โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ทางเลือกใหม่ของการเมืองไทย ก้าวข้ามความขัดแย้ง สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน

หมวดหมู่: กิจกรรมพรรค

“ศ.ดร.นฤมล”ลุยหาเสียงช่วย”ลั่น สฤษดิ์”เขต1 เบอร์ 11 ตลาดละลายทรัพย์ ท่ามกลางสายฝน ปักหมุดสีลมพื้นที่เป้าหมายฟื้นฟูศก.ท่องเที่ยว แฟนคลับแห่ถ่ายรูปแน่น พร้อมเผย 6 พ.ค.เตรียมลง จ.สตูล-ตรัง มั่นใจภาคใต้ยังรักษาฐานได้มั่น

,

“ศ.ดร.นฤมล”ลุยหาเสียงช่วย”ลั่น สฤษดิ์”เขต1 เบอร์ 11 ตลาดละลายทรัพย์ ท่ามกลางสายฝน ปักหมุดสีลมพื้นที่เป้าหมายฟื้นฟูศก.ท่องเที่ยว แฟนคลับแห่ถ่ายรูปแน่น พร้อมเผย 6 พ.ค.เตรียมลง จ.สตูล-ตรัง มั่นใจภาคใต้ยังรักษาฐานได้มั่น

วันนี้(26 เม.ย.66) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)นำโดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าทีมผู้ดูแลการเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ลงพื้นที่สีลมซอย 5 ซอยละลายทรัพย์ ช่วยนายสฤษดิ์ ไพรทอง ผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ เขตดุสิต (ยกเว้นแขวงถนนนครไชยศรี) เบอร์ 11 หาเสียง โดยได้พบปะพูดคุยผู้ค้าขายในพื้นที่ซอยละลายทรัพย์ท่ามกลางฝนที่ตกมาอย่างหนัก โดยมีประชาชนสอบถามเกี่ยวกับนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาพลังงาน เช่น ไฟฟ้า แก๊ส และเรื่องเศรษฐกิจ การลดค่าครองชีพ และการฟื้นตัวของการค้าขาย

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ตอนนี้ทางผู้สมัคร กทม.ของพรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่กันอย่างเข้มข้น เพราะถือว่าเป็นช่วงสุดท้ายแล้ว อย่างเช่น วันนี้เราก็มาลงพื้นที่ โดยเน้นในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชนฐานราก และ นโยบายลดค่าครองชีพ ซึ่งทางพรรคก็มีการทยอยออกนโยบายตรงนี้มาแล้ว และก็ยังมีนโยบายที่จะเป็นภาพรวมทางด้านเศรษฐกิจพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะครบทุกภาค ไม่ใช่แค่ อีสานประชารัฐ เราก็จะมีทั้งภาคตะวันออก และก็ทั้งภาคใต้ ซึ่งทางพรรคเองก็ให้ความสำคัญสำหรับทุก ๆ ภาคของประเทศไทย

“พื้นที่ กทม.พปชร.ก็จะพัฒนาพื้นที่ ไม่ใช่ดูแลคน กทม.อย่างเดียว เราจะพัฒนาจังหวัดโดยรอบ ซึ่งเราก็เน้นไปที่ประชาชนด้วย ว่ารายได้จะต้องกระจายไปถึงเขาได้อย่างไร ซึ่งผู้สมัครของเรา อย่างดร.ลั่น ก็ให้ความสำคัญกับตรงนี้”

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ กทม.เท่านั้น แต่สำหรับภาคใต้ เรายังเตรียมพร้อมการลงพื้นที่ในช่วงสัปดาห์หน้า โดยผู้บริหารของพรรค ที่รับผิดชอบในแต่ละภาคก็เริ่มไปเจาะเขตพื้นที่เป็นเขตเป้าหมายที่เราหวังว่าสามารถมีลุ้นและอาจจะชนะได้ ในส่วนของตนก็จะไปที่จังหวัดสตูลและจังหวัดตรังในวันที่ 6 พ.ค.เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคปราศรัย

ในสัปดาห์หน้าจากการที่พรรคต่างๆ ลงพื้นที่หาเสียงในภาคใต้เป็นจำนวนมาก และเป็นสมรภูมิเลือกตั้งของหลายพรรคการเมือง ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐ ก็จะมีแผนลงพื้นที่เช่นกันเริ่มตั้งแต่ วันศุกร์ที่ 28 เมษายนนี้ ที่อ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และต่อด้วยวันเสาร์ที่ 29 เมษายนนี้ ที่จ. นครศรีธรรมราช นอกจากนั้นก็จะมีเวทีปราศรัยขนาดกลางที่จะกระจายควบคู่กันออกไปด้วย โดย พปชร.ยังมั่นใจว่าว่า พื้นที่ภาคใต้ของเราอย่างน้อยก็ได้รักษาจำนวน ส.ส.เท่าเดิม เหมือนเช่นพื้นที่ กทม.ก็ตั้งเป้าอย่างน้อยเท่าเดิม และก็มากกว่าเดิม

นายสฤษดิ์ ไพรทอง ผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ เขตดุสิต (ยกเว้นแขวงถนนนครไชยศรี) กล่าวว่า พื้นที่สีลม เป็นอีกหนึ่งพื้นที่เป้าหมายของการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว ภายใต้ “กรุงเทพเมืองมหานครแห่งอาเซียน” ที่พปชร. จะผลักดันด้านการขยายตัวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ จะเป็นจุดขาย ให้กับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ และยังเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศ ถือเป็นพื้นที่ศักยภาพที่สร้างอาชีพ และรายได้ ให้กับประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก

โดยวางแนวทางให้เป็น จุดเช็คอิน เพื่อดึงดูดให้กับนักท่องเที่ยว ที่จะเข้ามาเยือน และที่สำคัญพื้นที่แห่งนี้ มีพ่อค้า แม่ค้ารายย่อย เป็นจำนวนมาก หลังสถานการณ์โควิดแพร่ระบาดทำให้เลิกกิจการเป็นจำนวนมาก จึงต้องหาแนวทาง ให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ เพื่อฟื้นฟูย่านให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง เป็นไปตามนโยบายการสร้าง ผู้ประกอบการรายใหม่ ภายใต้นโยบาย 3 เร่งด่วน 7 เร่งรัด

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 26 เมษายน 2566

ชาวไร่-ชาวนา เฮ! พปชร.คลอด “นโยบายเงินทุนเกษตรกร 30,000 บาท” หวังลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร 8 ล้านครัวเรือน “ชาญกฤช” เผยเตรียมยื่น กกต.ตรวจสอบวันนี้ ยันไม่ใช่นโยบายเหวี่ยงแห

,

ชาวไร่-ชาวนา เฮ! พปชร.คลอด “นโยบายเงินทุนเกษตรกร 30,000 บาท” หวังลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร 8 ล้านครัวเรือน “ชาญกฤช” เผยเตรียมยื่น กกต.ตรวจสอบวันนี้ ยันไม่ใช่นโยบายเหวี่ยงแห

นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ โฆษกคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค เป็นประธานฯ ได้ให้ความเห็นชอบกับการออกนโยบายเพิ่มเติม เพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง จำนวน 3 นโยบาย หนึ่งในนั้นคือ “นโยบายช่วยเหลือให้ทุนการเพาะปลูกของเกษตรกร” ซึ่งจะได้รับครัวเรือนละ 30,000 บาท ครอบคลุม 8 ล้านครัวเรือน เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยทั่วประเทศ ทั้งชาวนา ชาวไร่ ให้เกิดความเข้มแข็งจากทุนรอนที่จะใช้ในการประกอบอาชีพ โดยที่เกษตรกรทั้ง 8 ล้านครัวเรือน จะได้รับเงินโอนตรงเข้าบัญชีที่มีอยู่กับธนาคารทันที

“นโยบายช่วยเหลือให้ทุนการเพาะปลูกของเกษตรกร เป็นนโยบายที่ผ่านการคัดกรองจากดรีมทีมเศรษฐกิจและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐมาอย่างรอบคอบ ซึ่งนอกจากจะเป็นนโยบายที่ทำให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการเพาะปลูกพืช สวน ไร่ นา เกษตรกรจะได้รับโอกาส ได้รับรายได้ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจฐานรากและการบริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้เม็ดเงินเกิดการหมุนเวียนในระบบไวและในปริมาณมาก ยืนยันว่า นโยบายนี้เป็นการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุด ไม่ใช่นโยบายในลักษณะเหวี่ยงแห ที่อาจจะไปกระทบกับเสถียรภาพทางการคลัง” นายชาญกฤช กล่าว พร้อมเปิดเผยว่า นโยบายที่พรรคพลังประชารัฐออกมาล่าสุด จะมีการนำส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิ่มเติมในวันนี้

พร้อมฝากประชาชนพิจารณาเลือกพรรคพลังประชารัฐ เบอร์ 37 และเลือกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคทุกเขตทั่วทั้งประเทศ เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง และพลิกฟื้นเศรษฐกิจ พลิกโฉมประเทศไทย เพื่อก้าวหน้าไปอย่างยั่งยืน

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 25 เมษายน 2566

“พล.ประวิตร” เปิดตัว “ดร.คณิศ แสงสุพรรณ” อดีตประธานที่ปรึกษาพิเศษ EEC ร่วมเป็นทีมนโยบายพรรคพลังประชารัฐ // ตั้งเป้าขับเคลื่อนเมกะโปรเจค “เขตพัฒนาพิเศษชายแดนภาคใต้” //หวังสร้างงาน สร้างความมั่งคั่งให้พี่น้อง 14 จังหวัดชายแดนใต้

,

“พล.ประวิตร” เปิดตัว “ดร.คณิศ แสงสุพรรณ” อดีตประธานที่ปรึกษาพิเศษ EEC ร่วมเป็นทีมนโยบายพรรคพลังประชารัฐ // ตั้งเป้าขับเคลื่อนเมกะโปรเจค “เขตพัฒนาพิเศษชายแดนภาคใต้” //หวังสร้างงาน สร้างความมั่งคั่งให้พี่น้อง 14 จังหวัดชายแดนใต้

วันที่ (25 เมษายน 2566) เวลา 14.00 น. ที่พรรคพลังประชารัฐ – พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยแกนนำพรรคพลังประชารัฐ เปิดตัว “ดร.คณิศ แสงสุพรรณ” อดีตประธานที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ร่วมทีมนโยบายพรรคพลังประชารัฐในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ในนามพรรคพลังประชารัฐ ขอต้อนรับ “ดร.คณิศ แสงสุพรรณ” อดีตประธานที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC เข้าสู่พรรคพลังประชารัฐ ถือเป็นความยินดีอีกครั้งหนึ่ง ที่พรรคพลังประชารัฐได้ต้อนรับคนเก่ง คนมีความสามารถโดดเด่น เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการวางแผนและการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่าง ดร.คณิศ เข้ามาช่วยงานพรรคพลังประชารัฐ โดยหลังจากที่ได้ขับเคลื่อน EEC จนประสบความสำเร็จแล้ว วันนี้ ดร.คณิศ ได้รับเป็นหัวเรือหลักในการขับเคลื่อนนโยบาย “เขตพัฒนาพิเศษชายแดนใต้” เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างความมั่งคั่ง ให้กับพี่น้องทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้

สำหรับ “ดร.คณิศ แสงสุพรรณ มีความเชี่ยวชาญในด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน การพัฒนาเศรษฐกิจ และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่ผ่านมา มีประสบการณ์และได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการนโยบายการเงิน, กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการธนาคารพาณิชย์ และ กรรมการการบินไทย โดย ดร.คณิศ นั่งเป็นประธานที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC เป็นเวลากว่า 4 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคพลังประชารัฐให้การสนับสนุน

ดร.คณิศ กล่าวว่า ขอขอบคุณ พล.อ.ประวิตร ซึ่งตนเองเรียกติดปากว่าพี่ป้อม และแกนนำพรรคพลังประชารัฐ ที่ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ตนได้ลาออกจากทุกตำแหน่งเรียบร้อยแล้วโดยเฉพาะตำแหน่งประธานที่ปรึกษา EEC เพื่อมาช่วยงานพี่ป้อม ขอเรียนว่า EEC เป็นเมกะโปรเจคของรัฐบาลที่ดำเนินไปอย่างประสบความสำเร็จ ได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี คาดว่า เศรษฐกิจ EEC จะขยายตัวปีนี้ไม่ต่ำกว่า 7% ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้า

“ที่ผ่านมา ได้ร่วมงานกับพี่ป้อมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องโครงการน้ำใน EEC พี่ป้อมและทีมของท่านได้ช่วยทำแผนภาพรวมโครงการที่เกี่ยวกับน้ำ และผลักดันจนสำเร็จกว่า 20 โครงการ โดยโครงการทั้งหลายนั้น สำเร็จได้ เพราะความเป็นผู้นำ กล้าซักถามตรงไปตรงมา การจดจำที่แม่นยำ รวมทั้งความกล้าตัดสินใจของพี่ป้อม ถือเป็นส่วนที่ประทับใจในการทำงานร่วมกัน”

ดร. คณิศ กล่าวต่อไปอีกว่า หลายเดือนก่อน พล.อ.ประวิตร ได้พบปะกับ นายอันวาร์ อิมราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียที่กรุงเทพฯ ได้มีการหารือกันเรื่องชายแดนภาคใต้ของไทยและภาคเหนือของมาเลเซีย พี่ป้อมได้ให้โจทย์กับผมว่า จะสามารถนำเศรษฐกิจเข้าไปพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ได้อย่างไรบ้าง เป็นที่มาของโครงการเขตพัฒนาพิเศษชายแดนภาคใต้ที่ได้นำเสนอกับพี่ป้อม ท่านเห็นดีด้วยและรับเป็นนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมตัดสินใจเข้าสู่พรรคพลังประชารัฐ เพราะต้องการอาศัยความเป็นผู้นำที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งของพี่ป้อม ช่วยก้าวความขัดแย้งทั้งเรื่องการระหว่างประเทศ สร้างความปรองดอง และความเข้าใจระหว่างหน่วยงานต่างๆ และประชาชนในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนโครงการนี้ให้สำเร็จ

สำหรับโครงการเขตพัฒนาพิเศษชายแดนภาคใต้ มุ่งหวังให้เป็นความร่วมมือของทั้งสองประเทศ จะมีการจัดทำแผนเพื่อเชื่อมโยงเขตพิเศษทางเศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกัน ในฝั่งไทย โครงการดังกล่าว จะเชื่อมต่อ 5 จังหวัด คือ สงขลา ยะลา สตูล ปัตตานี นราธิวาส รวมเป็นเขตพัฒนาพิเศษแบบ EEC โดยมีอย่างน้อย 6 โครงการเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ เช่น (1) ยกระดับรายได้เกษตรกร ด้วยการแปรรูปพืชเกษตรให้มีคุณภาพ อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่มุ่งสู่ตลาดโลก (2) พัฒนาการท่องเที่ยว ทั้งฝั่งอ่าวไทย ทำตากใบโมเดล ฝั่งอันดามัน ทำสตูลโมเดล ผ่านโครงข่ายเรือและเครื่องบินท่องเที่ยว เพื่อนำรายได้สู่พื้นที่ (3)มีการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานหลัก เช่น Motorway และ Landbridge เชื่อมทั้ง 2 ฝั่งทะเล (4) สนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตลอดข้างทางของ Motorway เช่นศูนย์กลางอาหารระดับนานาชาติ อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน ยา โลจิสติกส์ (5) ขยายความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างสองประเทศ (6) ใช้ธนาคารอิสลามเป็นธนาคารหลักของเขตพัฒนาพิเศษ

“โครงการเขตพัฒนาพิเศษชายแดนภาคใต้มุ่งหวังจะทำให้พี่น้อง 8 ล้านคนใน 14 จังหวัดชายแดนใต้กลับมามั่งคั่ง หากเลือกพรรคพลังประชารัฐ นอกจากจะก้าวข้ามความขัดแย้งแล้ว จะก้าวพ้นความยากจน เขตพัฒนาพิเศษชายแดนภาคใต้ที่พรรคพลังประชารัฐนำเสนอ จะช่วยทำให้ลูกหลานชาวใต้เติบโตในพื้นที่ มีงาน มีรายได้สูง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต้องขอขอบคุณ พล.อ.ประวิตร ที่ได้ให้การสนับสนุน และร่วมผลักดันนโยบายนี้” ดร.คณิศ กล่าวเน้นย้ำในช่วงท้าย

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 25 เมษายน 2566

“วิรัช”เผย พปชร.วางโปรแกรมเดินสายปราศรัย 4 วันรวด คาดเวทีสุดท้ายจบที่ กทม.

,

“วิรัช”เผย พปชร.วางโปรแกรมเดินสายปราศรัย 4 วันรวด คาดเวทีสุดท้ายจบที่ กทม.

เมื่อเวลา 15.10 น.นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค พปชร. ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจกรรมและการปราศรัยหาเสียง แถลงถึงกำหนดการลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียงของพรรคว่า พรรคมีกำหนดการปราศรัย ในพื้นที่อื่นๆ โดยวันที่ 28 เม.ย.นี้ จะเดินทางไปที่ จ.สงขลา วันที่ 29 เม.ย.ที่ จ.นครศรีธรรมราช และวันที่ 30 เม.ย.จะลงพื้นที่ภาคอีสานที่ จ.ขอนแก่น จากนั้นแกนนำของพรรคจะช่วยกันลงพื้นที่ โดยวางโปรแกรมไว้ ที่ จ.ร้อยเอ็ด ยังรอกำหนดการที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ ในส่วนโปรแกรมสำหรับสัปดาห์หน้า จะรอประชุมอีกครั้งหนึ่ง โดยจะแจ้งกำหนดการอาทิตย์ต่ออาทิตย์

ทั้งนี้ นายวิรัช เปิดเผยด้วยว่า เวทีปราศรัยสุดท้ายก่อนเลือกตั้งของพรรคพลังประชารัฐ จะจัดที่ กทม.ในวันที่ 12 พ.ค.นี้ ซึ่งสถานที่น่าจะจัดที่สนามไทยญี่ปุ่น ดินแดง

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 25 เมษายน 2566

ผู้กองธรรมนัส ฟิตจัด! เดินสายหาเสียงไม่หยุดเช้ายันค่ำ ซึ้งใจชาวพะเยา แห่ให้กำลังใจเนืองแน่นทุกพื้นที่ ชวนเชิญ 14 พฤษภาฯ นี้ เข้าคูหากาบัตรเลือกตั้งสีม่วง เบอร์ 6 ยกจังหวัด บัตรสีเขียวกาเบอร์ 37 “เลือกคนที่ได้ใช้ เกิดประโยชน์สร้างบ้านแปงเมือง”

,

ผู้กองธรรมนัส ฟิตจัด! เดินสายหาเสียงไม่หยุดเช้ายันค่ำ ซึ้งใจชาวพะเยา แห่ให้กำลังใจเนืองแน่นทุกพื้นที่ ชวนเชิญ 14 พฤษภาฯ นี้ เข้าคูหากาบัตรเลือกตั้งสีม่วง เบอร์ 6 ยกจังหวัด บัตรสีเขียวกาเบอร์ 37 “เลือกคนที่ได้ใช้ เกิดประโยชน์สร้างบ้านแปงเมือง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 จังหวัดพะเยา เบอร์ 6 พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ในฐานะประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคเหนือ ยังเดินหน้าหาเสียงอย่างต่อเนื่อง

โดยก่อนหน้านี้ ไปปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคฯ ที่ภาคอีสาน คือจังหวัดนครราชสีมา วันที่ 22 เมษายน 66 ที่บริเวณตลาดเซฟวัน จากนั้นวันที่ 23 เมษายน 66 ที่ผ่านมา ไปปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดเชียงใหม่ บริเวณกาดกลางแจ้ง สามแยกฮอด อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

ล่าสุดวันนี้ 24 เมษายน 2566 เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 6.00 น. ร.อ.ธรรมนัส พร้อมทีมงานผู้ช่วยหาเสียง ลงพื้นที่ไปพบปะทักทาย พ่อค้าแม่ค้าและพี่น้องประชาชนทั่วไป ที่ตลาดสดแม่สุก อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ซึ่งได้รับการต้อนรับจากพ่อค้าแม่ค้า และพี่น้องประชาชน รวมถึงบรรดาแม่บ้าน ร้านค้าต่างๆ มาให้กำลังใจกันอย่างคึกคัก ทั้งนี้ร.อ.ธรรมนัส ยังแสดงความห่วงใยกรณีประชาชนในจังหวัดพะเยาได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ทำให้บ้านเรือนเสียหายหลายพื้นที่ซึ่งได้มอบหมายให้ทีมงานประสานผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา และ อบจ.ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ให้เข้าไปช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วนแล้ว

“ขอบคุณพ่อแม่พี่น้องทุกท่านที่การเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ไว้วางใจเลือกผมเข้าไปเป็น ส.ส.เป็นปากเป็นเสียง และทำงานเพื่อพัฒนาบ้านเมืองของเรา ซึ่งทุกท่านก็ได้เห็นผลงานกันอยู่แล้ว วันนี้ผมจึงมาขอฝากว่า ในการเลือก ส.ส.วันที่ 14 พฤษภา เดือนหน้านี้ ก็เชิญชวนพ่อแม่พี่น้อง ออกใช้สิทธ์กัน เลือกผมเข้าไปเป็นส.ส.เหมือนปี 2562 เพื่อจะได้ทำงานสานต่อผลักดันงบประมาณมาสร้างบ้านแปงเมืองของเราให้เจริญยิ่งขี้น เลือกคนที่ได้ใช้ ได้เกิดประโยชน์กับบ้านกับเมืองเราครับ อย่าลืมบัตรสีม่วงกาเบอร์ 6 ยกจังหวัด บัตรสีเขียวกาเบอร์ 37 เพื่อเข้าไปเป็นฝ่ายบริหาร เป็นรัฐบาลทำงานตามนโยบายต่างๆ เป็นรูปธรรมทันทีครับ”

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส พร้อมทีมงานผู้ช่วยหาเสียง ได้ขึ้นรถแห่ปราศรัยหาเสียงไปตามหมู่บ้านต่างๆในตำบลแม่สุก อำเภอแม่ใจ เพื่อแนะนำบอกกล่าวถึงนโยบายของพรรค ก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่อความรักสามัคคีของประชาชน และสานต่อบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะเพิ่มเป็น 700 บาท เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบขั้นบันได ตั้งแต่อายุ 60 ปี เพิ่มเป็นจำนวน 3,000 บาทต่อเดือน อายุ 70 ปี ขึ้นไป เพิ่มเป็นจำนวน 4,000 บาทต่อเดือน และอายุ 80 ปีขึ้นไป เพิ่มเป็นจำนวน 5,000 บาทต่อเดือน แก้ปัญหาที่ดินทำกิน โดยผลักดันเปลี่ยนส.ป.ก.เป็นโฉนด และ ค.ท.ช.เปลี่ยนเป็นส.ป.ก .ตามเป้าหมาย “มีเรา ไม่มีแล้ง มีน้ำ ไม่มีจน” ทั้งนี้พบว่า ตลอดสองข้างทางที่รถแห่หาเสียงเคลื่อนตัวผ่าน ได้มีชาวบ้านในพื้นที่ออกมาส่งเสียงเชียร์ “ผู้กองธรรมนัส สู้สู้” ให้กำลังใจอย่างล้นหลาม

เวลา 16.30-19.00 น. ร.อ.ธรรมนัส นำทีมงานผู้ช่วยหาเสียงลงพื้นที่พบปะประชาชนบริเวณวัดร่องคือ ต.แม่ปืม อ.เมือง ก่อนจะขึ้นรถแห่ปราศรัยหาเสียง สลับกับการลงเดินพบปะเยี่ยมเยือนประชาชนในหมู่บ้านต่างๆรอบตำบลแม่ปืม อ.เมือง จ.พะเยา ประกอบด้วย บ้านสันต้นคือ บ้านสันต้นหวีด บ้านโป่งเกลือ บ้านห้วยบง ซึ่งบรรยกาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพ่อแม่พี่น้องประชาชนตามหมู่บ้านดังกล่าวมาคอยให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก แม้บรรยากาศจะเริ่มมืดค่ำ แต่ทุกคนยังรอพบเพื่อร่วมถ่ายภาพ มอบพวงมาลัย และผูกข้อมือให้กำลังใจร.อ.ธรรมนัส อีกด้วย ซึ่งร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า มีความซาบซึ้งใจอย่างมาก ที่เห็นพ่อแม่พี่น้องทุกคนมาคอยให้กำลังใจ ตนเองเหมือนเป็นลูกหลานก็จะทำหน้าที่รับใช้ทุกท่าน และเพื่อบ้านเมืองของเราอย่างดีที่สุด

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 25 เมษายน 2566

“ไพบูลย์”หวั่นโพลชี้นำบางสำนัก นำเสนอให้ข้อมูลไม่ตรงข้อเท็จจริง อาจเข้าข่ายความผิดทาง กฏหมายตาม รธน.เตือนเสี่ยงเป็นคดีความ

,

“ไพบูลย์”หวั่นโพลชี้นำบางสำนัก นำเสนอให้ข้อมูลไม่ตรงข้อเท็จจริง
อาจเข้าข่ายความผิดทาง กฏหมายตาม รธน.เตือนเสี่ยงเป็นคดีความ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่สำนักโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในการเลือกตั้ง ซึ่งมีบางสำนักปรากฏข้อมูลในการเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนน่าจะไม่สอดรับกับความเป็นจริงว่า ตนในฐานะนักกฎหมาย มีความเป็นห่วงว่า สำนักโพลเหล่านั้นอาจจะมีปัญหาข้อกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 72 การสํารวจความคิดเห็นของประชาชนโดยมีเจตนาไม่สุจริต มีลักษณะเป็นการชี้นํา หรือมีผลต่อการตัดสินใจในการลงคะแนนเลือกหรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดจะกระทํามิได้

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า และเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 73 ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนน ไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการ หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง
ทั้งนี้ตามมาตรา 72 และมาตรา 73(5) กฎหมายห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งรวมถึงสำนักโพลต่างๆกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง

ดังนั้นหากสำนักโพลใดฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 (5) จะมีบทลงโทษตามมาตรา 159 ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของผู้นั้นมีกําหนดยี่สิบปี

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ตนจึงแจ้งข้อห่วงใยมายังสำนักโพลต่างๆให้ระมัดระวังข้อกฎหมายในเรื่องดังกล่าวข้างต้น เพราะเชื่อว่าจะมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปยื่นคำร้องขอให้ กกต. ตรวจสอบสำนักโพลดังกล่าว ซึ่งสามารถยื่นคำร้องได้จนถึง 30 วันหลังจากวันเลือกตั้ง ก็อาจจะทำให้สำนักโพลบางสำนักอาจมีปัญหาทางกฎหมายได้

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 เมษายน 2566

“กาญจนา จังหวะ”ผู้สมัคร ส.ส.ชัยภูมิ พปชร.เผย นโยบายช่วยเหลือเกษตรกร โดนใจชาวอีสาน มั่นใจ โกยคะแนนได้เพียบ

,

“กาญจนา จังหวะ”ผู้สมัคร ส.ส.ชัยภูมิ พปชร.เผย นโยบายช่วยเหลือเกษตรกร โดนใจชาวอีสาน มั่นใจ โกยคะแนนได้เพียบ

นางสาวกาญจนา จังหวะ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 จังหวัดชัยภูมิ เบอร์ 5 กล่าวถึงการหาเสียงในขณะนี้ว่า ตนต้องขอขอบพระคุณพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่ ๆ ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และได้มอบแรงเชียร์แรงใจ สนับสนุน ให้ลูกหลานกาญจนาคนนี้เสมอ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ในทั่วประเทศนโยบายของพรรค พปชร.มีความชัดเจนโดนใจชาวบ้านอยู่แล้ว ในเรื่องการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ก็คือบัตรประชารัฐ 700 บาทต่อเดือน ที่จะเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชนให้เข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ที่เป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวัน

นางสาวกาญจนา กล่าวต่อว่า ล่าสุดพรรค พปชร.ประกาศนโยบายที่จะพัฒนาภาคอีสานและภาคตะวันออก โดยรถไฟทางคู่ จาก จ.บึงกาฬ-ท่าเรือแหลมฉบัง-ท่าเรือมาบตาพุด-สนามบินอู่ตะเภา จ.ระยอง โดยเป็นการพัฒนาพื้นที่ได้ 24 จังหวัด ในภาคอีสาน และภาคตะวันออก สอดรับกับโครงการอีอีซี พปชร.ทำเพื่อคนอีสานโดยเฉพาะ จะได้มีงาน สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนอีสาน โครงการนี้เพื่อชาวอีสานโดยเฉพาะเพื่อให้ภาคอีสานเจริญ

“ประชาชนในพื้นที่ยังมีการพูดถึง นโยบายช่วยเหลือเกษตรกร ที่จะดูแลเกษตรกรทั่วประเทศ ทั้งชาวไร่ ชาวนา ให้เข้มแข็งด้วยการ ให้ทุนเพื่อประกอบอาชีพ ครอบครัวละ 30,000 บาท ทุกครอบครัว ไม่ว่าจะปลูกพืชอะไรก็ตาม จะได้รับเงินโดยโอน ตรงเข้าบัญชีเกษตรกร ที่มีอยู่กับธนาคารทันที เพื่อจะได้นำไปลงทุน สำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลใหม่ โดยเห็นว่าเป็นนโยบายที่สร้างความหวังให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก และเห็นว่านโยบายของ พปชร.ข้อนี้ถือว่าเล็งเห็นความสำคัญของเกษตรไทยทั้งประเทศด้วย”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 เมษายน 2566

“สนธิรัตน์” บุกขอนแก่นปราศรัยกลางสายฝนช่วย “ณรงค์เลิศ สุรพล” ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 ขอนแก่น อ้อน ปชช.เลือกคน – พรรค ช่วยทำพื้นที่ดีขึ้นด้วยนโยบาย

,

“สนธิรัตน์” บุกขอนแก่นปราศรัยกลางสายฝนช่วย “ณรงค์เลิศ สุรพล” ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 ขอนแก่น อ้อน ปชช.เลือกคน – พรรค ช่วยทำพื้นที่ดีขึ้นด้วยนโยบาย

วันที่ 23 เม.ย. 2566 ที่ตลาดนัดโคกสูง จ.ขอนแก่น นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง พรรคพลังประชารัฐ ร่วมเวทีปราศรัยย่อย จ.ขอนแก่น ช่วยนายณรงค์เลิศ สุรพล ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 ขอนแก่น พรรคพลังประชารัฐ เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจให้กับผู้สมัคร โดยมี ผู้สมัคร ส.ส. พื้นที่ใกล้เคียงของพรรคเข้าร่วมฟังการปราศรัยด้วย อาทิ นายปัญญา ศรีปัญญา ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 ขอนแก่น นายสมใจ ชาญจระเข้ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 ขอนแก่น และนายสมศักดิ์ คุณเงิน ผู้สมัคร ส.ส.เขต 7 ขอนแก่น พรรคพลังประชารัฐ มีประชาชนร่วมฟังปราศรัยประมาณ 3,000 คน โดยก่อนการปราศรัยนายสนธิรัตน์ พร้อมผู้สมัคร ส.ส. ได้เดินทักทายพี่น้องประชาชน และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น

โดยนายสนธิรัตน์ กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ตนมาปราศรัยที่นี่ เพราะมีผู้สมัคร ส.ส.ที่จะได้เป็น ส.ส. ชื่อนายณรงค์เลิศ ในวันที่ 14 พ.ค. นี้ พี่น้องต้องตัดสินใจเลือกผู้สมัคร ส.ส.ที่รู้จัก และมีประสบการณ์ เพื่อจะได้ช่วยพี่น้องได้ วันนี้แม้ฝนตก แต่พี่น้องก็ยังไม่กลับบ้าน ซึ่งฝนตกลงมาเหมือนพรมน้ำมนต์ให้ นายณรงค์เลิศ เป็น ส.ส.ของพี่น้อง หากพี่น้องเลือกนายณรงค์เลิศ จะไม่ได้แค่พรมน้ำมนต์เฉย ๆ แต่จะมีน้ำกิน น้ำใช้อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ หากพี่น้องเลือกนายณรงค์เลิศ และเลือกพรรคพลังประชารัฐแล้ว พี่น้องที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้เงินเพิ่มจากเดิม 300 บาท เป็น 700 บาท

นอกจากนี้ยังมีนโยบายช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร โดยให้ทุนเพื่อประกอบอาชีพ สำหรับครอบครัวเกษตรกรที่ถือบัตรประชารัฐเพื่อพัฒนาให้พี่น้องมีรายได้ดีขึ้น พรรคพลังประชารัฐ ประกาศแล้วว่าต้องทำให้พี่น้องพ้นจากความยากจนให้ได้ การแก้ปัญหาหนี้สินให้พี่น้อง ถือเป็นนโยบายหลักของพรรค

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า นอกจากการแก้หนี้ และเพิ่มเงินให้พี่น้องแล้ว ในฐานะที่ตนเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะมีนโยบายติดโซล่าเซลล์สูบน้ำบาดาลให้พี่น้องทั่วพื้นที่ เพื่อให้พี่น้องมีน้ำไว้ทำมาหากิน และแก้หนี้ได้ หากพี่น้องเลือกนายณรงค์เลิศ เบอร์ 1 และเลือกพรรคพลังประชารัฐเบอร์ 37 พี่น้องจะได้คน และได้น้ำแน่นอน วันนี้ตนมาหาพี่น้องด้วยความตั้งใจ และมาขอคะแนนให้นายณรงค์เลิศ ได้เข้าไปเป็น ส.ส. เพื่อช่วยเหลือพี่น้องต่อไป

“วันนี้หากไม่มีพรรคการเมืองใดที่เป็นกาวใจเชื่อมโยงทุกฝ่ายได้ บ้านเมืองจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก ซึ่งพรรคพลังประชารัฐประกาศแล้วว่าไม่อยากเห็นประชาชนแตกแยกกันอีกแล้ว คนไทยด้วยกันใครจะชนะจะแพ้ต้องอยู่ด้วยกัน พรรคพลังประชารัฐจึงประกาศนโยบายพร้อมจะเป็นกาวใจ ทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามความขัดแย้ง วันนี้มาขอคะแนนเพราะพี่น้องต้องเลือกคน และพรรคไปเป็นตัวแทน เป็นกาวใจให้เราไม่แตกแยกกัน หากพี่น้องเลือกนายณรงค์เลิศ และพรรคพลังประชารัฐ ท่านจะได้ ส.ส. มารับใช้พี่น้องประชาชน และได้พรรคพลังประชารัฐเป็นรัฐบาล เราจะทำให้เขต 4 ขอนแก่น ดีขึ้นด้วยนโยบายของพรรค” นายสนธิรัตน์ กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 เมษายน 2566

“ธรรมนัส ควง ชัยวุฒิ” ปราศรัยเชียงใหม่ ประกาศยุติความขัดเเย้ง หยุดทำให้ประเทศบอบซ้ำ เผย “พล.อ.ประวิตร”อยู่เบื้องหลัง ผลักดันจนมี พรบ.ลำไย

,

“ธรรมนัส ควง ชัยวุฒิ” ปราศรัยเชียงใหม่ ประกาศยุติความขัดเเย้ง หยุดทำให้ประเทศบอบซ้ำ เผย “พล.อ.ประวิตร”อยู่เบื้องหลัง ผลักดันจนมี พรบ.ลำไย

พรรคพลังประชารัฐ นำโดย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้สมัคร ส.ส.พะเยา ในฐานะประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)ลงพื้นที่ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ปราศรัยหาเสียง ช่วย นายนรพล ตันติมนตรี ผู้สมัคร ส.ส.หมายเลข 8 เขต 10 จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการเเห่รถหาเสียงไปรอบอำเภอฮอด พร้อมทักทายประชาชน ก่อนขึ้นเวทีปราศรัย

ด้านนายชัยวุฒิ ได้กล่าวบนเวทีปราศรัยว่า เห็นใจชาวบ้านสำหรับปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยยืนยันว่าสิ่งเเรกที่พรรคพลังประชารัฐจะทำทันทีที่เป็นรัฐบาล เเละพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็คือ การลดค่าครองชีพ ลดค่าไฟ ค่าเเก็ส ค่าน้ำมัน

ด้าน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตั้งแต่มีการต่อสู้บนถนนราชดําเนิน บนสี่แยกราชประสงค์ ตนเคยถูกยึดทรัพย์ ถูกดําเนินคดีในฐานะเป็นท่อน้ําเลี้ยงคนเสื้อแดง เมื่อปี49 จนถึงทุกวันนี้ มีพี่น้องหลายท่านติดคุกติดตาราง หลายท่านมีคดีติดตัว หลายท่านต้องเสียลูก เสียเมีย เสียผู้นําครอบครัว ถ้าถามว่า ตั้งแต่มีการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นสีไหน ถามว่าคนไทยได้อะไร ตอบได้ทันทีว่ามีแต่เพิ่มความบอบช้ำ เกิดความแตกแยกความสามัคคี บ้านใดเมืองใดไม่มีความสามัคคี อย่าหวังเลยว่าประเทศชาติจะมีเกิดความมั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืน

“จึงเป็นที่มาที่พรรคพลังประชารัฐประกาศนโยบายว่า เราต้องการให้คนไทยรักกัน นั่นคือนโยบายก้าวข้ามความขัดแย้ง เราจะเปลี่ยนเชียงใหม่ เราต้องกล้าเปลี่ยน ของเก่าเราไม่เอา ของเก่า ถอดทิ้งจากหัวใจดีกว่า การที่จะเลือกคนมาเป็นผู้แทน ถือว่าสําคัญมาก”

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่ภาคเหนือลําไย ถือว่าเป็นพืชผลทางการเกษตรของพี่น้องชาวเหนือ แต่กลับไม่มีกฎหมายคุ้มครอง อย่างเช่น พ.ร.บ. ลําไย ตอนตนเป็นรัฐมนตรี ก็พยายามผลักดัน พ. ร. บ. ลําไย มา จนตอนนี้เรามี พรบ.ลําไยคุ้มครองแล้ว โดยเมื่อปี2563 พี่น้องได้ชดเชยราคาลําไย ไร่ละสองพันบาท ซึ่งบุคคลที่อยู่ข้างหลังในการผลักดันช่วยจนสำเร็จ ก็คือผู้ใหญ่ใจดี ท่านพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ท่านไม่เลือกปฏิบัติ ทุกคนเท่าเทียมกัน ตั้งใจที่จะมาพัฒนาประเทศของเราอย่างแท้จริง

“พี่น้องครับ ในส่วนของบัตรประชารัฐ ถ้ามีพรรคใดพรรคหนึ่งประกาศว่า เราจะเปลี่ยนบัตรพวกนี้ไม่เอาแล้ว พี่น้องจะยอมหรือไม่ เราต้องสามัคคี เราต้องเลือกเจ้าของบัตร เจ้าของความคิด ชื่อมันบอกชัดเจนว่า บัตรประชารัฐ ดังนั้น บัตรประชารัฐที่อยู่กับคนไทย ณ เวลานี้กว่า 40 ล้านกว่าชีวิต เราจะเปลี่ยนมูลค่าในบัตรจาก 300 บาทเป็น 700 บาท ซึ่งบัตรประชารัฐยังมีทุนอีก 30,000 บาทที่พี่น้องจะสามารถนำไปประกอบอาชีพต่อยอดได้ และยังมีประกันชีวิต ทันทีที่เราหมดลมหายใจ คนข้างหลังไม่ลําบาก สามารถไปเบิกเบี้ยประกันได้อีก 200,000 บาท นี่คือสิ่งที่เราต้ังใจทำให้ครับ สุดท้ายผมขอฝาก ผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐ และขอให้มั่นใจว่า เราทำจริงทำทันที มาร่วมกันก้าวข้ามความขัดแย้ง ก้าวข้ามความยากจนไปด้วยกัน”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 เมษายน 2566

“ศ.ดร.นฤมล” ช่วย”ชญาภา”หาเสียงเขตยานนาวา ประกาศ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือไม่ก็พร้อมผลักดันนโยบาย”บ้านประชารัฐ 360 องศา”ทันที ลั่น ยานนาวาต้องเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม เพิ่มรายได้ให้คนในชุมชน

,

“ศ.ดร.นฤมล” ช่วย”ชญาภา”หาเสียงเขตยานนาวา ประกาศ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือไม่ก็พร้อมผลักดันนโยบาย”บ้านประชารัฐ 360 องศา”ทันที ลั่น ยานนาวาต้องเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม เพิ่มรายได้ให้คนในชุมชน

เมื่อเวลา 12.30 น.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)นำโดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคและหัวหน้าทีมผู้ดูแลการเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.)ลงพื้นที่ชุมชนร่วมพัฒนาเชื้อเพลิง 2 เขตยานนาวา ช่วย น.ส.ชญาภา ปรีดาพากย์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 7 เบอร์ 15 รณรงค์หาเสียง โดยได้ร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุในชุมชน พร้อมเยี่ยมชมโครงการบ้านมั่นคงที่พรรค ได้เข้ามาช่วยประสานความช่วยเหลือกับหน่วยงานต่างๆเพื่อ ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งในด้านการจัดหาน้ำประปา และน้ำเสียในชุมชน พร้อมนำเสนอนโยบายชุมชนเข้มแข็ง เพื่อสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ และสิ่งแวดล้อมที่ดี

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐต้องการผลักดันชุมชนร่วมพัฒนาเชื้อเพลิง 2 จากชุมชนแออัดสู่โครงการบ้านประชารัฐ 360 องศา เราอยากจะเข้ามาเป็นผู้ประสานงาน เพื่อให้โครงการดี ๆ เช่นนี้เกิดขึ้นได้ให้กับประชาชน เพื่อที่พวกเขาจะสามารถวางแผนชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสำหรับลูกหลานว่าจะเรียนที่ไหน ทำมาหากินตรงไหน ซึ่งโครงการบ้านประชารัฐนี้ไม่ว่าเราจะเป็นรัฐบาลหรือไม่ได้เป็น เราก็จะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนเพื่อให้ชาว กทม.มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะบ้านที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดเพื่อให้มีชีวิตมีความมั่นคง ปลอดภัย และมีความสุข

“บ้านประชารัฐ 360 องศา ต้องมีการออกแบบและสร้างให้ถูกใจผู้อยู่มากขึ้น บริเวณภายในบ้านต้องตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่อง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือเด็กๆ ในครอบครัว นอกจากนี้ยังเห็นศักยภาพของเขตยานนาวาที่จะสามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรามีวัดเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 4 วัด คือวัดทองบน วัดปริวาส วัดด่าน และวัดคลองภูมิ ที่เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ ก็จะสามารถสร้างรายได้ให้คนในชุมชนได้” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า พรรคพลังประชารัฐเห็นโอกาสส่งเสริมที่จะพื้นที่เขตยานนาวาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม เพราะพื้นที่ตรงนี้มีภูมิทัศน์วัดวาอาราม และแม่น้ำเจ้าพระยา สามารถส่งเสริมให้เกิดเส้นทางท่องเที่ยวในชุมชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนมาเดินชมความงามของวัดในยามเย็น และส่งเสริมให้พ่อค้าแม่ค้านำสินค้าในชุมชนมาขายเสริมสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้ด้วย

ด้าน น.ส.ชญาภา กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ ๆ ผ่านมา ตนได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี ซึ่งตนมองว่า สวนทางกับผลสำรวจที่ออกมาว่ากระแสของพรรคพลังประชารัฐไม่ดี เพราะถ้าได้ลงพื้นที่จริงๆจะเห็นว่า ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เป็นผู้สูงอายุ ให้การตอบรับนโยบายดูแลผู้สูงอายุของพรรคพลังประชารัฐอย่างดีมาก ทุกคนอยากให้นโยบายนี้เกิดขึ้นได้จริง และชื่นชมพรรคพลังประชารัฐที่ยังเล็งเห็นคุณค่าของพวกเขา โดยสวัสดิการที่จะเพิ่มเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุแบบขั้นบันได โดยผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป รับเบี้ยยังชีพ เพิ่มเป็น 3,000 บาทต่อเดือน, ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป รับเบี้ยยังชีพ เพิ่มเป็น 4,000 บาทต่อเดือน และผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป รับเบี้ยยังชีพเพิ่มเป็น 5,000 บาทต่อเดือน จะสามารถมาดูแลชีวิตของพวกเขาและลูกหลานของเขาได้

น.ส.ชญาภา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในชุมชนร่วมพัฒนาเชื้อเพลิง 2 มีการทำโครงการบ้านมั่นคงอยู่แล้ว แต่พรรคพลังประชารัฐจะเข้ามาต่อยอดให้เป็นบ้านประชารัฐ 360 องศา โดยพื้นที่ๆ ชาวบ้านอยู่ในตอนนี้เป็นที่ของการรถไฟ และที่ราชพัสดุ ซึ่งชาวบ้านก็มีความกังวลว่า ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะโดนไล่ที่ และเนื่องจากพื้นที่เขตยานนาวา ถือว่าอยู่ใจการเมือง และชาวบ้านแต่ละคนใช้พื้นที่ตรงนี้มานาน จึงต้องการอยู่ในพื้นที่ต่อไป

“โครงการบ้านประชารัฐ 360 องศาที่จะเกิดขึ้น จะทำให้พี่น้องประชาชนได้มีบ้านที่สวยงาม มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และสามารถสร้างรายได้ให้คนในชุมชนได้ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม และลดความเหลื่อมล้ำในสังคมให้ได้ และเพื่อให้ชาวยานนาวาทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นภายในพื้นที่ตรงนี้ โดยที่ไม่ต้องมีใครต้องย้ายออกจากพื้นที่ไป ขอให้เลือกพรรคพลังประชารัฐ เพราะเราทำได้และทำทันที”น.ส.ชญาภา กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 23 เมษายน 2566

“สกลธี” ย้ำจุดยืน พปชร. ไม่ร่วมงาน “พรรคชังชาติ – นโยบายทำลายเศรษฐกิจ”

,

“สกลธี” ย้ำจุดยืน พปชร. ไม่ร่วมงาน “พรรคชังชาติ – นโยบายทำลายเศรษฐกิจ”

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2566 นายสกลธี ภัททิยกุล กรรมการบริหาร และหัวหน้าทีมผู้สมัคร ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่ตลาดเช้าศิริเกษม หมู่บ้านเศรษฐกิจ เขตบางแค กทม. ร่วมกับนายเอกชัย ผ่องจิตร์ ผู้สมัคร ส.ส.เขตการเลือกตั้งที่ 29 (บางแค-หนองแขม) หมายเลข 7 เพื่อพบปะประชาชน พร้อมชูนโยบายพัฒนาพื้นที่และแก้ไขการจราจร

นายสกลธีกล่าวว่า บริเวณจุดนี้เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ในเขตบางแค เป็นหมู่บ้านยุคเก่าที่ปัญหาส่วนใหญ่คือบางจุดยังเป็นที่ของเอกชน ไม่ได้ยกให้เป็นที่สาธารณะ ทำให้ทาง กทม.ไม่สามารถเข้ามาพัฒนาดูแลในส่วนนี้ได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งท่อระบายน้ำยังมีขนาดเล็ก ซึ่งในส่วนนี้ทางพรรค พปชร.จะใช้งบประมาณส่วนกลางเข้ามาดูแลในจุดนี้ อีกปัญหาคือการเดินทางของประชาชนที่จะเดินทางไปสถานีรถไฟฟ้า ปัจจุบันส่วนใหญ่ยังใช้รถส่วนตัวกันอยู่ ทำให้การจราจรติดขัด ในส่วนนี้ต้องมีขนส่งสายรอง (Feeder) ที่สอดคล้องกับสภาพของพื้นที่ เพื่อรับส่งประชาชนในอยู่บ้านย่านนี้กว่าหมื่นครัวเรือน เชื่อมระบบขนส่งสาธารณะ ไปยังสถานีรถไฟฟ้า

นายสกลธีกล่าวต่อว่า ในส่วนของสาธารณสุข ในพื้นที่นี้มีโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ของ กทม.อยู่ แต่ไม่มีรถเมล์รถสาธารณะผ่านทั้งที่เป็นโรงพยาบาลใหญ่รับผิดชอบดูแลพี่น้องถึง 5 เขต จึงจำเป็นต้องปรับเส้นทางรถ ขสมก.ให้สอดคล้องกับความจำเป็นของประชาชนมากขึ้น

“ การลงพื้นที่วันนี้ได้รับการแสการตอบรับของประชาชนเป็นอย่างดี เพราะคุณเอกชัย ผ่องจิตร์ ผู้สมัครของเราลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนมาโดยมาตลอด ทั้งนี้ทางพรรคมั่นใจในคุณสมบัติของผู้สมัครทุกคนที่พรรคเลือกมาว่าจะทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีทุกคน”

ในส่วนที่มีกลุ่มคนมาป่วนเวทีปราศรัยของพรรคพลังประชารัฐ และไปช่วยพรรคก้าวไกลหาเสียงนั้น นายสกลธีกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ย้อนแย้ง เพราะคนบางกลุ่มอยากให้มีประชาธิปไตยแต่ไปรบกวนการหาเสียงของพรรคการเมืองอื่น ตนมองมองว่าวันนี้ประเทศเข้าสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเต็มที่ ทุกคนลงเลือกตั้งด้วยกติกาเดียวกันก็ควรแข่งกันตามกติกา หมดเวลาปั่นวาทกรรมพรรคทหาร ฝ่ายเผด็จการแล้ว ให้ประชาชนตัดสินใจดีกว่าว่าอยากให้ใครเข้ามาดูแลมากกว่ากัน

จากนั้นนายสกลธีได้เดินทางไปตลาดเช้าวัดหนองแขม เพื่อช่วย นายมานพ มารุ่งเรือง ผู้สมัครเขตเลือกตั้งที่ 28 (จอมทอง บางบอน หนองแขม) หมายเลข 1 โดยนายสกลธีกล่าวว่า ในเขตนี้ตนมั่นใจเต็มที่เพราะนายมานพเป็น ส.ข.มา 2 สมัย ดูแลพื้นที่เป็นอย่างดี เกาะติดปัญหา ใกล้ชิดประชาชน ส่วนกรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน และพรรคเพื่อไทย บอกว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับ 2 ป.นั้นก็เป็นสิทธิของเขา ซึ่งต้องถามด้วยว่าเราจะอยากร่วมด้วยหรือเปล่า

“จุดยืนของพรรคพลังประชารัฐคืออยากก้าวข้ามความขัดแย้ง เราอยากเปิดโอกาสให้กับทุกฝ่าย อยากให้การหาเสียงของแต่ละพรรคเป็นไปด้วยดี ไม่มีการปะทะกันระหว่างพี่น้องประชาชน ให้ทุกคนรักกันเหมือนเดิม แต่ไม่ใช่ว่าเราจะไปรวมกับใครก็ได้ เราก็มีจุดยืนเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถ้าพรรคไหนแนวทางไม่ตรงกัน ก็รวมกันไม่ได้ และพรรคที่มีนโยบายทำลายเศรษฐกิจ เราก็รวมด้วยไม่ได้เช่นกัน”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 23 เมษายน 2566

“พล.อ.ประวิตร” โชว์ผลงาน 3-4 ปีไม่เคยมีการประกาศภัยแล้ง ปชช.เสียงเชียร์ทุกชุมทางสร้างกำลังใจพปชร.ชนะทุกสนามเลือกตั้ง

,

“พล.อ.ประวิตร” โชว์ผลงาน 3-4 ปีไม่เคยมีการประกาศภัยแล้ง ปชช.เสียงเชียร์ทุกชุมทางสร้างกำลังใจพปชร.ชนะทุกสนามเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 11.16 น.วันที่ 22 เม.ย.ที่สถานีปากช่อง จ.นครราชสีมา ในระหว่างขบวนรถไฟที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)และคณะกรรมการบริหารพรรค โดยสารมาถึงสถานีปากช่อง มีมวลชนกว่า100 คน มารอพบเพื่อมอบดอกไม้และให้กำลังใจ โดยพล.อ.ประวิตร ได้ลงจากรถไฟไปพบปะกับประชาชน พร้อมฝากให้เลือกพรรคพปชร.และผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพปชร.
หลังจากนั้นพล.อ.ประวิตร ได้กล่าวว่านโยบายมีเราไม่มีแล้งของภาคอีสานย้ำว่าปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคลองมีน้ำถึงเกือบ 70 % และตลอดระยะเวลาที่ทำงานในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยประกาศภาวะภัยแล้งเลยสักวัน เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ตลอดเส้นทางที่มีประชาชนให้กำลังใจ ก็รู้สึกดี และขอขอบคุณ การทำเรื่องน้ำถือเป็นผลงานของผมเพราะทำงานในนามของรัฐบาล

เมื่อถามว่าขบวนรถไฟเที่ยวนี้ เหมือนเป็นเที่ยวสุดท้ายที่จะส่งไปถึงตําแหน่งนายกฯ หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ไม่ใช่ จะนั่งเรื่อย ๆ แต่ประชาชนต้องเลือก ถ้าไม่เลือกก็ไม่ได้ พูดเฉยๆ ไม่ได้เป็นหรอกจะเป็นได้อย่างไร”

พล.อ.ประวิตร กล่าวอีกว่า นโยบายของพรรคคือทำทันที ถ้าได้เป็นรัฐบาล ทุกอย่างคิดไว้แล้วว่าจะทำอย่างไร ส่วนเรื่องของโครงการอีสานประชารัฐในเรื่องการทําทางรถไฟ ก็ต้องดูในเรื่องการเวนคืนสถานที่ ต้องทําตามขั้นตอน จะไปทําทันทีได้อย่างไร จะต้องมีการวางแผนและรับฟังความคิดเห็นประชาชน มีการสํารวจเส้นทาง เช่นเดียวกับการทํารถไฟทางคู่ของรัฐบาลที่ผ่านมาเพราะผ่านการวางแผนจึงสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 22 เมษายน 2566