โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ทางเลือกใหม่ของการเมืองไทย ก้าวข้ามความขัดแย้ง สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน

หมวดหมู่: ข่าวประชาสัมพันธ์

พปชร.ลงมติเลือก “พล.อ.ประวิตร” นั่งหัวหน้าพรรคนำทัพต่อ ปรับแผนใหม่ มอบรองหัวหน้ายึดโยงพื้นที่ เลขาฯคนใหม่หนุนการทำงาน มั่นใจ พรรคจะไม่แตกแยกอีก ยึดมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์ ชูทันสมัยเศรษฐกิจ เพื่อปชช.มีชีวิตทีดีขึ้น

,

พปชร.ลงมติเลือก “พล.อ.ประวิตร” นั่งหัวหน้าพรรคนำทัพต่อ ปรับแผนใหม่ มอบรองหัวหน้ายึดโยงพื้นที่ เลขาฯคนใหม่หนุนการทำงาน มั่นใจ พรรคจะไม่แตกแยกอีก ยึดมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์ ชูทันสมัยเศรษฐกิจ เพื่อปชช.มีชีวิตทีดีขึ้น

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2567 พรรคพลังประชารัฐ ได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 2/2567 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย คณะกรรมการบริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ตัวแทนภาค และตัวแทนสาขา และสมาชิกพรรค เข้าร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง กว่า 800 คน เพื่อร่วมกันเดินหน้าขับเคลื่อนพรรคพลังประชารัฐมุ่งสู่การเป็นสถาบันการเมือง ด้วยอุดมการณ์ “ปกป้องสถาบัน ทันสมัยเศรษฐกิจ มีชีวิตที่สดใส ของคนไทยทั้งประเทศ”

จากนั้น เมื่อองค์ประชุมครบจำนวนตามข้อบังคับ พล.อ.ประวิตร ได้ทำหนังสือ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้า เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับของพรรค เป็นผลให้คณะกรรมการบริหารทั้งชุดปัจจุบัน หมดวาระลงทันที จากนั้น จึงเข้าสู่กระบวนการเสนอชื่อ และ เลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ผลการลงคะแนนในที่ประชุม มีมติดังนี้

  • พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค
  • นายไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรค
  • นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคคนที่ 1
  • นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคคนที่ 2
  • นางสาวตรีนุช เทียนทอง รองหัวหน้าพรรคคนที่ 3
  • นายอุตตม สาวนายน รองหัวหน้าพรรคคนที่ 4
  • นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์  รองหัวหน้าพรรคคนที่ 5
  • นายฉกาจ พัฒนกิจวิบูลย์ รองหัวหน้าพรรคคนที่ 6
  • นายชัยมงคล ไชยรบ รองหัวหน้าพรรคคนที่ 7
  • นายอภิชัย เตชะอุบล รองหัวหน้าพรรคคนที่ 8
  • พล.อ.กฤษณ์โยธิน ศศิพัฒนวงษ์ เหรัญญิกพรรค
  • นายสมโภชน์ แพงแก้ว นายทะเบียนพรรค

ส่วนกรรมการจำนวน 12 คน ประกอบด้วย

  • นายอนันต์ ผลอำนวย  
  • นายทวี สุระบาล
  • นายสุธรรม จริตงาม
  • นายกระแสร์ ตระกูลพรพงศ์
  • นางสาวกาญจนา จังหวะ
  • นายคอซีย์ มามุ
  • นายอัครวัฒน์ อัศวเหม
  • นายยงยุทธ สุวรรณบุตร
  • พลตำรวจโทปิยะ ต๊ะวิชัย
  • นายชาญกฤช เดชวิทักษ์
  • หม่อมหลวง กรกสิวัฒน์ เกษมศรี และ
  • นายวัน อยู่บำรุง

คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง  จำนวน 5 คน ประกอบด้วย

  • นายสันติ พร้อมพัฒน์
  • นายไพบูลย์ นิติตะวัน  
  • นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์
  • นางสาวตรีนุช เทียนทอง  
  • พลเอกกฤษณ์โยธิน ศศิพัฒนวงษ์

พล.อ.ประวิตร กล่าวในที่ประชุมว่า “ขอบคุณที่ทุกท่านที่มาร่วมประชุมในวันนี้ และเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่  จากวันนี้ไป พรรคพลังประชารัฐจะไม่มีวันแตกแยกอีกแล้ว พรรคจะดำเนินการในแนวทางใหม่โดยมอบหมายให้รองหัวหน้าพรรค ควบคุมพื้นที่ และดูแลสส. และมอบหมายให้เลขาธิการพรรคเป็นฝ่ายสนับสนุน พรรค จะยึดมั่นในสถาบัน และปกป้องไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เราจะทำเศรษฐกิจที่ทันสมัย ให้ประชาชนมีชีวิตที่ดี และความเป็นอยู่ที่สดใส เราจะร่วมกันทำให้พรรคเข้มแข็ง เพื่อให้ประเทศไทยอยู่ดีมีสุข”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 6 กันยายน 2567

โฆษก พปชร. ขอความเป็นธรรมให้ ‘บิ๊กป้อม’ มองข้อหาปฏิปักษ์ร่วมรัฐบาลแรงเกินไป

,

เมื่อวันที่ 28 ส.ค.67 น.ส.บุณณดา สุปิยพันธุ์ ทีมโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า  การพาดพิง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐว่า ได้แสดงจุดยืนเป็นปฏิปักษ์ต่อการร่วมรัฐบาลนั้น ตนมองว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่รุนแรงเกินไป เนื่องจากในวันที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีวาระลงมติเลือก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ตรงกับวันที่ พล.อ.ประวิตร มีภารกิจงานเลี้ยงต้อนรับนักกีฬาโอลิมปิก ซึ่งพล.อ.ประวิตร มีฐานะเป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ และภารกิจดังกล่าวมีแผนดำเนินการมาล่วงหน้าก่อนวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว

น.ส.บุณณดา กล่าวต่อว่า ภายหลังจากที่ น.ส.แพทองธาร ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาฯให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร ก็ยังได้ส่งช่อดอกไม้ไปเพื่อแสดงความยินดีกับ น.ส.แพทองธาร อีกด้วย ดังนั้น การกล่าวหาว่า พล.อ.ประวิตร เป็นปฏิปักษ์ คือ การกล่าวหาที่เกินจริง จึงต้องขอความเป็นธรรมให้กับ พล.อ.ประวิตร ด้วย อย่างเช่นเรื่อง การใส่ร้ายว่า พล.อ.ประวิตร อยู่เบื้องหลังกลุ่ม 40 สว.ที่ยื่นศาลคดีของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ถือเป็นการใส่ร้ายแบบเลื่อนลอย ไม่มีหลักฐานเช่นกัน

“พล.อ.ประวิตร คือ ทหารของพระราชา ทำประโยชน์เพื่อชาติมาทั้งชีวิต จุดประสงค์ในการมาทำการเมืองก็คือ หวังจะทำประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้น พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งใด เพราะการทำงานการเมืองจะอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ก็สามารถช่วยพัฒนาประเทศและดูแลความเป็นอยู่ของพีน้องคนไทยได้ ดังนั้น พรรค พปชร.ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร จะทำหน้าที่ สส.ในสภา เป็นกระบอกเสียงและดูแลทุกข์สุขให้ประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อให้คุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนทุกบาท“ น.ส.บุณณดา กล่าว.

ที่มา: https://www.dailynews.co.th
วันที่: 28 สิงหาคม 2567

พปชร. เตือนเพื่อไทย เอาชื่อคนอื่นนั่ง รมต.โควตาพรรคไม่ได้ ย้ำส่ง 4 คนเดิม

พปชร. เตือนเพื่อไทย เอาชื่อคนอื่นนั่ง รมต.โควตาพรรคไม่ได้ ย้ำส่ง 4 คนเดิม

,

โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ย้ำ ส่ง 4 ชื่อ รมต.เดิม “พัชรวาท-ธรรมนัส-อรรถกร-สันติ” ตั้งแต่ 20 ส.ค. แล้ว เผย ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติ หากไม่ผ่าน “บิ๊กป้อม” เสนอชื่อเองได้เลย เตือนเพื่อไทย เอาคนอื่นเข้ามาเสียบแทนโควตาพรรคไม่ได้

วันที่ 23 สิงหาคม 2567 ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรค เปิดเผยภายหลังการประชุมกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ว่า ที่ประชุมเมื่อเวลา 11:30 น. ที่ผ่านมา มีกรรมการบริหารพรรคประชุมทั้งหมด 12 คน จากทั้งหมด 19 คน เป็นการประชุมเกินกึ่งหนึ่ง ถือว่าวันนี้ครบองค์ประชุม

พรรคพลังประชารัฐยืนยันเข้าร่วมรัฐบาล และมีการส่งรายชื่อรัฐมนตรีไปแล้วตั้งแต่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้เสนอบุคคลทั้งหมด 4 คน ผ่านไปยัง นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

และวันนี้ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคมีมติยืนยันรายชื่อบุคคลทั้ง 4 คน ประกอบด้วย พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

พลตำรวจโทปิยะ ระบุว่า หากมีบุคคลตามรายชื่อดังกล่าวท่านหนึ่งท่านใดขาดคุณสมบัติ หรือมีความไม่เหมาะสม พรรคเพื่อไทยต้องแจ้งกลับมาทางพรรคพลังประชารัฐเพื่อทราบ โดยที่ประชุมกรรมการบริหารพรรควันนี้ ได้มอบอำนาจให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้พิจารณาคนอื่นที่มีความเหมาะสมเพื่อเป็นรัฐมนตรีและเสนอรายชื่อต่อไปตามความเหมาะสม หรือหากจะนำมาเข้าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคอีกครั้งก็ได้

เบื้องต้น มีการประสานงานกับพรรคเพื่อไทยเป็นระยะ ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าจะมีการปรับเปลี่ยนรายชื่อ และยังไม่มีการติดต่อกลับมาอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ พลตำรวจโทปิยะ ย้ำว่า ในที่ประชุมวันนี้ พูดคุยกันถึงเรื่องหลักการและวิธีการ ไม่ได้พูดถึงประเด็นการครอบงำพรรคแต่อย่างใด

จากนั้น พล.ต.ท.ปิยะ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงรายชื่อรัฐมนตรีที่พรรคพลังประชารัฐเสนอไปว่า รายชื่อรัฐมนตรีแต่ละพรรคก็มีมติและความเห็นของแต่ละพรรค แต่หากพรรคใดมัวแต่ฟังเสียงเล็กเสียงน้อย เสียงทุ้มอะไรพวกนี้ ก็จะไขว้เขว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นหลักเกณฑ์มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ที่มีการเมืองมา ควรคุยกันและให้เกียรติการร่วมรัฐบาลซึ่งกันและกัน

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวต่อว่า พรรคพลังประชารัฐยืนยันว่า รายชื่อรัฐมนตรีที่เราส่งไปได้ผ่านการพิจารณาของกรรมการบริหารพรรค แต่หากพรรคเพื่อไทยจะนำคนอื่นมาใช้ในโควตาของพรรคพลังประชารัฐ ถือว่าไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์

เมื่อถามว่า กังวลถึงคุณสมบัติของรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐที่อาจเข้าข่ายผิดมาตรฐานจริยธรรมหรือไม่ พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า เรื่องนี้เราเข้าใจหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี เพราะตามหลักการ หากเสนอบุคคลที่คุณสมบัติไม่ครบถ้วน หรือไม่เหมาะสม ก็อาจจะมีผลกระทบ ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยมีความไม่สบายใจตรงนี้ จึงแจ้งกลับมายังหัวหน้าพรรค ซึ่งทางพรรคยินดีที่จะเปลี่ยนเป็นคนที่เหมาะสม เพราะพรรคพลังประชารัฐมีบุคคลที่เหมาะสมและพร้อมเป็นรัฐมนตรีอยู่หลายคน ไม่ต้องห่วง

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่า พล.อ.ประวิตร จะลาออกจากหัวหน้าพรรค พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า ไม่มี หัวหน้าพรรคอยู่กับพวกเราตลอด หากเราไม่ทิ้งท่าน ท่านก็ไม่ทิ้งพวกเรา

ที่มา: เว็บไซต์ https://www.thairath.co.th/
วันที่: 24 สิงหาคม 2567

“ทีมโฆษกพปชร.“ แจงผลหารือกรณีการกระทำของ นายสามารถ สมาชิกพปชร. เผยแพร่ข่าว​ สร้างผลกระทบการร่วมรัฐบาล

,

“ทีมโฆษกพปชร.“ แจงผลหารือกรณีการกระทำของ นายสามารถ สมาชิกพปชร. เผยแพร่ข่าว​ สร้างผลกระทบการร่วมรัฐบาล ย้ำเป็นกระทำส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค กำหนดแนวทางยุติ หวั่นสร้างความเสียหายต่อพรรค เสนอ พล.อ.ประวิตร รับทราบผลหารือ วางมาตรแก้ปมปัญหา

เวลาประมาณ 13.30น. พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวไลน์หลุดของกลุ่ม สส.พปชร. กล่าวตำหนิ อดีตผู้สมัครทำพรรคป่วน และแสดงความเห็นขัดแย้งต่อการทำงานรัฐบาลในทางลบ ที่ประชุม กรรมการบริหารพรรคและ สส. พรรคพลังประชารัฐได้มีการหารืออย่างไม่เป็นทางการกัน ในวันนี้(30ก.ค.2567) โดยมีผู้บริหารของพรรคได้แก่นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรค นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรค นายอุตตม สาวนายน และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐรัฐรวม 30 คนได้หารือกันอย่างไม่เป็นทางการ ต่อกรณีกระแสข่าวที่ปรากฎ ขึ้นผ่านสื่อต่างๆ นั้น เห็นว่าการให้สัมภาษณ์ของ นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ซึ่งเป็นสมาชิกพรรค ในช่วงที่ผ่านมา ที่ประชุมมีความรู้สึกกังวลต่อความเข้าใจในบทบาทของพรรคพลังประชารัฐ จึงอยากให้ท่านหัวหน้าพรรคและท่านกรรมการพรรคได้รับทราบ ทางพรรคพลังประชารัฐ ยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำส่วนตัวไม่ใช่การกระทำของพรรคหรือมติพรรคแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคพลังประชารัฐ เป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล โดยมารยาททางการเมืองจะต้องเดินหน้าสนับสนุนรัฐบาลในทุกเรื่องที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว ในการหารือดังกล่าวจะได้มีการกำหนดแนวทางเพื่อให้ยุติการกระทำ ที่จะทำให้เกิดความเสียหายต่อพรรคอีก

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า ในการหารือเห็นว่า เรื่องนี้ค่อนข้างที่จะเห็นตรงกันว่าที่ผ่านมา มีการพยายามทำให้เข้าใจผิดแล้ว ทำให้เกิดผลกระทบกับพรรคเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ได้หารือว่า จะได้นำเรียนท่านหัวหน้าพรรค เพื่อหาแนวทางและมาตรการในการแก้ปัญหานี้ต่อไป

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 31 กรกฎาคม 2567

พล.อ.ประวิตร คุมทัพโอลิมปิค ถวายพระพรในหลวง ครบ 72 พรรษา น้อมนำพรพระราชทาน สร้างขวัญกำลังใจ สู้ศึกปารีสเกมส์

,

พล.อ.ประวิตร คุมทัพโอลิมปิค ถวายพระพรในหลวง ครบ 72 พรรษา น้อมนำพรพระราชทาน สร้างขวัญกำลังใจ สู้ศึกปารีสเกมส์

เมื่อเวลา 09.30 น. 28 ก.ค.67 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เป็นประธานพิธีถวายราชสักการะ เฉลิมพระเกียรติ และถวายพระพรชัยมงคล แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา ทรงเจริญพระชนม์มายุครบ 6 รอบ 72 พรรษา พร้อมด้วยกรรมการบริหารและเจ้าหน้าที่ ตลอดจนผู้แทนจากทุกสมาคมกีฬา ณ บริเวณสำนักงานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ

สำหรับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ที่ได้เดินทางไป กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสแล้ว เพื่อเตรียมเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2024 พล.อ.ประวิตร ได้มอบหมายให้ รองประธานคณะกรรมการฯ และเลขาธิการฯ ดำเนินการจัดพิธีถวายราชสักการะฯ ในห้วงเวลาและสถานที่ ให้เหมาะสม เช่นเดียวกัน เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสร้างขวัญกำลังใจ มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท การแข่งขันให้กับทัพนักกีฬาทีมชาติไทย พร้อมขอให้น้อมนำพระราชดำรัสของพระองค์ท่านในวันที่เข้าเฝ้ารับพระราชทานพร เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.67 มาปฏิบัติ เพื่อความเป็นสิริมงคล และประสบความสำเร็จ ในการเข้าร่วมชิงชัยการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ในครั้งนี้

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 28 กรกฎาคม 2567

“อดีต รมว.คลัง” หนุน “ปุ๋ยคนละครึ่ง” หวังลดต้นทุน เพิ่มรายได้เกษตรกร

,

“อดีต รมว.คลัง” หนุน “ปุ๋ยคนละครึ่ง” หวังลดต้นทุน เพิ่มรายได้เกษตรกร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ ( 11 ก.ค.67 ) นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ ถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง โดยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ดังกล่าว มาจาก เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ที่บอกว่านโยบายมีความไม่ชัดเจน และ เหมือนเป็นการโยนหินถามทาง

นอกจากนี้ นายธีระชัย ยังมองว่า โครงการดังกล่าว ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ไม่มีการล็อคสเป็กปุ๋ย เพื่อเอื้อให้กลุ่มนายทุน เพราะเปิดโอกาสให้ทุกบริษัทเข้าร่วมโครงการ โดยลงทะเบียนผ่านกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบคุณภาพปุ๋ย เป็นเรื่องของการพัฒนาคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรประเภทข้าว และ การคัดเลือกปุ๋ย อีกทางหนึ่ง จะดำเนินการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( ธ.ก.ส .)

ส่วนเมื่อเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว จะได้รับการช่วยเหลือด้านใดบ้างนั้น นายธีระชัย กล่าวว่า  ตนในฐานะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เห็นว่านโยบายนี้ มาจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เท่าที่ตน ทราบข้อมูลมา อย่างแรก คือ ช่วยลดต้นทุนของเกษตร พอต้นทุนลดลง ขายได้ในราคาตลาด กำไรของเกษตรกร ก็จะเพิ่มขึ้น ส่วนผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าการเกษตร เราจะไม่ปรับราคาให้สูงขึ้น คงไว้ที่ตามราคาตลาด

นายธีระชัย กล่าวต่ออีกว่า นโยบายปุ๋ยคนละครึ่ง จะไม่ซ้ำรอยกับ โครงการรับจำนำข้าว เพราะ โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง ไม่มีการเวียนคืน ไม่มีการเก็บรักษา ไม่เหมือนกับโครงการจำนำข้าว ไม่มีความเสี่ยงในการทุจริต เพราะ ไม่เกิดการหมุนเวียนสินค้าเกษตร จึงไม่มีโอกาสเกิดการทุจริตในโครงการดังกล่าว

ตนไม่ขอพูดถึงโครงการอื่นของรัฐบาล ขอพูดแค่โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง ที่ตนประเมินแล้ว โครงการนี้ เป็นโครงการที่ดี โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกระทรวงที่เริ่มความคิด ซึ่งในวันที่ 15 ก.ค.นี้ จะเริ่มเปิดให้เกษตรกรลงทะเบียนผ่านทาง ธ.ก.ส. ส่วนในแง่ของการส่งออกสินค้าเกษตร ยอมรับว่า โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง คงไม่ได้ช่วยกระตุ้นในเรื่องนี้ได้มากขนาดนั้น เพราะ ในแง่ของราคาตลาดโลก หรือ ตลาดภายในประเทศ เราไปแทรกแซงไม่ได้” นายธีระชัย ระบุ

นายธีระชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อเกษตรกรเข้าร่วมโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง ต้นทุนในการผลิตของเกษตรกรต่ำ ก็จะสามารถมีกำไรเพิ่มขึ้น สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ตนยืนยันได้ว่า จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา: https://www.kaohoon.com/news/685043

พัชรวาท สั่งการด่วน! วางกฎเหล็ก 3 ข้อ แก้ปมพิพาทเฉือนป่าทับลาน

,

พัชรวาท สั่งการด่วน! วางกฎเหล็ก 3 ข้อ แก้ปมพิพาทเฉือนป่าทับลาน… คือ

1. ให้พิจารณาสิทธิชาวบ้านในการถือครองที่ดินซับซ้อน ส.ป.ก.ที่ทำกิน ต้องไม่มีนายทุนนักการเมือง ถือครองเด็ดขาด พิสูจน์สิทธิให้ชัดเจน
2. ให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้าน ที่อยู่อาศัยมาดั้งเดิมกว่า 40 ปี เพื่อรับสิทธิที่ดินอย่างถูกต้องเป็นธรรม เพื่อจะกันพื้นที่ให้ชัดเจนลดความคัดแย้งที่มีมายาวนาน
3. พื้นที่ป่าอนุรักษ์ จะไม่อนุญาตให้แบ่งแยกออกไป เพราะต้องรักษาผืนป่าไว้ และความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ

บทสรุปคือ… พื้นที่ป่าอนุรักษ์ไม่เกี่ยวข้อง ยกเว้นที่เป็นชุมชนดั้งเดิม พื้นที่จะไม่ถึงกว่า 2.6 แสนไร่…. !!

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 10 กรกฎาคม 2567

ไพบูลย์ ยันจุดยืน พปชร. ปกป้องสถาบัน บิ๊กป้อม ไม่เอาคดี 112 มารวมนิรโทษ

ไพบูลย์ ยันจุดยืน พปชร. ปกป้องสถาบัน บิ๊กป้อม ไม่เอาคดี 112 มารวมนิรโทษ

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงจุดยืนของพรรค พปชร.ในการพิจารณาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จะรวมมาตรา 112 ด้วยหรือไม่ ว่า จุดยืนของพรรค พปชร.ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค คือไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขมาตรา 112 และไม่สนับสนุนให้มีการนำมาตรา 112 มาอยู่ในการนิรโทษกรรม เพราะหลักการที่สำคัญที่สุดของพรรคและ พล.อ.ประวิตร คือ การปกป้องสถาบัน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา: https://liff.line.me/1454988218-NjbXbq18/v2/article/kEMLlYJ?utm_source=lineshare
วันที่: 31 พฤษภาคม 2567

“บุณณดา” โฆษกกระทรวงทรัพย์ฯ เผย “พัชรวาท” ห่วงใย ลูกจ้างพิทักษ์ป่า ชี้!เดือน ต.ค.นี้ ได้ปรับขึ้นเงินเดือน พร้อมกันทั่วประเทศ

,

“บุณณดา” โฆษกกระทรวงทรัพย์ฯ เผย “พัชรวาท” ห่วงใย ลูกจ้างพิทักษ์ป่า ชี้!เดือน ต.ค.นี้ ได้ปรับขึ้นเงินเดือน พร้อมกันทั่วประเทศ

น.ส.บุณณดา สุปิยพันธุ์ โฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ฝ่ายการเมือง) เปิดเผยว่า สำนักงบประมาณ ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อปรับขึ้นเงินเดือนของบุคคลภายนอกที่ปฏิบัติงานให้กับกรมอุทยานฯ ตำแหน่งพิทักษ์ป่า จำนวน 13,419 อัตรา จาก 9,000 บาท เป็น 11,000 บาท ทุกอัตราพร้อมกันทั่วประเทศ เนื่องจาก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านมีความห่วงใยต่อเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เพราะภารกิจในการลาดตระเวนคุ้มครองดูแลรักษาพื้นที่ป่า เป็นภารกิจที่ยากลำบากอีกทั้งยังเสี่ยงต่ออันตราย ดังนั้นการปรับขึ้นเงินเดือนถือว่าเป็นการสร้างขวัญกำลังใจทางหนึ่ง

น.ส.บุณณดา กล่าวต่อว่า การปรับขึ้นอัตราเงินเดือนครั้งนี้ได้สร้างความปิติยินดีให้กับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทุกคน และเป็นขวัญกำลังใจอย่างดียิ่ง ในการปกป้องทรัพยากรป่าไม้ของชาติ เพราะนอกเหนือจากการปรับขึ้นอัตราเงินเดือนในครั้งนี้แล้ว ที่ผ่านมากรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้มีการเพิ่มสวัสดิภาพสวัสดิการให้กับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า โดยการอนุมัติเงินอุทยานแห่งชาติ และเงินเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ในกรณีที่เจ้าหน้าที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 เพื่อให้สามารถนำเงินในส่วนนี้มาใช้จ่ายให้กับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งได้มีการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ไปแล้วเป็นจำนวนมากด้วย

“พล.ต.อ.พัชรวาท ได้ติดตามและใส่ใจการทำหน้าที่
ในการป้องกันรักษาป่า โดยท่านมองว่า เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคือ ผู้ที่ทำหน้าที่ทั้งอนุรักษ์ คุ้มครองดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าให้คงอยู่ โดยการสร้างความสมดุลตามธรรมชาติด้วยการฟื้นฟู หยุดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ การสร้างระบบนิเวศในพื้นที่อนุรักษ์ให้ดีขึ้นตลอดเวลา เป็นภารกิจที่ยาก เพราะต้องปฏิบัติงานเชิงรับและเชิงรุก จึงขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานด้วยความถูกต้อง ลดข้อขัดแย้ง และความไม่สบายใจในการทำงาน“ น.ส.บุณณดา กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 22 พฤษภาคม 2567

“สันติ รมช.สธ.” เปิดประชุมเชิงปฏิบัติการ คสช.มุ่งยกระดับสุขภาพปชช. ระดมสมองแก้วิกฤตเด็กเกิดน้อย-ยาเสพติดระบาดในเยาวชนเสนอรัฐบาล

,

“สันติ รมช.สธ.” เปิดประชุมเชิงปฏิบัติการ คสช.มุ่งยกระดับสุขภาพปชช.
ระดมสมองแก้วิกฤตเด็กเกิดน้อย-ยาเสพติดระบาดในเยาวชนเสนอรัฐบาล

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เป้าหมาย ทิศทาง หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เพื่อระดมความเห็น ด้านส่งเสริมหน่วยงานหรือองค์กร ที่จะมุ่งขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะร่วมกัน นำไปสู่การสร้าง “สุขภาพ” หรือ “สุขภาวะ” ของประชาชน ที่ห้องประชุม Sapphire 2 – 3 โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ อ.เมือง จ.นนทบุรี

ทั้งนี้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้มีส่วนทำให้ประชาชน เข้าใจและสามารถวางแผนด้านสุขภาพมากขึ้นและยังคงผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งทางด้านสุขภาพจิตของประชาชนที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย โดยเฉพาะครอบครัวใหม่ๆกังวลเรื่องการมีบุตร ทำให้ปัจจุบันอัตราการเกิดของประชาชนต่ำกว่าเป้าหมายหรืออยู่ในขั้นวิกฤต โดยประเทศไทยมีประชากร 66-67 ล้านคน ต้องมีอัตราการเกิดปีละกว่า 8 แสนคน แต่ที่ผ่านมา มีการเกิดกว่า 400,000 คน ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตด้านแรงงานที่จะหายไปกว่าครึ่ง และจากการลงพื้นที่พบประชาชนในชนบทและชุมชนเมืองพบว่า ครอบครัวใหม่ๆ มีความกังวลในการมีบุตร เนื่องจากขาดศักยภาพในการเลี้ยงดู และพร้อมมีบุตรเมื่อครอบครัวมีฐานะมั่นคงขึ้น ดังนั้นจึงอยากให้ร่วมกันระดมความคิดในการวางแนวทางการส่งเสริมการมีบุตรมากขึ้น เพื่อเสนอปัญหาดังกล่าวไปยังรัฐบาลต่อไป

“จากการลงไปเยี่ยมสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรมแต่ละแห่งพบว่า มีแรงงานประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในทุกรูปแบบต่างๆเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงเด็ก และเป็นพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรม ที่เข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายมากกว่า 3 ล้านคน และส่วนที่เข้ามาไม่ถูกต้องตามกฎหมายมีอีกกว่า 2 ล้านคน โดยรวมแล้วมีถึง 6 ล้านคน แต่ละวันจ่ายค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท ใน 1 ปี ต้องจ่ายเงินจ้างแรงงานประเทศเพื่อนบ้านเกินกว่า 7 แสนล้านบาท ดังนั้นเงินที่ใช้จะต้องมีประสิทธิภาพ หากนำมาใช้ในการเพิ่มจำนวนประชากรก็จะสามารถช่วยเหลือประเทศชาติได้ในอนาคต สิ่งเหล่านี้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จะเข้ามามีบทบาทในการเสริมการทำงานของกระทรวงสาธารณสุขได้เป็นอย่างดี เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลสนใจเรื่องเหล่านี้” นายสันติ กล่าว

สำหรับประเด็นของปัญหาเรื่องยาเสพติด ที่มีผลต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน และกระทบเศรษฐกิจของประเทศด้วย เช่น ยาบ้า 1 เม็ด 5 เม็ด หรือ 10 เม็ด ในอดีตเป็นสิ่งที่ทำลายพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ซึ่งจากการลงพื้นที่ไปยังชุมชนเมืองและชุมชนต่างจังหวัด บรรดาลูกหลานจำนวนมากเป็นทั้งผู้ค้าและผู้เสพ การปราบปรามของกระบวนการยุติธรรมยังไม่รัดกุม ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพของวัยที่ใช้แรงงาน ก่อให้เกิดวิกฤตด้านการเรียนรู้ เนื่องจากไปทำลายระบบประสาทไม่สามารถพัฒนาด้านการเรียนรู้ทั้งทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ได้ ส่งผลต่อสุขภาพครัวเรือน และสุขภาพจิตของพี่น้องประชาชนอีกด้วย

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 22 พฤษภาคม 2567

‘บิ๊กป้อม’ ส่งสัญญาณเดินหน้าต่อ ชูแนวทาง ‘อนุรักษนิยมทันสมัย’

“บิ๊กป้อม” ส่งสัญญาณเดินหน้าต่อ ชูแนวทาง “อนุรักษนิยมทันสมัย” ด้านลูกพรรคตอบรับ พร้อมเดินเคียงข้าง พปชร

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 19 มี.ค. ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีการประชุมพรรคพลังประชารัฐ โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง
จากนั้นเวลา 16.30 น. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะโฆษกพรรคพลังประชารัฐ และนายอัคร ทองใจสด สส.เพชรบูรณ์ แถลงข่าวถึงการประชุมพรรคพลังประชารัฐ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค เป็นประธานในที่ประชุมว่า บรรยากาศในที่ประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น โดย พล.อ.ประวิตร ได้มาก่อนเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มตลอดเวลาการประชุม พร้อมยืนยันกับสมาชิกพรรคว่า ร่างกายของท่านแข็งแรง เต็มที่พร้อมที่จะทำงานเพื่อบ้านเมืองของเราต่อไป

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาถึงแนวทางของพรรคพลังประชารัฐ โดยในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการพูดถึงคำว่า “อนุรักษนิยมทันสมัย” ซึ่งมีประชาชนสนใจ และสอบถามมาทางพรรคจำนวนมากว่าคืออะไร โดยวันนี้ พล.อ.ประวิตร ได้บอกกับทุกคนในพรรคว่า ท่านมีจุดยืนในการที่จะอนุรักษ์ปกป้องสถาบันหลักของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นประเทศชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แต่พรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้ยึดติดอยู่กับอดีตเพียงแต่อย่างเดียว

“เราทราบดีว่า ประเทศไทยของเรามีเอกลักษณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้ในโลก เรามีวัฒนธรรมมีจารีตประเพณี ที่ส่งต่อกันมา ตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ส่งมายังรุ่นพ่อ รุ่นแม่ และพรรคพลังประชารัฐ จะนำสิ่งที่พวกเราคนไทยหวงแหนส่งต่อไปยังลูกหลานของพวกเรา และเราจะทำงานโดยยึดสิ่งดีๆ ที่บรรพบุรุษของพวกเราได้สร้างเอาไว้ และจะทำงานก้าวสู่อนาคตด้วยการเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีต่างๆ เพราะทุกวันนี้เรื่องเหล่านี้เปลี่ยนแปลงทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที ดังนั้น พรรคพลังประชารัฐ ตั้งใจที่จะสืบสานความตั้งใจหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐต่อไป” นายอรรถกร กล่าว

นายอรรถกร กล่าวย้ำว่า สมาชิกพรรคพลังประชารัฐทุกคน เห็นพ้องที่จะเดินไปกับ พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โดยใช้คำว่า “อนุรักษนิยมทันสมัย” ให้เป็นบทนำของพรรคต่อไป ในส่วนของรายละเอียดของคำว่า “อนุรักษนิยมทันสมัย” ขอให้รอสักพักหนึ่ง โดย พปชร. จะเปิดตัวของคำนี้อย่างเป็นทางการ ในการประชุมใหญ่สามัญพรรคที่จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ โดย พล.อ.ประวิตร มีความตั้งใจที่จะเชิญบุคลากรที่มีความรู้ ความทันสมัย มาทำงานร่วมกับเรา เพื่อที่จะทำให้พรรค สามารถเป็นสถาบันที่ทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติต่อไป

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 21 มีนาคม 2567

“พล.อ.ประวิตร” เสนอกระทรวงทรัพยฯ ดันโครงการติดตั้งปล่องดูดมลพิษ แก้วิกฤตฝุ่น PM.2.5 ดึงกรุงเทพฯ นำร่อง 20 จุด ดูแลสุขภาพ ปชช.เร่งด่วน

เวลา 15.00 น. (20 กุมภาพันธ์ 2567) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นประธานการประชุมพรรคประจำสัปดาห์ โดยในที่ประชุมได้พิจารณาถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ที่ผ่านมา ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ผลักดันร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นที่เรียบร้อย ขณะนี้อยู่ในชั้นการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ค่าฝุ่น PM 2.5 ยังอยู่ในภาวะวิกฤตที่กระทบกับประชาชนในกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว และผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ ทางพรรคพลังประชารัฐ เห็นว่าควรมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที ซึ่งในต่างประเทศมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถแก้ไขปัญหามลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ดังนั้นจึงได้เสนอแนวคิดการติดตั้งปล่องดูดมลพิษในอากาศไปยังรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาต่อไป

“พรรคมีความห่วงใย พี่น้องประชาชนเรื่องของการดูแลสุขภาพและปัญหาฝุ่นที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อการแก้ไขปัญหาให้เกิดความยั่งยืน พรรคจึงเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยการติดตั้งปล่องดูดมลพิษ โดยมองว่าพื้นที่ที่มีความเหมาะสมที่ในการเริ่มต้น คือ กรุงเทพมหานคร หากติดตั้งเครื่องดังกล่าวได้ครบ 20 จุด เชื่อว่ากรุงเทพฯ จะมีอากาศที่บริสุทธิ์ขึ้นได้อย่างแน่นอน” พล.อ.ประวิตร กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2567