับเคลื่อน จะเป็นนโยบายพลังงานของประชาชน เพื่อประชาชน โดยจะครอบคลุมการบูรณาการ การแก้ปัญหาให้มีความเป็นธรรมอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องน้ำมัน ไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติ เช่น การปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน ยกเลิกราคาสมมติ ทำความร่วมมือกับเอกชนแก้ไขสิ่งที่มีความไม่เป็นธรรมซ่อนอยู่ ซึ่งต้องดูว่าเอาเปรียบประชาชนตรงไหน และอย่างไร การผลักดันเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยานยนต์ EV ผลักดันการแปลงรถยนต์สันดาบให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการสนับสนุนของรัฐ เพื่อส่งเสริมการใช้รถ EV และเร่งสร้างแรงจูงใจการใช้รถ EV รวมถึงการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังจะมีการบริหารจัดการพืชพลังงานให้สอดรับกับกระแส Green Energy ของโลก เช่น การส่งเสริมการใช้พืชพลังงานผลิตน้ำมันเครื่องบิน หรือที่เรียกว่า Biojet

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ขณะที่ด้านไฟฟ้า จะผลักดันนโยบายไฟฟ้าของประชาชน เพื่อประชาชน เช่น ต่อยอดนโยบายโรงไฟฟ้าชุมชน การส่งเสริมโซล่าภาคประชาชน และ Net Metering เพื่อให้ประชาชนเป็นทั้งผู้ผลิตพลังงานใช้เอง และเป็นผู้ขายพลังงาน สร้างรายได้ทั้งในส่วนของครัวเรือนและชุมชน นอกจากนี้ นายสนธิรัตน์ ยังให้ความเห็นต่อการแก้ปัญหาเรื่องค่าไฟฟ้าแพง โดยแนะให้หยุดการทำสัญญาโรงไฟฟ้าใหม่ เพื่อไม่ให้ปริมาณสำรองไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และเป็นภาระค่าไฟฟ้าที่มาจากค่าพร้อมจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน

“จะแก้เรื่องไฟฟ้าส่วนเกิน ค่าไฟฟ้าส่วนเกินวันนี้คือสัญญาที่ทำไปแล้ว สิ่งแรกที่ท่านต้องเรียกร้อง และพูดให้ดังคือคัดค้านการเซ็นต์สัญญาโรงไฟฟ้าใหม่ตั้งแต่บัดนี้ เพื่อไม่ให้ค่าไฟฟ้าส่วนเกินเพิ่มขึ้นมาจากการที่กลุ่มเอกชนจะเซ็นต์สัญญาไฟฟ้าใน 2-3 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ไม่อย่างนั้นค่าไฟฟ้าส่วนเกินจะเพิ่มขึ้นตลอดเวลา” นายสนธิรัตน์ กล่าว

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาตินั้น ก๊าซของชาติ ประชาชน ต้องได้รับประโยชน์ก่อนภาคอุตสาหกรรมจะต้องมีการปรับโครงสร้างราคาก๊าซให้เป็นธรรม ซึ่งราคาก๊าซหุงต้มเป้าหมายราคา 350 บาทต่อถังมีความเป็นไปได้ สุดท้ายสิ่งที่จะต้องทำคือการจัดตั้งองค์กรจัดการทรัพยากรพลังงานของชาติ เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรทางพลังงานของชาติถูกจัดการเพื่อประโยชน์ของชาติ และประชาชน ไม่ปล่อยให้ตกอยู่ในมือของกลุ่มทุน

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 1 มีนาคม 2566

“เลขาสันติ ควง รองวิรัช”ระดมว่าที่ผู้สมัครเสริมอาวุธ ชูนโยบายเพื่อปชช. เน้นลงพื้นที่เข้าถึงนโยบายทำได้จริง เพื่อเลือกพปชร. ชู พล.อ.ประวิตร นั่งนายกฯ

,

“เลขาสันติ ควง รองวิรัช”ระดมว่าที่ผู้สมัครเสริมอาวุธ ชูนโยบายเพื่อปชช.
เน้นลงพื้นที่เข้าถึงนโยบายทำได้จริง เพื่อเลือกพปชร. ชู พล.อ.ประวิตร นั่งนายกฯ

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค ได้ร่วมให้ความรู้และอบรม เตรียมความพร้อมว่าที่ผู้สมัครทั่วประเทศ ในการลงพื้นที่ เพื่อเสนอนโยบายของพรรคที่ได้ออกมา 5 นโยบาย ทั้งนโยบายเพิ่มเงินสวัสดิการบัตรประชารัฐ ทบทวนกฎเกณฑ์และเตรียมความพร้อม
เรื่องกฎหมาย และนโยบายพรรค สู่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ทั่วประเทศ

นายสันติกล่าวว่า พรรคได้ออกนโยบาย เพื่อให้ว่าที่ผู้สมัคร ไปทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน เพื่อให้พรรคเข้าถึงใจ และมีความเชื่อมั่นว่าพรรค ที่นำโดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค ได้ทำนโยบาย เพื่อช่วยเหลือประชาชนและลดความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนได้อย่างแน่นอน ตั้งแต่นโยบายเพิ่มเงินช่วยเหลือในบัตรประชารัฐ นโยบายที่ทำกิน นโยบายน้ำ ที่หัวหน้าพรรคได้ดำเนินมาตลอด 4 ปีที่ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล และนโยบายล่าสุด นโยบายจากครรภ์มารดา สู่บุตร ธิดา ประชารัฐ “แม่ บุตร ธิดา ประชารัฐ”
หากเลือก พปชร.ได้จัดตั้งรัฐบาล และยกมือในสภาผู้แทนเพื่อให้พล.อ.ประวิตร เป็นนายก เราจะทำทันที

นอกจากนี้ ยังได้ย้ำให้ว่าที่ผู้สมัครลงพื้นที่อย่างเข้มแข็ง รับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น เพื่อนำมาสู่การทำนโยบาย เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง และมองเห็นอนาคต ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญว่าที่ผู้สมัครต่างรู้ถึงปัญหาในแต่ละพื้นที่เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นเครื่องชี้ชัดว่าพรรคเรามีความจริงใจกับประชาชน และที่สำคัญตัวว่าผู้สมัครจะเป็นตัวช่วยสร้างพรรคได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามนโยบายใหม่ที่ออกมา เพื่อดูแลผู้สูงวัย และนโยบายดูแลสตรีมีครรภ์และเด็ก เพราะขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และจำนวนเด็กเกิดน้อยลง เพราะด้วยค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้ค่าเลี้ยงดูสูง พปชร.เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ เพื่อที่จะส่งเสริมในการเพิ่มจำนวนประชากรของประเทศอย่างมีคุณภาพ ให้กับประชาชน และที่สำคัญจะส่งเสริมให้โรงพยาบาลระดับตำบลมีแพทย์ โดยการให้จังหวัดมีการตั้งกองทุนเพื่อจัดหาเด็กเรียนดีในจังหวัดเข้าเรียนแพทย์ และกลับมาทำงานในท้องถิ่นตนเอง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทาง ให้กับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล และลดความแออัดของโรงพยาบาลขนาดใหญ่

นายวิรัชกล่าวว่า การอบรมเพิ่มเติมให้กับว่าที่ผู้สมัครตั้งแต่รุ่น 1-4 เพื่อมารับทราบนโยบายเพิ่มเติม เพื่อลงพื้นที่ รวมทั้งรับฟังความเห็นของว่าที่ผู้สมัครไปรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน เพื่อมาแลกเปลี่ยนข้อมูล ในการหาเสียง เพราะระยะเวลาการเลือกตั้งกำลังจะมาถึงอีกไม่นานนี้

“การจัดอบรบครั้งนี้ จึงเป็นการเพิ่มเครื่องมือให้กับว่าที่ผู้สมัคร และมาทำความเข้าใจในนโยบายของพรรคที่จะนำเสนอต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย ป้อม 700 มีน้ำไม่มีแล้ง ไม่มีจน มีที่ทำกินไม่มีจน นโยบายดูแลผู้สูงอายุ 3-4-5-6-7-8 และนโยบายแม่-บุตร -ธิดา ประชารัฐ วันนี้ เราให้เครื่องมือเพื่อไปบอกกับประชาชน”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 1 มีนาคม 2566

“พล.อ.ประวิตร” ขยาย พรก.ฉุกเฉิน ต่อ 3เดือน ปรับลดพื้นที่ อ.มายอ ผ่านเกณฑ์ กำชับเตรียมดูแลช่วงการเลือกตั้ง พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ทุ่มเท เสียสละ เพื่อส่วนรวม

,

“พล.อ.ประวิตร” ขยาย พรก.ฉุกเฉิน ต่อ 3เดือน ปรับลดพื้นที่ อ.มายอ ผ่านเกณฑ์ กำชับเตรียมดูแลช่วงการเลือกตั้ง พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ทุ่มเท เสียสละ เพื่อส่วนรวม

1 มี.ค.66 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน (กบฉ.) ครั้งที่ 1/2566 ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด โดยพล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษก รอง นรม. กล่าวว่า โดยที่ประชุมได้รับทราบ ผลการปฎิบัติงานตาม พรก.ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ห้วง 20 ธ.ค.65 -23 ก.พ.66 และแนวโน้มสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จชต. หลังจากนั้นได้ร่วมกันพิจารณาเห็นชอบ ตามที่ กอ.รมน.ภาค4 เสนอโดยขอให้ปรับลดพื้นที่ อ.มายอ จ.ปัตตานี ออกจากพื้นที่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ เนื่องจากผ่านเกณฑ์การประเมินผล และขอให้นำ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรฯ มาบังคับใช้แทน พร้อมเห็นชอบ ขยายเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงใน 3 จชต. ยกเว้น อ.ศรีสาคร ,อ.สุไหงโก-ลก ,อ.แว้ง และอ.สุคิริน จ.นราธิวาส ยกเว้น อ.ยะหริ่ง ,อ.มายอ ,อ.ไม้แก่น และอ.แม่ลาน จ.ปัตตานี และ จ.ยะลา ยกเว้น อ.เบตง ,อ.กาบัง ออกไปอีก 3เดือน ตั้งแต่ 20 มี.ค.66 ถึง 19 มิ.ย.66 โดยเป็นการขยายเวลา ครั้งที่ 71 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ป้องกันและระงับยับยั้งสถานการณ์ให้ได้ อย่างทันท่วงที และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งจะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลรักษาความสงบ ความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ด้วย

พล.อ.ประวิตร ได้กำชับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ,ตำรวจภูธรภาค 9 เร่งหามาตรการทางกฎหมายปกติ ทดแทน พรก.ฉุกเฉิน เพื่อสร้างบรรยากาศเชิงบวกในพื้นที่ และให้สอดรับกับทิศทางของกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข พร้อมเน้นย้ำ ฝ่ายความมั่นคง ประสานการปฏิบัติในการรักษาความปลอดภัย และเฝ้าระวังติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ก่อเหตุรุนแรง ทั้งในและนอกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องเตรียมการดูแลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ด้วย

พล.อ.ประวิตร ยังได้ขอบคุณกำลังพลทุกนาย ของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ เพื่อส่วนรวม สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี กระทั่งปรับลด อ.มายอ จ.ปัตตานี เป็นอำเภอที่10 ได้เป็นผลสำเร็จ

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 1 มีนาคม 2566