โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ทางเลือกใหม่ของการเมืองไทย ก้าวข้ามความขัดแย้ง สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน

หมวดหมู่: กิจกรรมพรรค

“พล.อ.ประวิตร”ร่วมเปิดงาน” วันน้ำโลก ปี66 ” ห่วงวิกฤตน้ำในอนาคต วอนคนไทย มีส่วนร่วมเห็นคุณค่าฟื้นฟูใช้ประโยชน์ ประหยัดและยั่งยืน

,

“พล.อ.ประวิตร”ร่วมเปิดงาน” วันน้ำโลก ปี66 ” ห่วงวิกฤตน้ำในอนาคต
วอนคนไทย มีส่วนร่วมเห็นคุณค่าฟื้นฟูใช้ประโยชน์ ประหยัดและยั่งยืน

เมื่อ 1 ก.ย.66 09.30 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเป็นประธานจัดกิจกรรม ” ความร่วมมือ และการมีส่วนร่วมบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เนื่องใน “วันน้ำโลก ประจำปี 2566” พร้อมชมนิทรรศการพร้อมมอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่หน่วยงานที่รับผิดชอบและสนับสนุนการดำเนินงานการบริหารจัดการน้ำที่ผ่านมา พร้อมรับรายงานวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมดังกล่าว จาก ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาฯ สทนช. และได้เป็นประธานพิธีเปิดงาน พร้อมกล่าวเจตนารมย์ของไทยเนื่องใน วันน้ำโลก ประจำปี 2566 โดยมีสาระสำคัญ คือ “น้ำ”ถือเป็นทรัพยากรที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ต่อการดำรงชีวิต และการพัฒนาในทุกมิติ ซึ่ง UN ได้กำหนดให้วันที่ 22 มีนาคม

ทุกปีเป็นวันน้ำโลก (World Water Day) โดยให้ประชาคมโลกร่วมกันรณรงค์ให้เกิดการฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำ อย่างยั่งยืน เร่งการเปลี่ยนแปลงด้วยการลงมือปฏิบัติ เพื่อลดวิกฤติด้านน้ำ และสุขาภิบาล ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพยากรน้ำในทุกมิติ ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการขับเคลื่อนการบริหารจัดการ แบบพลวัต ด้วยความร่วมมือของคณะกรรมการลุ่มน้ำ ซึ่งจะเป็นข้อกลางเชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับชุมชนพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึง การใช้น้ำที่มีคุณภาพ เพียงพอ และเท่าเทียมกัน

พล.อ.ประวิตร ได้เน้นย้ำถึง เจตนารมย์ของรัฐบาลไทยที่พร้อมเดินหน้าไปกับประเทศสมาชิก เพื่อยืนยันความร่วมมือ ภายใต้กรอบ UN และไทยพร้อมรับข้อเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหน่วยงาน และองค์กรด้านน้ำของประเทศสมาชิก เพื่อเพิ่มอัตราเร่งการพัฒนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ยังได้ รณรงค์ขอให้ประชาชน และทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมบริหารจัดการน้ำ และใช้น้ำอย่างประหยัด เห็นคุณค่าในโอกาสนี้ด้วย

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 1 กันยายน 2566

“พล.อ.ประวิตร” ร่วมหารือรองประธาน อลป.จีน ยกระดับด้านกีฬา กระชับความสัมพันธ์ ไทย-จีน เพิ่มศักยภาพนักกีฬาไทย

,

“พล.อ.ประวิตร” ร่วมหารือรองประธาน อลป.จีน ยกระดับด้านกีฬา
กระชับความสัมพันธ์ ไทย-จีน เพิ่มศักยภาพนักกีฬาไทย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ได้ให้การต้อนรับ นายหวัง รุ่ยเหลียน (Mr.Wang Ruilian) รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งสาธารณรัฐ ประชาชนจีน และคณะ ณ บ้านอัมพวัน คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในโอกาสที่เดินทางมาเข้าร่วมประชุม รัฐมนตรีอาเซียน – สาธารณรัฐประชาชนจีน ในด้านกีฬา

พล.อ.ประวิตร ได้ให้การต้อนรับพร้อมกล่าวขอบคุณ นายหวัง รุ่ยเหลียน และคณะทุกท่าน ที่ให้เกียรติมาเข้าพบในวันนี้ ซึ่งประเทศไทยกับจีนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน มาอย่างยาวนาน ในทุกระดับ รวมทั้งประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ ที่มีความรักความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น ทั้งด้านการค้า วัฒนธรรม ประเพณี และอื่นๆรวมถึงด้านการกีฬาด้วย ซึ่งในโอกาสที่จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 ณ นครหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่าง 23 ก.ย.- 8 ต.ค.66 โดยมีนักกีฬาของไทยหลายประเภท เข้าร่วมการแข่งขันด้วย ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวอวยพรขอให้จีนประสบความสำเร็จ ในการจัดการแข่งขันด้วยดี

นายหวัง รุ่ยเหลียน ได้กล่าวขอบคุณ พล.อ.ประวิตร ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ในวันนี้ และยืนยันความสัมพันธ์อันดีที่มีมาอย่างมั่นคงของทั้ง 2 ประเทศ ที่ผ่านมา พร้อมทั้งได้กล่าวเรียนเชิญ พล.อ.ประวิตร และคณะ เพื่อเป็นเกียรติเข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 ณ นครหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีนด้วย ต่อจากนั้นทั้งสองฝ่าย ยังได้หารือความร่วมมือทางด้านกีฬา เพื่อส่งเสริมการกีฬาของทั้ง 2 ประเทศ ให้มีการพัฒนาร่วมกัน และนำไปสู่ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศให้มากยิ่งขึ้นต่อไปด้วย พร้อมกล่าวยินดีต้อนรับ และสนับสนุนนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ของไทยอย่างเต็มที่ ในการเข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ ทั้ง2ฝ่ายได้มอบของที่ระลึกระหว่างกัน ก่อน รองประธาน คณะกรรมการโอลิมปิกฯของจีน พร้อมคณะจะเดินทางกลับ สำหรับ พล.อ.ประวิตร ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโอลิมปิคฯของไทย ต่อเนื่องทันที

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 31 สิงหาคม 2566

“พล.อ.ประวิตร” นั่งประธาน กบฉ. ขยายต่อ 3เดือน มุ่งสร้างสันติสุขในพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมคุมเข้มโรงงานสารประกอบระเบิดเพื่อความปลอดภัยปชช.

,

“พล.อ.ประวิตร” นั่งประธาน กบฉ. ขยายต่อ 3เดือน มุ่งสร้างสันติสุขในพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมคุมเข้มโรงงานสารประกอบระเบิดเพื่อความปลอดภัยปชช.

เมื่อ 28 ส.ค.66 พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานการประชุม คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน (กบฉ.) โดยมี รมว.มท และ รมช.กห. ที่ประชุมรับทราบผลการปฎิบัติงานตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ห้วง 20 มิ.ย.66 ถึง 20 ส.ค.66 ซึ่งมีแนวโน้มของสถานการณ์ ที่มีความสงบเรียบร้อยมากขึ้นตามลำดับ และมีสถิติการก่อเหตุความรุนแรงลดลง สามารถพัฒนาไปสู่การปรับลดพื้นที่ออกจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้มากขึ้น

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้มอบหมายหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบโรงงานที่เกี่ยวข้องกับสารประกอบระเบิด พร้อมเร่งรัดการช่วยเหลือ ฟื้นฟูประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โรงงานพลุดอกไม้เพลิงระเบิด ที่ผ่านมาโดยเร็วด้วย

นอกจากนี้ที่ประชุม กบฉ.ได้เห็นชอบข้อเสนอของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ปรับลดพื้นที่ อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี ออกจากพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ เพื่อนำ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรฯมาใช้แทน พร้อมทั้งขยายเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่ จังหวัดจชต. ยกเว้น อ.ศรีสาคร ,อ.สุไหงโก-ลก ,อ.แว้งและ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส อ.ยะหริ่ง ,อ.มายอ ,อ.ไม้แก่น และ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี อ.เบตง และ อ.กาบัง จ.ยะลา ออกไปอีกเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ 20 ก.ย.66 ถึง 19 ธ.ค.66 โดยเป็นการขยายระยะเวลา ครั้งที่ 73 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน ป้องกัน ระงับ ยับยั้งเหตุการณ์ในพื้นที่ให้ได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งจะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลรักษาความสงบ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ด้วย โดยให้ สมช.เสนอเรื่องไปยัง ครม.เพื่อพิจารณาเห็นชอบ ต่อไป

พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวขอบคุณ คณะกรรมการฯ หน่วยงานความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และกำลังพลทุกนายที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความเสียสละ ทุ่มเท และกล้าหาญ อย่างน่าภาคภูมิใจ สามารถแก้ปัญหา จชต.เป็นไปด้วยความเรียบร้อยที่ผ่านมา และมีสถิติการก่อเหตุฯลดลง ตามลำดับ พร้อมทั้งได้ขอบคุณประชาชนในพื้นที่ ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี รวมทั้งได้กำชับ สมช.ซึ่งถือเป็นกลไกหลักในการเตรียมความพร้อมแก้ปัญหา จชต.ในระดับนโยบาย ที่ต้องขับเคลื่อนให้ต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน มีความเป็นมืออาชีพ ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเตรียมรับนโยบายจาก ครม.ชุดใหม่ ที่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ในระยะเวลาอันใกล้นี้ด้วย ต่อไป

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 29 สิงหาคม 2566

กลุ่มตัวแทนเกษตรกร เข้าให้กำลังใจ และยื่นหนังสือ ความเดือดร้อนให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา ส่งถึงมือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นำไปสู่การแก้ไขปัญหา ให้เกษตรกินดีอยู่ดี

,

กลุ่มตัวแทนเกษตรกร เข้าให้กำลังใจ และยื่นหนังสือ ความเดือดร้อนให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา ส่งถึงมือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นำไปสู่การแก้ไขปัญหา ให้เกษตรกินดีอยู่ดี

28 ส.ค.2566 ที่พรรคพลังประชารัฐ สหพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย (สกท.) สภาอาชีพของเกษตรกรผู้ปลูกลำไยภาคเหนือ 8 จังหวัด ,เครือข่ายเกษตร 4 ภาคกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ อาทิ จังหวัด ร้อยเอ็ด จ.มหาสารคาม จ.ขอนแก่น อ. สุไกลโก-ลก จ.นราธิวาส จ.เชียงใหม่ อ.บางเลน จ.นครปฐม ตลอดจนกลุ่มเกษตรกร ผู้ปลูกข้าว ลำไย กลุ่มผู้ใช้น้ำ คูคลอง จังหวัดพะเยา เดินทางมายื่นหนังสือเกี่ยวกับความเดือดร้อน และข้อเสนอแนะสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ โดยมีนายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร และนายอรรถกร ศิริลัทธยากร กรรมการบริหารพรรค เป็นตัวแทนเชิญเกษตรกรกลุ่มดังกล่าวเข้ามาในห้องประชุม เพื่อรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น

นายอรรถกร กล่าวว่า เราเข้าใจว่าพี่น้องทุกท่าน เดินทางมาที่นี่ เพื่อที่จะมายื่นหนังสือและแสดงเจตจำนงว่าอยากให้ผู้ใหญ่ของเราทำอะไรบ้าง ซึ่งพวกเราจะเป็นพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาล ที่ทำงานแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชน พร้อมฟังเสียงสะท้อนพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง รู้ดีว่าประชาชนต้องการอะไร พวกเราก็เลยขอเปลี่ยนใจ เปิดห้องประชุมใหญ่พรรคพลังประชารัฐ และเชิญพี่ๆมาพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากพี่น้องภาคเกษตรกรโดยตรง ให้เสียงของพวกเราส่งผ่านไปยังพี่ๆสื่อมวลชน ให้เสียงของพี่ๆดังขึ้นเพื่อจะร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาต่อไป

จากนั้นนายยศวัจน์ ชัยวัฒนศิริกุล ที่ปรึกษาสมาพันธ์ฯ ลุกขึ้นกล่าวว่า หลังจากที่พรรคพลังประชารัฐได้เข้าร่วมรัฐบาล พวกเราดีใจว่าวันนี้คงจะมีใครสักคนที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ที่ได้เข้ามาร่วมกำหนดนโยบายกับทางพรรคเพื่อไทย หลังจากนั้นก็ได้ติดตามตลอด พบว่าพวกเราก็ได้ส่งคนถูกแล้ว ที่เป็นลูกชาวนาจากจังหวัดพะเยา เราจึงมาให้กำลังใจท่าน ซึ่งพวกตนก็ดีใจ และมีความคาดหวังอย่างสูง

“เราได้เคยสัมผัสแล้ว พวกเราก็เคยได้รับติดตามผลงานของท่านธรรมนัส เช่นการคืนโฉนด การเอารัดเอาเปรียบจากนายทุน ได้รับความอนุเคราะห์จาก พล.อ.ประวิตร โดยส่วนตัว พวกเราในฐานะที่เป็นเครือข่ายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยของภาคการเกษตร ที่ชื่อว่าสหพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย พวกเรามีความเดือดร้อนในการทำมาหากิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแหล่งน้ำ เรื่องที่ดินทำกิน พร้อมทั้งเรื่องหนี้สิน และที่ผ่านมาสมัยที่ ร.อ.ธรรมนัสได้เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ พวกเราได้เคยรับการสงเคราะห์ แนะนำ ติดต่อ ประสานงาน ให้ไปช่องทางที่จะต้องติดต่อกับหน่วยงานรัฐจนพวกเราได้รับการแก้ปัญหา” นายยศวัจน์ กล่าว

นายยศวัจน์ กล่าวต่อว่า วันนี้ ร.อ.ธรรมนัส จะได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีใหญ่ พวกเรามีความคาดหวังว่าตลอดระยะเวลา 4 ปีหลังจากนี้ พวกตนคงจะได้มีโอกาสยืนบนขาตัวเองได้ ภายใต้นโยบายของพรรคพลังประชารัฐที่ได้ติดตาม เรามีความเชื่อมั่น วันนี้อยากให้มีความสามัคคีกันในพรรคที่จะร่วมการจัดตั้งรัฐบาล ไม่อยากให้ทำลายความหวังของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร โดยพวกตนขอให้กำลังใจ และมีความเชื่อมั่นในหน่วยงานที่ผ่านมา แม้จะทำได้อย่างไม่เต็มที่มากนักเนื่องจากเป็นพรรคร่วม แต่ครั้งนี้เราต้องขอแสดงความดีใจ ขอแสดงจุดยืนว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเปลี่ยนไปเป็นพรรคอื่นไม่ได้

นายยศวัจน์ ย้ำว่า ทุกวันนี้มีคนบอกว่าเราเป็นกลุ่มจัดตั้ง เราเดินทางมาเอง ข้าวยังไม่ได้กินเลย มาจากภาคใต้ มาจากจังหวัดพะเยา จากจังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ และอีกหลายจังหวัด รวมถึงจังหวัดในภาคอีสาน เราจะรอฟังว่ารัฐมนตรีของพวกเรา ที่เรามีความคาดหวัง ภายใต้การกำกับของ พล.อ.ประวิตร เรามีความเชื่อมั่น และตำแหน่งไม่ควรจะเปลี่ยนจากตรงนี้ไปอีกแล้ว

จากนั้น นายไผ่ กล่าวว่า ตนมาในนาม ร.อ.ธรรมนัส ตอนขับรถเข้ามา ตนเห็นถึงความลำบาก เห็นนั่งอยู่ริมถนน เราเป็นพรรคของประชาชน เราก็เลยคุยกันว่าให้เข้ามานั่งคุยในพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากอยากรู้เหตุผล อยากรับฟัง ตนก็เป็นคนส่วนหนึ่งที่ได้อยู่ในคณะเจรจาในการจัดตั้งรัฐบาลมาโดยตลอด

“ผมอยากจะบอกว่าผมเชื่อมั่นว่าคงไม่มีอะไรที่จะต้องกังวลในส่วนที่คิด และเรื่องนโยบายการเกษตร จะบอกว่าเป็นสิ่งที่เราพูดคุยกันในทุกพรรค เราบอกเรื่องนโยบายดีๆของทุกภาคส่วน เรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงเรื่องอะไรต่างๆ ก็ขอให้พี่น้องเกษตรกรสบายใจได้ ในส่วนที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐเคยทำเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ เรื่องโฉนดที่ดินทำกิน ที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งเป็นนโยบายหาเสียงของเรา ทุกอย่างเพื่อที่จะให้พ่อแม่พี่น้องลืมตาอ้าปากได้

นายไผ่ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ ร.อ.ธรรมนัส จะได้นั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ ตนก็มั่นใจว่าทุกๆคนที่มีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ อาจจะถูกหั่นนิดหน่อย แต่เชื่อว่าทุกอย่างจะจบลงได้ด้วยดี อยากให้ทุกคนสบายใจ วันนี้ที่มานั่งคุยกัน ท่านใดอยากจะฝากนโยบายอะไรไว้ ขอให้ฟังได้เลย ตนจะเอาไปนำเสนอ หลังจากนี้ที่เราเคยทำไว้เชื่อว่าถ้าเรามีโอกาส เรามีตำแหน่งที่ได้ขับเคลื่อนก็จะทำงานเต็มที่ ให้ดียิ่งขึ้น

มีรายงานว่า วันนี้ยังมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มเกษตรกรแต่ละจังหวัดรวมถึงประชาชนในพื้นที่ได้ส่งตัวแทนไปร่วมยื่นหนังสือแลัให้กำลังใจพรรคพลังประชารัฐในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล และให้กำลังใจร.อ.ธรรมนัส พรพมเผ่า ในฐานะเลขาธิการพรรค เช่นสภาอาชีพเกษตรกร ไปยื่นหนังสือที่สำนักงานสาขาพรรคจังหวัดเชียงใหม่ และที่ศูนย์ประสานงานร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า จังหวัดพะเยา เป็นต้น

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 28 สิงหาคม 2566

“พล.อ.ประวิตร” นั่ง “ประธาน” ถก “กนภ.” เร่งรับมือสภาพอากาศผันผวนรุนแรง

,

“พล.อ.ประวิตร” นั่ง “ประธาน” ถก “กนภ.” เร่งรับมือสภาพอากาศผันผวนรุนแรง

วันที่ 25 สิงหาคม 2566 พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแห่งชาติ (กนภ.) โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมประชุม เพื่อปรับปรุงองค์กรและระเบียบราชการ รับงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ซึ่งได้รับทราบถึงการปรับปรุงกฎกระทรวงและการแบ่งส่วนราชการ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2566 ที่เปลี่ยนชื่อจาก กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยจะทำหน้าที่จะเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งนี้ยังทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานกลางของประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังเป็นหน่วยให้บริการข้อมูลข่าวสารเพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ศึกษาวิจัย พัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วนต่อไป

ที่ประชุมมีมติแก้ไขเพิ่มเติม ระเบียบว่าด้วยการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการภายใต้ กนภ.จำนวน 8 คณะ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และเสนอให้ส่วนราชการต่างกระทรวง มีหน่วยงานรองรับร่วมขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวไปด้วยกัน

“การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ นับวันจะมีความผันผวนและทวีรุนแรงมากขึ้น โดยมีผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมของประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งถือเป็นเรื่องรอไม่ได้ ที่จะต้องเตรียมการรับมือ โดยกำชับขอให้คณะกรรมการฯ รวมทั้ง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ศึกษา ติดตามและขับเคลื่อนดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่ายองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งในและระหว่างประเทศ เตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นไปด้วยกัน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจและความร่วมมือกัน รับมือกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งการป้องกันและการแก้ปัญหาไปพร้อมๆกัน เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้มากที่สุด” พล.อ.ประวิตร กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 25 สิงหาคม 2566

“อัครแสนคีรี”แนะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขุดลอกเขื่อนลำปะทาว กำจัดตะกอนดิน เพิ่มความจุในเขื่อน ป้องกันน้ำท่วม จ.ชัยภูมิ

,

“อัครแสนคีรี”แนะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขุดลอกเขื่อนลำปะทาว กำจัดตะกอนดิน เพิ่มความจุในเขื่อน ป้องกันน้ำท่วม จ.ชัยภูมิ

วันที่ 22 ส.ค.2566 ที่รัฐสภา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)มอบหมายให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการ พปชร.รับหนังสือจากสหพันธ์ครูแสะบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย โรงเรียนบ้านหันเชียงเทียน ตำบลเขวา อำเภอเมืองจังหวัดมหาสารคาม ภายใต้การประสานงานโดยนายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคครูไทยเพื่อประชาชน

สำหรับโดยหนังสือดังกล่าว มีสาระสำคัญคือ ขอให้คณะกรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)พิจารณามติก.ค.ศ.ที่คลาดเคลื่อนเพื่อเยียวยาผู้ส่งผลงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการว13/2556 น้ำสู่การพิจารณารับรองคุณสมบัติข้ารับการประเมิน โดยการเปิดประชุม ก.ค.ศ.

ทั้งนี้ ในรายละเอียดหนังสือ ยังอ้างถึง
1. หนังสือที่ศธ 0206.3/ว(23 สิงหาคม 2566 )นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ เขต 7 พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)กล่าวหารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงโครงการขุดลอกเขื่อนลำปะทาวและขยายกำลังการผลิตไฟฟ้า โดยเขื่อนลำปะทาวซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกรมพัฒนาพลังงานทดแทน สังกัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งปัจจุบันเขื่อนลำปะทาวประกอบไปด้วย เขื่อนบนและเขื่อนล่าง ตั้งอยู่บนเขาของจังหวัดชัยภูมิ เขื่อนด้านบนจะอยู่ทางซ้าย เขื่อนด้านล่างจะอยู่ด้านขวา เป็นตัวผลิตไฟฟ้า เป็นเครื่องที่ตั้งอยู่ตีนเขา กรณีผลิตไฟฟ้าจะต้องปล่อยน้ำลงมาจากบนเขา ส่งไปที่ตัวเครื่องเจนเพื่อผลิตไฟ แล้วก็ป้อนไฟเข้าระบบ ในส่วนของเครื่องเจนเองจะอยู่ตรงตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอแก่งคล้อ หลังจากที่มีการสร้างเขื่อนนี้ มีการผลิตไฟฟ้า มีการปล่อยน้ำลงมา ก็จะได้ประโยชน์สองเรื่องหลักๆ เรื่องแรกคือเรื่อง ไฟฟ้าที่ได้ใช้ เรื่องที่ 2 คือ เกษตรกรที่อยู่ในเขตนาหนองทุ่มจะได้ใช้น้ำในการปล่อยน้ำลงมา เพื่อผลิตไฟฟ้า

นายอัครแสนคีรี กล่าวต่อว่า ขณะนี้เขื่อนลำปะทาว กำลังพบเจอปัญหาวิกฤติ หลักๆ คือการที่ไม่สามารถเก็บน้ำในเขื่อนได้ ปัจจุบันเขื่อนลำปะทาวเขื่อนบน ฃสามารถเก็บน้ำได้ 44 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนเขื่อนล่างกักเก็บน้ำได้ประมาณ 14 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่หลังจากสร้างใช้ระยะเวลานานยังไม่มีการขุดลอกในเขื่อน ทำให้เกิดปัญหา คือทำให้มีตะกอนดินสะสมมหาศาลจากการสำรวจพบว่ามีอยู่หลายล้านคิว ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมหรือเกิดเหตุ ช่วงพายุเข้ามาก็จะทำให้น้ำที่อยู่ในเขื่อนไหลทะลักและเข้าท่วมจังหวัดชัยภูมิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทศบาลเมือง

“ผมมีข้อเสนอ 2 ข้อ ข้อแรกคือ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการขุดลอกเขื่อนลำปะทาวทั้งเขื่อนบนและเขื่อนล่าง ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับคือ ได้กำจัดตะกอนดิน เพิ่มความจุในเขื่อน และสามารถขยายกำลังผลิตไฟฟ้าได้ เพราะมีน้ำไว้ผลิตไฟมากขึ้น
นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันปัญหาน้ำไหลไปท่วมในตัวจังหวัดชัยภูมิ เมื่อเราเก็บน้ำได้มากขึ้นแล้ว ปัญหาน้ำที่จะล้นก็จะน้อยลง”

ข้อ 2 เพิ่มกำลังการผลิตไฟ โดยการติดตั้งเครื่อง Generator ในพื้นที่ตำบลโคกกุงซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับ ตำบลนาหนองทุ่ม จุดผลิตไฟเดิม และโดยตำบลโคกกุงนั้นเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ซึ่งเกษตรกรจะได้รับประโยชน์จากน้ำที่ปล่อยลงมาเพื่อผลิตไฟ มีตัวอย่างให้เห็นที่ ตำบลนาหนองทุ่ม

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 23 สิงหาคม 2566

“พล.อ.ประวิตร” มอบหมาย “เลขาฯธรรมนัส” รับหนังสือจากสหพันธ์ครูและบุคลากรทางการศึกษาฯ ขอให้ก.ค.ศ.พิจารณามติ ก.ค.ศ.ที่คลาดเคลื่อนเพื่อเยียวยาผู้ส่งผลงานตามหลักเกณฑ์

,

“พล.อ.ประวิตร” มอบหมาย “เลขาฯธรรมนัส” รับหนังสือจากสหพันธ์ครูและบุคลากรทางการศึกษาฯ ขอให้ก.ค.ศ.พิจารณามติ ก.ค.ศ.ที่คลาดเคลื่อนเพื่อเยียวยาผู้ส่งผลงานตามหลักเกณฑ์

วันที่ 22 ส.ค.2566 ที่รัฐสภา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)มอบหมายให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการ พปชร.รับหนังสือจากสหพันธ์ครูแสะบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย โรงเรียนบ้านหันเชียงเทียน ตำบลเขวา อำเภอเมืองจังหวัดมหาสารคาม ภายใต้การประสานงานโดยนายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคครูไทยเพื่อประชาชน

สำหรับโดยหนังสือดังกล่าว มีสาระสำคัญคือ ขอให้คณะกรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)พิจารณามติก.ค.ศ.ที่คลาดเคลื่อนเพื่อเยียวยาผู้ส่งผลงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการว13/2556 น้ำสู่การพิจารณารับรองคุณสมบัติข้ารับการประเมิน โดยการเปิดประชุม ก.ค.ศ.

ทั้งนี้ ในรายละเอียดหนังสือ ยังอ้างถึง
1. หนังสือที่ศธ 0206.3/ว13 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2556
2. หนังสือที่ศธ 0206.3/ 1 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559
3. หนังสือที่ศธ 0206.3/0174 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563
หนังสือที่ศธ 04009/ว1216 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563
5. หนังสือที่ศธ 04112.01272/47 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2566
6. หนังสือที่ศธ 04112.01272/78 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2566
7. หนังสือที่นร 0105.04/419/24 ลงวันที่ 25 เมษายน 2566
8. หนังสือที่ศธ 0206.3/822 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2566
9. หนังสือที่ศธ 0206.3/840 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2566

ที่ต 0411201272/140

ทั้งนี้ภายหลังรับหนังสือดังกล่าว ร.อ.ธรรมนัส ได้รับปากจะนำความเดือดร้อนของสหพันธ์ครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย โรงเรียนบ้านหันเชียงเทียน ตำบลเขวา อำเภอเมืองจังหวัดมหาสารคาม นำเรียนต่อพล.อ.ประวิตร เพื่อพิจารณาแนวทางให้หน่วยงานที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 22 สิงหาคม 2566

“พลเอกประวิตร”นำทีม กก.มูลนิธิฯอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ถวายพระพร “พระพันปีหลวง” 91 พรรษา

,

“พลเอกประวิตร”นำทีม กก.มูลนิธิฯอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ถวายพระพร “พระพันปีหลวง” 91 พรรษา

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด นำคณะกรรมการ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางพานพุ่มเฉลิมพระเกียรติ ถวายเครื่องราชสักการะ ถวายราชสดุดี และถวายพระพรชัยมงคลหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 91 พรรษา เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

พลเอกประวิตร กล่าวถึงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงว่า ทรงรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า แหล่งต้นน้ำลำธาร นำมาซึ่งความผาสุขร่มเย็นโดยถ้วนหน้า ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้ จึงทรงเป็นพระแม่แห่งแผ่นดินที่สถิตย์สถาพรอยู่กลางใจพสกนิกรทั่วทั้งแผ่นดิน

พร้อมกันนี้พลเอกประวิตร ยังเปิดให้ข้าราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอดีตผู้ใต้บังคับบัญชามอบกระเช้าดอกไม้ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบ 78 ปี ย้อนหลัง 11 สิงหาคม 2566 เช่น คณะกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ และ ตัวแทนกรมป่าไม้ และหน่วยบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 12 สิงหาคม 2566

“สันติ”เผย กระทรวงการคลัง ประสานสถาบันการเงิน ออกมาตรการด้านกู้เงินฉุกเฉิน-สินเชื่อ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุโกดังพลุระเบิด

,

“สันติ”เผย กระทรวงการคลัง ประสานสถาบันการเงิน ออกมาตรการด้านกู้เงินฉุกเฉิน-สินเชื่อ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุโกดังพลุระเบิด

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวระหว่างการเดินทางลงพื้นที่ ต.บ้านมูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เพื่อเยี่ยมเยียมผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โกดังพลุดอกไม้ไฟระเบิดว่า ในส่วนของกระทรวงการคลังนั้นได้มีการประสานงานกับสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) หรือธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น ๆ ให้เข้ามาดูแล เยียวยาให้กับผู้ประกอบการในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้

นายสันติ กล่าวต่อว่า อย่างธนาคารออมสินก็ได้ออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น มาตรการพักชำระหนี้ และยังให้ประชาชนที่ประสบภัยกู้เงินฉุกเฉิน สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อบรรเทาความเดือนร้อน รายละไม่เกิน 50,000 บาท ดอกเบี้ย 0% เป็นระยะเวลา 3 เดือน นอกจากนี้ ยังให้สินเชื่อเคหะแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ เพิ่มเติม สำหรับลูกค้าเดิมและประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบ เพื่อซ่อมแซมต่อเติมที่อยู่อาศัยส่วนที่เสียหายได้ถึง 100% ของราคาประเมิน สินเชื่อบุคคลแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายอเนกประสงค์ในการบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกินรายล ะ 500,000 บาท และสินเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจของธนาคาร วงเงินกู้สูงสุด 10% ของวงเงินกู้เดิม แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท ผ่อนนานสูงสุด 5 ปี โดยปลอดชำระเงินต้น 1 ปี รวมถึงการดูแลเกี่ยวกับการชดเชยค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน โดยสามารถยื่นเรื่องได้ที่ธนาคารออมสินสุไหง โก-ลก หรือสาขาใกล้เคียงที่สะดวก

ทั้งนี้ภายในงานได้มีธนาคารจากหลายสถาบัน อาทิ ธนาคารอาคารสงเคราะห์,ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และธนาคารกรุงไทย มารอให้บริการประชาชนในเรื่องธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ ด้วย

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 8 สิงหาคม 2566

“พล.อ.ประวิตร”นำทัพ พปชร.ลงพื้นที่บ้านมูโนะ จ.นราธิวาส มอบถุงยังชีพให้ ปชช.-จนท.-ผู้บาดเจ็บ จากเหตุโกดังพลุระเบิด สั่งระดมเร่งด่วนฟื้นฟูที่อยู่อาศัย ใช้เงินให้เป็นธรรมและโปร่งใส

,

“พล.อ.ประวิตร”นำทัพ พปชร.ลงพื้นที่บ้านมูโนะ จ.นราธิวาส มอบถุงยังชีพให้ ปชช.-จนท.-ผู้บาดเจ็บ จากเหตุโกดังพลุระเบิด สั่งระดมเร่งด่วนฟื้นฟูที่อยู่อาศัย ใช้เงินให้เป็นธรรมและโปร่งใส

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมด้วยนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และรองหัวหน้าพรรค,น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรองหัวหน้าพรรค,นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และรองหัวหน้าพรรค,นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค,นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และเลขาธิการพรรค เดินทางลงพื้นที่ ต.บ้านมูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เพื่อเยี่ยมเยียมผู้ประสบภัย และเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โกดังพลุดอกไม้ไฟระเบิด โดยมี สส.ของพรรคพลังประชารัฐให้การต้อนรับ อาทิ นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ บีลา ส.ส.นราธิวาส เขต 3 นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ ส.ส. นราธิวาส เขต 2 ให้การต้อนรับ

โดย พล.อ.ประวิตรและคณะได้เดินทางไปสนามกีฬามหาราช รับทราบรายงานสถานการณ์ความเสียหายและการช่วยเหลือ จาก ผวจ.นธ. อธิบดี กรม ปชส. รวมทั้งผู้แทน สธ. และศธ. มีผู้ได้รับผลกระทบ 682 ครัวเรือน เสียชีวิต 11 ราย บาดเจ็บ 389 ราย บ้านเรือนเสียหาย 682 หลัง รร.เสียหาย 3 แห่ง โดยมีการพระราชทานความช่วยเหลือทั้งสิ่งของพระราชทานและโรงครัวพระราชทานต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ต่อจากนั้นได้เดินทางไปยังพื้นที่เกิดเหตุตรวจเยี่ยมความคืบหน้าในการซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนและโรงเรียนบ้าน มูโน๊ะ พร้อมทั้งเดินทางไป รพ.สุไหงโกลก เยี่ยมและให้กำลังใจผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งทีมแพทย์และสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในพื้นที่

จากนั้น พล.อ.ประวิตร ได้เดินทางไปพบปะเยี่ยมเยียนประชาชนที่โรงเรียนบ้านมูโนะ เพื่อรับมอบเช็คเงินสดจากธนาคารออมสินจำนวน 2 ล้านบาท รวมถึงถุงยังชีพจำนวน 300 ถุง และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จำนวน 150,000 บาท ก่อนส่งมอบให้กับทางจังหวัดนราธิวาส เพื่อนำไปดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ได้แจกถุงยังชีพ จำนวน 300 ถุงให้กับผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และเป็นขวัญกำลังใจ ให้ทุกคนสามารถฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปได้ รวมถึง ร.อ.ธรรมนัส ได้นำข้าวกล่องจำนวนมากจากมูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่า มามอบให้กับประชาชนด้วย

โดย พล.อ.ประวิตร กล่าวกับประชาชนว่า ตนขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อพี่น้องชาวมูโน๊ะ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้น ซึ่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย บ้านเรือนและอาคารสถานที่ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง และที่สำคัญมีผลกระทบต่อจิตใจและขวัญของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างมาก ขอเป็นเป็นกำลังใจให้กับทุกคน เพื่อการก้าวผ่านความยากลำบากครั้งสำคัญนี้ไปด้วยกัน โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือดูแล และไม่ทอดทิ้งกัน และจะทำให้ทุกอย่างคืนกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

พล.อ.ประวิตร ยังได้ขอให้ทุกส่วนราชการในพื้นที่ทั้งภาครัฐ เอกชนและทหาร ร่วมระดมความช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ โดยเฉพาะการก่อสร้างและปรับปรุงบ้านพักอาศัยที่เสียหาย รวมทั้งระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ให้สามารถใช้การได้เร็วที่สุด ทั้งนี้การก่อสร้างปรับปรุง รร.มูโน๊ะ ได้สั่งการมอบหมายให้ รมว.ศธ.ลงพื้นที่รับทราบปัญหาตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อปรับปรุงและก่อสร้างอาคารใหม่ทดแทนอาคารเดิมที่เสียหาย ซึ่งทราบว่ามีภาคเอกชนร่วมสนับสนุนสร้างอาคารใหม่ให้กับเด็กเล็ก ก็ต้องขอขอบคุญผู้ใจบุญด้วย

ทั้งนี้สำหรับการฟื้นฟูที่พักอาศัยและพัฒนาอาชีพ ได้กำชับ รมว.ที่เกี่ยวข้อง ร่วมระดมธนาคาร สถาบันการเงินของรัฐ และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ( บสย.) เข้ามาให้การช่วยเหลือด้านเงินทุนโดยปราศจากดอกเบี้ย โดยให้ ศอ.บต.ประสาน กค. จัดหามาตรการด้านการเงินและการคลัง เป็นกรณีพิเศษ เพื่อช่วยเหลือประชาชน เช่น การพักชำระหนี้จากความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น โดยเตรียมเสนอ ครม.ทันที

พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวขอบคุณน้ำใจคนไทยทั่วประเทศ ที่ร่วมบริจาคเงิน และความช่วยเหลืออื่นๆมาอย่างไม่ขาดสายผ่านจังหวัด โดยย้ำขอให้ ผวจ.นธ.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งนำเงินดังกล่าวใช้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคด้วยความรวดเร็ว ทั่วถึงเป็นธรรมและโปร่งใส พร้อมทั้งขอขอบคุณและเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่รัฐจากทุกหน่วยงาน รวมทั้งอาสาสมัครและภาคเอกชน ที่ร่วมกันเร่งให้ความช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องชาวมูโน๊ะ ที่ได้รับผลกระทบหลังจากเกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องมา โดยขอให้กรมประชาสัมพันธ์ ให้ความสำคัญและคงความต่อเนื่องในการสร้างความเข้าใจในภาวะวิกฤตกับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ย้ำกับ มท. ตร.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยว่า ขอให้ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้น โดยจะต้องไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีกในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

จากนั้น พล.อ.ประวิตร และคณะได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บ และให้กำลังใจทีมแพทย์ สาธารณสุขที่ปฏิบัติงาน ณ โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 8 สิงหาคม 2566

พล.อ.ประวิตร ลงนามคำสั่งพรรค ตั้ง ร.อ.ธรรมนัส ประธานผู้ประสานงานส.ส. ในสภาฯ พร้อมตั้ง 2 รองประธาน อนันต์- อรรถรกร

,

พล.อ.ประวิตร ลงนามคำสั่งพรรค ตั้ง ร.อ.ธรรมนัส ประธานผู้ประสานงานส.ส. ในสภาฯ
พร้อมตั้ง 2 รองประธาน อนันต์- อรรถรกร

วันที่ 14 กรกฎาคม 2566 พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ได้ลงนามในคำสั่ง แต่งตั้งผู้ประสานงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การปฏิบัติงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผนตามระบบรัฐสภา และมีประสิทธิภาพ บรรลุตามอุดมการณ์ วัตถุประสงค์และนโยบายของพรรคอาศัยอำนาจตามข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ พ.ศ.2561 และแก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 17 (1)

ได้มีการแต่งตั้งผู้ประสานงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคพลังประชารัฐ ประกอบด้วย1.ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานผู้ประสานงาน 2.นายอนันต์ ผลอำนวย รองประธานผู้ประสานงาน คนที่ 1 และ 3 .นายอรรถรกร ศิริลัทธยากร รองประธานผู้ประสานงาน คนที่2 ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 14 กรกฎาคม 2566

“พล.อ.ประวิตร” ร่วมเคาะ กำหนดจุดยืนพปชร. เลือกนายกฯในรัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส ย้ำไม่ยกมือเลือกนายกเสียงข้างน้อย –ไม่โหวตพรรคแก้ ม. 112

,

“พล.อ.ประวิตร” ร่วมเคาะ กำหนดจุดยืนพปชร. เลือกนายกฯในรัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส ย้ำไม่ยกมือเลือกนายกเสียงข้างน้อย –ไม่โหวตพรรคแก้ ม. 112

วันที่ 11 กรกฎาคม 2566
พรรคพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา แถลงภายหลังการประชุมพรรค ว่า ทาง พปชร. มีการประชุมพรรค โดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพปชร. คณะกรรมการบริหารพรรค คณะกรรมการยุทธศาสตร์ ส.ส. และทุกฝ่ายเข้าร่วม โดยสาระสำคัญ ได้แก่ 1.การเลือกผู้แทน ซึ่งเป็น ส.ส.ของ พปชร.ในการทำหน้าที่ประสานกับพรรคอื่นๆ ซึ่งเวลานี้ยังไม่รู้ว่าพรรคเราอยู่ในสถานะใด โดยผู้ทำหน้าที่ประสานดังกล่าว มีตน เป็นประธาน นายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.เขต 3 จ.กำแพงเพชร เป็นรองประธานคนที่ 1 นายอรรถกร ศิริลัทยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา รองประธานคนที่ 2 ประเด็นที่สอง พปชร.มีจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่เสนอผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯโดยใช้เสียงข้างน้อยอย่างเด็ดขาด และ 3.เราจะไม่โหวตให้กับผู้ที่จะมาดำรงนายกรัฐมนตรีที่มีนโยบายในการแก้ไขมาตรา 112 อย่างเด็ดขาด

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เราเป็นพรรคที่มี ส.ส.อยู่ลำดับที่ 4 ดังนั้น ขั้นตอนต่อไป หากเกิดอะไรก็ขึ้น เราต้องให้พรรคที่มีเสียงรองลงมาในการจัดตั้งรัฐบาล ส่วนกรณีว่าหากพรรคที่มีเสียงรองลงมา มาติดต่อ พปชร.ในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น พปชร.ก็จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.อีกครั้งเพื่อขอมติพรรค

“จากประสบการณ์ทางการเมืองของผม เรื่องของรัฐสภา ซึ่งประกอบไปด้วย ส.ส. และ ส.ว. 750 คน ที่จะลงฉันทามติในเสียงของเขาว่าจะเลือกใคร ดังนั้น จะให้ได้ดังใจมันคงเป็นไปไม่ได้ มันต้องยึดตามหลักกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราเคารพเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภา ซึ่งผมเชื่อว่า ทุกอย่างจะลงเอยด้วยดี ซึ่งต้องใช้เวลา

ส่วนกรณีว่าควรที่จะโหวตนายกฯให้จบภายในครั้งเดียวหรือไม่นั้น ให้เป็นกลไกของรัฐสภา ส่วนตัวก็อยากให้จบในทีเดียว แต่เมื่อไม่จบก็ต้องให้เวลา เช่นเดียวกันทุกอย่างต้องใช้เวลา ถ้าสมมุติว่าครั้งแรกไม่ผ่านก็ต้องให้โอกาสพรรคอันดับสองในการรวบรวมพรรคร่วม ถ้าพรรคอันดับสองไม่ผ่านก็ให้พรรคอันดับสาม ฉะนั้น เราจะไม่มีการแทรกแซงเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นนโยบายของหัวหน้าพรรค พปชร. และคณะกรรมการบริหารพรรคที่เรามีฉันทามติเป็นอย่างนี้ แต่ทุกอย่างก็เป็นเรื่องของประธานรัฐสภา ซึ่งมีกฎหมายอยู่ เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภาที่จะไปคุยกัน วันนี้ในที่ประชุมก็มีการเอาประเด็นนี้มาพูดคุยกัน โดยวันที่ 12 ก.ค.คงจะมีความชัดเจนมากขึ้น

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 11 กรกฎาคม 2566