“พปชร.”จี้ รัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือพายุเศรษฐกิจจะถาโถมหลายลูก แนะ ควรเร่งทำความเข้าใจกับอเมริกาด่วน หลังไทยโดนกำแพงภาษี 36%
วันนี้(3 เม.ย.)เวลา 09.30 น.ที่อาคารรัฐสภา พรรคพลังประชารัฐ นำโดย นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประธานกรรมการด้านวิชาการ และ ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ที่ปรึกษาศูนย์นโยบายและวิชาการ โดยนายธีระชัย กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มีความห่วงใยในปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ ที่ด้านหน้าดูเหมือนว่าจะมีเมฆหมอกพายุที่ตั้งเค้าอยู่หลายลูก แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลยังไม่มีแผนในการเตรียมรับมือที่จะรับมือ และเรายังโชคร้ายเผชิญกับปัญหาแผ่นดินไหวอีกด้วย ในขณะนี้มีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ประการแรก หลายประเทศในยุโรปที่เตรียมจะส่งกำลังทหารเข้าไปประจำในประเทศยูเครน อันจะนำไปสู่การปะทะกับรัสเซีย ประการที่สองสหรัฐกับอิสราเอล อาจทิ้งระเบิดศูนย์พัฒนานิวเคลียร์ในอิหร่าน ทั้งสองเรื่องอาจจะทำให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้นฉับพลัน
นายธีระชัย กล่าวต่อว่า ล่าสุด สหรัฐเพิ่งประกาศตั้งกำแพงภาษีตอบโต้ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เหตุการณ์ของโลกกำลังจากกระทบเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยสหรัฐตั้งอัตราภาษีนำเข้าตอบโต้ไทย 36% ได้คำนึงไปถึงการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และการกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนกว่าปกติเพื่อช่วยส่งออกด้วย เมื่อบวกกับภาษีฐานอีก 10% จะเป็น 46% อันนี้เป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลจำเป็นต้องวางแผน รัฐบาลจึงต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน และมาแถลงต่อประชาชนว่า ประชาชนจะรับมืออย่างไร
“เราได้มีการเตือนให้รัฐบาลเตรียมพร้อมล่วงหน้ามานานแต่ก็ไม่ได้มีอะไรคืบหน้า ผมแนะนำให้รัฐบาลเร่งสอบถามสหรัฐให้ เราเก็บภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐไม่สูงเท่าไหร่ แต่สหรัฐอ้างว่า เราเก็บถึง 72% ซึ่งมาจากมาตรการการกีดกันที่ถือว่าประเทศไทยมี และจากการที่เขาประเมินว่า เรามีการบริหารค่าเงินบาท เพื่อช่วยในการส่งออก เราต้องเข้าไปชี้แจงและทำความเข้าใจว่า สิ่งที่เขาคิดนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร เรื่องนี้ต้องรีบดำเนินการ“
ด้าน มล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า แผ่นดินไหวจะกระทบเศรษฐกิจมากกว่าที่คิด ข้อแรกคือ จะกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ ข้อสอง จะทำให้มูลค่าคอนโดที่เป็นหลักประกันสินเชื่อลดลง และ ข้อสาม ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่สร้างความมั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัย และระบบการเตือนภัย ที่ครอบคลุมทั้งคนไทยและต่างชาติที่เป็นนักท่องเที่ยว ย่อมจะกระทบต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างแน่นอน อย่างเช่นประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าคุณจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ คุณจะใช้ซิมการ์ดของไทยหรือต่างชาติ ก็จะได้รับการแจ้งเตือน พร้อม ๆ กันทุกคนในวินาทีก่อนที่จะเกิดเหตุ แต่ประเทศไทยใช้งบประมาณไปกว่า 1.7 พันล้านบาท เพื่อให้ส่ง SMS แจ้งเตือน แต่ 1 ชั่วโมง ส่งได้ไม่ถึง 200,000 คน
“รัฐบาลทำมาตลอดตั้งแต่ปี 66 แต่กลับไม่ได้อะไรเลย เป็นระบบที่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องคนไทย และวันนี้ก็ยังมีการตื่นตระหนกอยู่ บางสถานที่ก็ยังมีการอพยพอยู่ เพราะความเชื่อมั่นมันไม่เกิด นักท่องเที่ยวก็อาจจะมีความกังวลใจ และอาจทำให้มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของประเทศด้วย และขอเตือนให้กระทรวงการคลังเฝ้าระวังเป็นพิเศษเรื่องความเสี่ยงเรื่องหุ้นกู้บริษัทอสังหาฯ ที่อาจประสบปัญหากระแสเงินสดติดขัดฉับพลันได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นปัญหาลูกโซ่”มล.กรกสิวัฒน์ กล่าว
ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 2 เมษายน 2568