โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ทางเลือกใหม่ของการเมืองไทย ก้าวข้ามความขัดแย้ง สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน

หมวดหมู่: ข่าวกิจกรรม

ตัวตึง “ชัยวุฒิ” งง วัยรุ่นปลื้มดีเบต ขอฟังความคิด ก่อนตัดสินใจเลือกตั้ง

,

ตัวตึง “ชัยวุฒิ” งง วัยรุ่นปลื้มดีเบต ขอฟังความคิด ก่อนตัดสินใจเลือกตั้ง

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกับกลุ่มตัวแทนเยาวชน ณ อาคาร 100 ปี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยแลกเปลี่ยนแนวคิดมุมมองทางการเมือง และเรื่อง เทคโนโลยีดิจิทัลในมุมมองของเยาวชน ผ่านตัวแทนเยาวชนจากหลายหลายสังกัด ทั้งนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ, เยาวชนผู้ก่อตั้ง Ku blockchain , กลุ่มเยาวชน Core Team มหิดล StartUp , กลุ่ม Digital Youth Network , กลุ่ม Young Business Guide และ สภาเด็กพัฒนาเยาวชนกรุงเทพฯ
.
นายชัยวุฒิ กล่าวถึงความรู้สึกว่า ดีใจที่เห็นเยาวชนรุ่นใหม่ให้ความสนใจที่จะเปิดใจ รับฟังความคิดเห็นทางการเมือง ก็เป็นสิ่งที่ดีเราก็ได้มาพูดคุยกัน อย่างน้อยก็เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องสถาบันเดียวกันได้ มาฟังความคิดเห็นรุ่นน้องด้วยก็ยินดี ส่วนจะรักใครเลือกใครก็เป็นสิทธิ์ของเราอยู่แล้ว เห็นต่างกันได้ คุยกันได้ ทำงานร่วมกันได้ครับ ด้านตัวแทนนักศึกษาวิศวะฯ จุฬา กล่าวว่าจริง ๆ มันก็สำคัญที่จะฟังที่ Base ของประชาธิปไตย มันไม่ใช่เริ่องของการโหวตอย่างเดียว มันคือเรื่องของการฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง เราก็พูดกันตรง ๆ ว่าอาจจะไม่ใช่ target เลย พวกเราก็มีในใจ มันก็สำคัญมาก ๆ ที่เราจะต้องฟังจากทุกเสียง เพราะว่ามันก็ไม่มีไอเดียที่ไม่ดี เห็นด้วยกับเพื่อน ๆ เพราะว่าเราต้องฟังจากหลาย ๆ มุมมอง เพราะเราจะได้มองจากหลายมุมมอง ได้มีส่วนในการคิด ได้มีส่วนในการ Develop มาดูกันครับ พ่อเลือกพลังประชารัฐ พ่อลังเลอยู่ ระหว่างพลังประชารัฐกับประชาธิปัตย์ พ่อผมก็น่าจะพลังประชารัฐเหมือนกัน
.
นอกจากนี้ น้อง ๆ มีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยี ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมากครับ เพราะเรื่องดิจิทัลถือเป็นเรื่องใหม่ ที่เราสามารถทำและแข่งกับชาติอื่น ๆ ทั้งในเชิงการประกอบธุรกิจ StartUp ซึ่งเยาวชนไทยเราไม่แพ้ใครอยู่แล้ว โดยใช้เงินทุนไม่มาก แต่อาจสร้างกำไรได้มหาศาล เรื่องนี้คิดว่าถ้าเราให้ความรู้และสร้างเครือข่ายหาเงินทุนให้เยาวชนได้ ถือเป็นแนวทางที่ดี ทั้งนี้กระทรวงดิจิทัลฯ ได้เริ่มต้นปรึกษากันว่ามีแนวโน้มที่จะจัดตั้งกองทุนโดยผ่านระบบมหาวิทยาลัย ส่วนตัวมองว่าทางรัฐบาลต้องลงมาช่วยเติมทุนคนละครึ่ง หรือนำบริษัทเอกชนมาช่วยสนับสนุน
.
นาย ชัยวุฒิ ยังกล่าวอีกด้วยว่า ทางพรรคพลังประชารัฐมีแนวทางที่อยากจะพัฒนา ที่ผ่านมา ในฐานะที่ดูเเลกระทรวงดิจิทัล ก็ได้สนับสนุน เข้ามาช่วยเยาวชนในการเริ่มต้นทำธุรกิจ อาจจะเป็นการนำเงินทุนเข้ามาช่วย แต่จะต้องมีการแก้กฎหมายก่อน เพื่อจะได้สนับสนุนได้อย่างเต็มที่
.
ทั้งนี้ตัวแทนเยาวชนรายหนึ่ง ได้ตั้งคำถามถึงแนวทางการป้องกันปัญหาจากกลุ่มมิจฉาชีพออนไลน์ หรือ แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกหลอก
.
โดยนายชัยวุฒิ ตอบว่า วันนี้ยอมรับและก็เสียใจ ในเรื่องของระบบดิจิทัลบางส่วน ที่รัฐบาลเข้าไปควบคุมแก้ไขอะไรได้ไม่มาก เพราะรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบหรือสอดส่องได้ว่าประชาชนคุยอะไรกัน หรือมีการแลกเปลี่ยนค้าขายอะไรกันบ้างผ่านทางออนไลน์ จึงมีคนนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย แต่ก็จะรีบปรับและแก้ไขปัญหาตรงนี้ โดยการสร้างระบบให้สามารถบล็อกบัญชีโอนเงิน ให้ได้เร็วขึ้น เช่น บัญชีม้าต่าง ๆ ให้หมดไป เพื่อความสบายใจของพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ
.
สุดท้ายได้ฝากถึงเยาวชน จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ซึ่งแต่ล่ะวันจะมีเรื่องใหม่เข้ามาตลอด ทั้งเรื่อง AI เรื่อง blockchain ที่ถือเป็นเรื่องของอนาคต แต่ก็ยังมีเรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สุดเพราะมีหลายคนยังตามไม่ทัน คนไทยบางคนยังเข้าไม่ถึงในเทคโนโลยีใหม่ ๆ เราควรสร้างเครือข่ายให้คนเข้ามาร่วมเยอะ ๆ เพราะเด็กไทยเก่ง ๆ มีเยอะมาก แต่ขาดเงินทุนสนับสนุน โดยที่ผ่านมา มีการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ยังน้อยไป และควรสร้างบรรยากาศการลงทุนในประเทศให้เอื้อกับการทำธุรกิจ ลดกฎระเบียบให้น้อยลงและปลอดภัยมากขึ้น ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น และการลดภาษี เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย ดึงเม็ดเงินลงทุนเข้ามาหมุนเวียน นำไปต่อยอดและพัฒนาประเทศต่อไป
สำหรับบรรยากาศการพูดคุยกันเป็นไปอย่างสนุกสนานน้อง ๆ กลุ่มนี้ได้ติดต่อมาที่ทีมงาน ของคุณชัยวุฒิ เพื่อนัดเจอที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้น พอนายชัยวุฒิไปถึง น้อง ๆ ก็ชวน พูดคุย เเละให้ลองขี่สกูตเตอร์ไฟฟ้า หลังจากนั้นก็พาไปพบกับน้อง ๆ เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มาจากหลากหลายสถาบัน ซึ่งนายชัยวุฒิ ก็แปลกใจเพราะไม่คิดว่า จะมีน้อง ๆ มารอฟังเเละพูดคุยด้วย เยอะขนาดนี้ หลังการพูดคุย เเลกเปลี่ยน ความคิดเห็น น้อง ๆ ก็ได้มอบ ภาพวาด เป็นกำลังใจ ให้ กับ นายชัยวุฒิ ด้วย

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 6 พฤษภาคม 2566

“พล.อ.ประวิตร” ผลักดันนโยบายปฏิรูประบบสาธารณสุขแบบครบวงจร ทันสมัย- ทั่วถึง – เท่าเทียม ตั้งแต่ต้นถึงปลายทาง ลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว ดันประเทศไทยก้าวสู่เมืองหลวงแห่งความมั่นคงด้านสุขภาพ

,

“พล.อ.ประวิตร” ผลักดันนโยบายปฏิรูประบบสาธารณสุขแบบครบวงจร ทันสมัย- ทั่วถึง – เท่าเทียม ตั้งแต่ต้นถึงปลายทาง ลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว ดันประเทศไทยก้าวสู่เมืองหลวงแห่งความมั่นคงด้านสุขภาพ

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง พรรคพลังประชารัฐ เปิดนโยบายพรรคหลักของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การสร้าง Medicopois เมืองหลวงแห่งความมั่นคงด้านสุขภาพ ด้วยการปฏิรูปบริการสาธารณสุขแบบครบวงจร ตามนโนบายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ให้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันก่อนป่วย ไม่ให้เกิดโรคร้ายแรง ด้วยการดูแลสุขภาพในระดับปฐมภูมิ ลดค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนและลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในระยะยาว หากเจ็บป่วยก็สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีทันสมัยใกล้บ้าน

สำหรับนโยบายการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลที่ทันสมัยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริการทางสุขภาพ เช่น Telemedicine พาหมอไปหา เอายาไปส่ง และ Health Link ระบบคลังข้อมูลผู้ป่วยป่วยที่ไหน สามารถรักษาตัวที่นั่น ในกรณีฉุกเฉิน เร่งด่วน เพื่อการเข้าถึงประวัติการรักษาของคนไข้ได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง หรือสั่งตรวจวินิจฉัยซ้ำ

ระบบข้อมูลนี้ ยังเชื่อมโยงถึงระบบฐานข้อมูลเพื่อการจัดการทรัพยากรทางสาธารณสุข เช่น การกระจายยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงการเบิกจ่ายของกองทุนต่างๆ ทำให้ลดภาระงานของบุคลากรในการลงข้อมูลซ้ำซ้อน ทำให้มีเวลาในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น

รวมไปถึงการยกระดับมาตรฐานของ รพ.สต. ให้มีคุณภาพเทียบเท่าโรงพยาบาลขนาดใหญ่ หากเจ็บป่วย เข้ารับการวินิจฉัยและรักษาได้ที่ รพ.สต. ใกลับ้านทุกแห่ง มีเทคโนโลยีช่วยเชื่อมต่อการรักษา จากรพ.สต. ถึงโรงพยาบาลใหญ่ ให้มีบทบาทมากขึ้น ทั้งการคัดกรองโรคและส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก พร้อมจัดสรรงบประมาณลงสู่ชุมชนเพื่อส่งเสริมสุขภาพอย่างครบวงจร

พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับบุตรหลาน อสม. หรือเด็กในชุมชน ให้ได้เรียนแพทย์ เรียนพยาบาล เพื่อกลับมาดูแลพ่อแม่พี่น้องในบ้านเกิดตามมาตรการเชิงรุกป้องกันก่อนป่วย และขยายหมอชุมชน หรือ อสม. ให้เพียงพอกับประชาชนในพื้นที่

สอดคล้องกับการผลิตและฝึกอบรมอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น เพื่อดูแลผู้สูงอายุติดเตียงที่มีอาการ หนัก 200,000 คน ทั่วประเทศ และมีแนวโน้มจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เร่งผลิตและฝึกอบรมอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นจำนวน 100,000 คน เพื่อดูแลผู้สูงอายุติดเตียงและติดบ้าน จำนวน 500,000 – 1,000,000 คน มีการปรับค่าตอบแทน รวมทั้งสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องดูดเสมหะ ที่นอนลม เครื่องผลิตออกซิเจน อุปกรณ์ทำแผลสายสวน

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 6 พฤษภาคม 2566

ธรรมนัส -บุญสิงห์’ นำทีมลุยหาเสียงช่วย ‘ออม อนุรัตน์ ตันบรรจง’ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 เบอร์ 6 พปชร. จ.พะเยา ปลุกใจถึงเวลาต้องกล้าเปลี่ยน เลือกคนใหม่มีพลังเต็มเปี่ยม ร่วมสร้างบ้านแปงเมือง

,

ธรรมนัส -บุญสิงห์’ นำทีมลุยหาเสียงช่วย ‘ออม อนุรัตน์ ตันบรรจง’ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 เบอร์ 6 พปชร. จ.พะเยา ปลุกใจถึงเวลาต้องกล้าเปลี่ยน เลือกคนใหม่มีพลังเต็มเปี่ยม ร่วมสร้างบ้านแปงเมือง

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2566 ณ บริเวณลานโรงสีกิตติยะเอ็นเตอร์ไพร์ส ตำบลทุ่งรวงทอง อำเภอจุน จังหวัดพะเยา พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)นำโดยร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 เบอร์ 6 จังหวัดพะเยา พปชร.และในฐานะประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือ พร้อมด้วยนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะกรรมการบริหารพรรค พปชร. นางสาวธนพร ศรีวิราช ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายไพรัตน์ ตันบรรจง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพร้อมทีมงานผู้ช่วยหาเสียง ได้มาร่วมกันพบปะประชาชนและปราศรัยหาเสียงช่วยนายอนุรัตน์ ตันบรรจง (ออม)ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 เบอร์ 6 พปชร.จังหวัดพะเยา ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนมารอต้อนรับให้กำลังใจและร่วมรับฟังการปราศรัยเป็นจำนวนมาก

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวช่วงหนึ่งว่า วันนี้ดีใจที่ได้มาพบปะพ่อแม่พี่น้องทุกท่าน จึงถือโอกาสมาขอคะแนนจากทุกท่านให้น้องออม หรือ อนุรัตน์ ตันบรรจง ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 เบอร์ 6 ของพรรคฯ เพื่อเข้าไปเป็นปากเป็นเสียงแทนทุกท่านและจะได้ช่วยกันพัฒนาบ้านเมืองของเราให้ดียิ่งขึ้น และช่วยดูแลแก้ปัญหาปากท้อง เรื่องน้ำ เรื่องที่ดินทำกิน ตลอดจน เรื่องราคาพืชผลการเกษตรต่างๆ ที่สร้างความเดือดร้อนอย่างมากในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด โดยเฉพาะลิ้นจี่ ลำไย เป็นต้น

“พี่น้องครับ การเลือกตั้งเมื่อปี 62 ผมได้เป็น ส.ส.ในเขต 1 พะเยา และมีโอกาสเป็นรัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงเกษตรฯ รวมถึงเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ดูแลพื้นที่ภาคเหนือนั้นผมได้ผลักดันงบประมาณต่างๆ ลงมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจังหวัดพะเยาของเรา ทั้งถนนหนทาง สาธารณูปโภคต่างๆให้สะดวกปลอดภัยมากขึ้น ถนนที่มาจากดอกคำใต้ เข้ากิ่วแก้ว จุนไปสุดเชียงคำ ออกปูซาน เข้าเชียงของ ทำในยุคที่ผมเป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่ ส.ส.ของเชียงรายหรือใครที่มาอวดอ้าง นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันสร้างรถไฟทางคู่ จากเด่นชัย งาว มาเข้าพะเยา จนไปเชียงของ จนตอนนี้สร้างมาถึงแม่กาแล้ว ยังมีโครงการสร้างสนามบินพะเยา ที่ตนแองผลักดัน และจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2567 ที่ ตำบลดอนศรีชุม อำเภอดอกคำใต้ เหล่านี้ล้วนเป็นผลงานที่เห็นชัดเจน ดังนั้นจากนี้พ่อแม่พี่น้องต้องกล้าตัดสิน ต้องกล้ารับสิ่งใหม่ๆ ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง เพื่อพัฒนาบ้านเมืองเราให้เจริฐก้าวหน้า มิฉะนั้นก็จะจมอยู่กับปัญหาเดิม ถึงเวลาแล้วต้องเปลี่ยนใช่หรือไม่ ดังนั้น วันที่ 14 พฤษภาคม นี้ ขอให้ไว้วางใจเลือกเบอร์ 6 เพื่อให้เป็นตัวแทนทุกท่าน ทำงานประสานกันกับตนเอง เพื่อมาแก้ปัญหาให้พี่น้อง เราต้องเปลี่ยน เปลี่ยนของเก่าเราไม่เอา เราต้องการเปลี่ยนใช่หรือไม่”

ทั้งนี้ เมื่อร้อยเอกธรรมนัส ได้ถามว่าต้องการเปลี่ยนหรือไม่ ประชาชนที่มานั่งฟังปราศรัย ต่างพร้อมใจกันส่งเสียงพร้อมชูมือว่า “เปลี่ยน เปลี่ยน เปลี่ยน” ซึ่งร้อยเอกธรรมนัส ได้กล่าวขอบคุณ ทุกคน พร้อมชูมือของ นายอนุรัตน์ เพื่อแสดงความขอบคุณและตอบรับพลังน้ำใจของประชาชนอีกด้วย

หลังจากนั้น นายบุญสิงห์ และนายอนุรัตน์ ได้สลับกันขึ้นปราศรัยแนะนำนโยบายของพรรค ที่ยึดหลักก้าวข้ามความขัดแย้ง ก้าวข้ามความยากจน แก้ปัญหาที่ดินทำกิน เปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนด ใครที่มีเอกสาร คทช.ก็จะเปลี่ยนเป็น สปก.4-01 นอกจากนี้ ยังแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ โดยลดราคาน้ำมัน ราคาแก๊ส และค่าไฟฟ้าลงในทันที ที่เข้ามาเป็นรัฐบาล โดยลดราคาน้ำมันดีเซล 6.30 บาทต่อลิตร เบนซิน 18 บาทต่อลิตร รวมทั้งยังมีมาตรการลดราคาแก๊สให้เหลือ 250 บาทต่อถัง ที่สำคัญ คือ ลดค่าไฟฟ้าครัวเรือนให้เหลือ 2.50 บาทต่อหน่วย และลดค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมเหลือ 2.70 บาทต่อหน่วย นอกจากนี้ยังมีการสานต่อเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 700 บาท และผู้ถือบัตรยังมีประกันชีวิตอีก 200,000 รวมถึงยังจะช่วยลดต้นทุนการผลิตช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต ให้พ่อแม่พี่น้องเกษตรกร ไร่ละ 2,000 บาท จำนวน 15 ไร่ อีกด้วย เรายังมีเบี้ยผู้สูงอายุ แบบขั้นบันได ตั้งแต่อายุ 60 ปี เพิ่มเป็นจำนวน 3,000 บาทต่อเดือน อายุ 70 ปี ขึ้นไป เพิ่มเป็นจำนวน 4,000 บาทต่อเดือน และอายุ 80 ปีขึ้นไป เพิ่มเป็นจำนวน 5,000 บาทต่อเดือน นโยบายดูแลทุกช่วงวัย แม่ บุตร ธิดา ประชารัฐ รวมไปถึง 3 นโยบายสำคัญสร้างรายได้เกษตรกร คือเติมเงินทุนช่วยเหลือเกษตรกรครัวเรือนละ 30,000 บาท ปุ๋ยคนละครึ่ง คือรัฐช่วยเหลือค่าปุ๋ย 50% และเพิ่มเงินช่วยเหลือต้นทุนค่าเก็บเกี่ยวข้าวให้ชาวนาไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ ทั้งหมดนี้ล้วนแต่มีประโยชน์และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริง และทางพรรคฯ พร้อมทำทันทีหลังได้จัดตั้งรัฐบาล

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 6 พฤษภาคม 2566

“สนธิรัตน์” ฟิตปราศรัยเมืองภูเก็ต เปรียบหัวใจชาวใต้มี 4 ห้อง อ้อนต้องทำให้เหลือห้องเดียว ย้ำ “พลังประชารัฐ” พร้อมนำพาประเทศก้าวข้ามขัดแย้ง

,

“สนธิรัตน์” ฟิตปราศรัยเมืองภูเก็ต เปรียบหัวใจชาวใต้มี 4 ห้อง อ้อนต้องทำให้เหลือห้องเดียว ย้ำ “พลังประชารัฐ”
พร้อมนำพาประเทศก้าวข้ามขัดแย้ง

วันที่ 5 พ.ค. 2566 ที่อาคารยิมเนเซียม (สะพานหิน) อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง พรรคพลังประชารัฐ ร่วมเวทีปราศรัยใหญ่ช่วยผู้สมัคร ส.ส. ภูเก็ต ทั้ง 3 เขต ประกอบด้วย นายจิรายุส ทรงยศ เขต 1 เบอร์ 6 นายสุทา ประทีป ณ ถลาง เขต 2 เบอร์ 4 และนายนัทธี ถิ่นสาคู เขต 3 เบอร์ 2 โดยนายสนธิรัตน์ กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า หากเป็นสมัยก่อนตนไม่กังวลใจ เพราะคนใต้เป็นปึกแผ่น เลือกพรรคเก่าแก่ แต่บรรยากาศการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว พี่น้องมีหัวใจ 4 ห้อง แบ่งให้สี่พรรคการเมือง ห้องแรกพรรคเก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ พรรคที่สองคือพรรคที่ขณะนี้ทำทุกอย่างเพื่อยึดภาคใต้คือพรรคภูมิใจไทย พรรคที่สามคือพรรคที่แตกออกจากพรรคพลังประชารัฐ คือพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคที่สี่คือพรรคที่พี่น้องเคยให้ความไว้วางใจคือพรรคพลังประชารัฐ วันนี้พรรคทั้งสี่พรรคเข้าไปอยู่ในหัวใจคนใต้ทั้ง 4 ห้องหัวใจ ซึ่งหัวใจคนใต้คือหัวใจที่รักบ้านเมือง ยามบ้านเมืองมีปัญหา คนใต้คือที่พึ่งพิง เหนื่อยยากต่อสู้พาประเทศผ่านพ้นวิกฤติไปได้

“การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญที่สุด ผมตั้งใจมาบอกพี่น้องว่าเวลากู้ชาติบ้านเมืองมาถึงอีกแล้ว ต้องทำให้หัวใจพี่น้องเหลือห้องเดียว ยึดมั่นเส้นทางเดียว ถ้าแตกเป็น 4 ห้อง อนาคตลมกำลังเปลี่ยนทิศ หลังเลือกตั้งมีแนวโน้มไม่ราบรื่น มีความขัดแย้ง ผมอยากบอกว่ามีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวใน 4 พรรคนี้ ที่เป็นพรรคที่เหมาะสมที่สุดกับสถานการณ์ที่ไม่ต้องการให้ประเทศเกิดความขัดแย้ง นั่นคือพรรคพลังประชารัฐ ดังนั้น หากพี่น้องต้องการก้าวข้ามความขัดแย้ง ไม่อยากเห็นบ้านเมืองเผชิญกับวิกฤต ต้องช่วยกันเลือกผู้สมัคร ส.ส. ภูเก็ตจากพรรคพลังประชารัฐ ทั้ง 3 เขต” นายสนธิรัตน์ กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 5 พฤษภาคม 2566

แฟนคลับพปชร.เฮ รับ”พล.อ.ประวิตร”เยือนภูเก็ตกึกก้องสเตเดียม อ้อนขอ พปชร.ยกจังหวัด ผลักดัน”ภูเก็ต”เป็นเมืองท่องเที่ยวพิเศษ ดูแลอย่างเท่าเทียม

,

แฟนคลับพปชร.เฮ รับ”พล.อ.ประวิตร”เยือนภูเก็ตกึกก้องสเตเดียม อ้อนขอ พปชร.ยกจังหวัด ผลักดัน”ภูเก็ต”เป็นเมืองท่องเที่ยวพิเศษ ดูแลอย่างเท่าเทียม

พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ภาคใต้ จังหวัดภูเก็ต ณ อาคารยิมเนเซี่ยมนครภูเก็ต 4,000ที่นั่ง นำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ประกอบด้วย นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค ,นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค,ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะผู้ดูแลกำกับการเลือกตั้งพื้นที่ กทม.,นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงษ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง และนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐ ประกอบด้วย เขต 1 นายจิรายุส ทรงยศ ,เขต 2 นายสุทา ประทีป ณ ถลางและ เขต 3 นายนัทธี ถิ่นสาคู

พล.อ.ประวิตร กล่าวปราศรัยบนเวทีว่า ตนอบอุ่นใจที่ได้รับการต้อนรับจากชาวภูเก็ตเป็นอย่างดี ขอขอบคุณทุกคนที่มาด้วยใจ สามัคคี รวมใจเป็นหนึ่งเดียว วันนี้ตนอยากให้คนไทยรักกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อที่จะก้าวข้ามความขัดแย้ง และความยากจนไปด้วยกัน ขอให้เชื่อมั่นในพรรคพลังประชารัฐและผู้สมัครทั้ง 3 คน 3 เขต ที่ยืนอยู่ตรงนี้

“เมื่อเรามีความรัก ความสามัคคีกันแล้ว เราก็จะพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินดี และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นโยบายของพรรคพลังประชารัฐต้องการทำให้ประชาชนมีความสุข และขอยืนยันว่านโยบายของพรรคเราทำได้จริงและทำได้ทันทีที่เราเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีผมเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถ้าอยากให้ผมเป็น ก็ขอให้เลือกพรรคพลังประชารัฐ บัตรสีเขียว เบอร์ 37 ”

พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า ผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐทั้ง 3 เขตจะเข้ามาแก้ปัญหาให้กับพี่น้องชาวภูเก็ต ทั้งในเรื่องการจัดสรรที่ดิน สปก. การเปลี่ยนที่ดิน สปก.ให้เป็นโฉนด และพรรคพลังประชารัฐจะกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว โดยผลักดันให้ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวพิเศษ รวมถึงผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษอันดามัน

“เราจะแก้ปัญหารถติด การจราจรติดขัดในเมือง รวมถึงแก้ปัญหาเรื่องประมงชายฝั่ง เพราะภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับชาติ ทำรายได้เข้าประเทศมามากมาย แต่รายได้ของคนภูเก็ต ยังไม่ดีเท่าที่ควร ระบบสาธารณูปโภค ยังไม่พอกับความต้องการ ถนนยังแคบไฟฟ้ายังตก บางพื้นที่น้ำยังขาดแคลน สิ่งต่างๆเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไขโดยพรรคพลังประชารัฐ”พล.อ.ประวิตร กล่าว

พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวถึงโรงเรียนและโรงพยาบาลของรัฐ จะต้องได้มาตรฐานสากล เนื่องจากภูเก็ตเป็นเมืองนานาชาติ ชาวภูเก็ตต้องได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมลดความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรม พปชร.จะสร้างงานสร้างรายได้ รวมถึงทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัยเช่นกฎหมายสิ่งแวดล้อมรวมไปถึง พรบ.อาคาร และต้องมีการพัฒนาสนามบิน ถนน และระบบขนส่งมวลชนให้ดียิ่งขึ้นด้วย ที่พูดมาวันนี้ ทั้งหมดคือสิ่งที่พรรคพลังประชารัฐจะทำทันที

จากนั้นเมื่อพล.อ.ประวิตร ปราศรัยจบก็ได้ปิดเวทีทันที โดยใช้เวลาอย่างกระชับ เพราะจะต้องเดินทางไปร่วมงานสวดอภิธรรมศพบิดาของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงาต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าบรรยากาศเวทีวันนี้มีประชาชนมารอฟังการปราศรัยของพรรคพลังประชารัฐเต็มความจุของอาคาร โดยมีป้ายไฟ ป้ายเชียร์ให้กำลังใจ พล.อ.ประวิตร ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จำนวนมาก พร้อมกับมีประชาชนส่งเสียงตะโกนคำว่า”ลุงป้อมสู้ ๆ และขอให้เป็นนายกฯด้วย

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 5 พฤษภาคม 2566

“ศ.ดร.นฤมล “ประกาศปักหมุดเขตราชเทวี ทุกคนต้องมีบ้านอาศัยที่มั่นงคง ตาม โครงการบ้านประชารัฐ 360 องศา เผย ไม่หวั่นผลโพล พปชร.กระแสไม่ดี เหตุเน้นตัวผู้สมัครแต่ละเขตเข้าถึง ปชช.ในพื้นที่ ไม่เน้นกระแสโซเชียล

,

“ศ.ดร.นฤมล “ประกาศปักหมุดเขตราชเทวี ทุกคนต้องมีบ้านอาศัยที่มั่นงคง ตาม โครงการบ้านประชารัฐ 360 องศา เผย ไม่หวั่นผลโพล พปชร.กระแสไม่ดี เหตุเน้นตัวผู้สมัครแต่ละเขตเข้าถึง ปชช.ในพื้นที่ ไม่เน้นกระแสโซเชียล

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)นำโดย ศ.ดร.นฤมล ภิณโญสินวัฒน์ เหรัญญิก พรรค และหัวหน้าทีมผู้สมัคร กทม. ลงพื้นที่ชุมชนนิคมมักกะสัน แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ร่วมกับ นายพณิชย์ วิทยาภัทร์ ผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขต 2 (เบอร์ 11)พรรคพลังประชารัฐ เพื่อพบปะกับประชาชน และรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า นายพณิชย์ผู้สมัครของพรรคเราได้นำปัญหาต่าง ๆ ในชุมชนมักกะสันที่พี่น้องประชาชนประสบอยู่ก็คือ เรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายบ้านประชารัฐ ที่เราจะดำเนินการต่อยอดจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร.ที่ได้ทำเอาไว้ ที่คลองเปรมประชากร และคลองลาดพร้าว รวมทั้ง ชุมชนเชื้อเพลิง ซึ่งบริเวณนี้จะมีลักษณะคล้ายกันกับชุมชนเชื้อเพลิง คือที่ดินเป็นของการรถไฟ พื้นที่ตรงนี้อาจจะต้องมีการเจรจาในเรื่องของการขอเช่า เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้สร้างบ้านพักที่อยู่อาศัย เพื่อที่จะมาปรับปรุง บ้านที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้น โดยที่พี่น้องประชาชนพร้อมที่จะลงทุนในบ้าน โดยทางพรรคมีโครงการ นโยบายต่างๆรองรับ มีเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน จึงมีความพร้อมที่จะมาร่วมผลักดัน ให้เกิดบ้าน ที่มีสภาพมั่นคงมากยิ่งขึ้น

“บ้านไม่ได้ เป็นเพียงบ้านพักอาศัย เราต้องเข้าใจวิถีชีวิต ของพี่น้องที่อยู่อาศัยตรงนี้ด้วย เมื่อเขาปักหลักตรงนี้ ก็คือชีวิตเขาทั้งหมดอยู่ตรงนี้ การที่จะ ให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ก็ต้องไปเริ่มต้นชีวิตใหม่หมด ซึ่งเหมือนกับทุกชุมชนที่ไม่ต้องการเช่นนั้น เขาขอแค่แบ่งพื้นที่จำนวนหนึ่ง พอที่จะสร้างเป็นที่อยู่อาศัยให้สามารถทำมาหากิน ลูกหลานได้เรียนหนังสือ และยังชีพตรงนี้ได้เช่นเดียวกัน เราสัญญากับพี่น้องประชาชนว่า เมื่อผู้สมัครเข้าไปในสภา จะไปผลักดันตรงนี้ พรรคพลังประชารัฐก็จะผลักดันตรงนี้ให้เกิดขึ้น บ้านประชารัฐ ชุมชนมักกะสัน อย่างแน่นอน”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า เราวางแบบบ้านประชารัฐเอาไว้ จะไม่ได้สร้างเป็นบล็อกๆ แต่จะออกแบบให้น่าอยู่สวยงามเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และเป็นจุดเช็คอินใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศไทยและต่างชาติที่จะเข้ามาเที่ยวในชุมชนมักกะสันแห่งนี้ ดูวิถีชีวิต เหมือนที่เราไปญี่ปุ่น อย่างหมู่บ้านเล็กๆเขาอยู่กันอย่างไร ตรงนี้ก็จะเป็นจุดเช็คอินที่เราหวังว่าจะทำ ให้เกิดขึ้น และภายในบ้านเองจะพัฒนาให้ตรง กับผู้อยู่ เพราะแต่ละครัวเรือนก็มีผู้อยู่อาศัยไม่เหมือนกัน ซึ่งจะมีผู้สูงอายุ มีเด็กเล็ก มีผู้ป่วยติดเตียง ก็ต้องออกแบบสัดส่วน ที่อยู่อาศัยให้เหมาะสม ตรงใจผู้อยู่ ตรงนี้เป็นแนวนโยบายของบ้านประชารัฐ

ศ.ดร.นฤมล ยังให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการหาเสียงในพื้นที่ กทม.ว่า ตอนนี้ยังไม่พบอุปสรรคที่ต้องกังวล แต่สิ่งที่เร่ง 8-9 วันสุดท้ายคือลงในพื้นที่เป้าหมาย ที่คิดว่า มีโอกาสจะชนะ และในพื้นที่ ๆ เราคิดว่าอยากเข้าไปพัฒนาเช่น ชุมชนมักกะสันแห่งนี้ ซึ่งผู้สมัครได้ลงพื้นที่มา 4 ปีแล้วและมีความมั่นใจว่าจะสามารถแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในชุมชนได้ตลอดทั้งเขต ซึ่งมันไม่ใช่แค่บ้านอย่างเดียวแต่มันเป็นวิถีชีวิตของพี่น้องในชุมชน และไม่ใช่เรื่องสวัสดิการและการจ่ายเงินอย่างเดียว เขาต้องการความมั่นคงยั่งยืนและมีอาชีพ มีรายได้ และมีที่เรียนซึ่งเป็นสิ่งที่ ผู้สมัคร และ พรรคพลังประชารัฐ เข้ามาลงในรายละเอียด จะมาพัฒนาให้กับพี่น้องมีอาชีพทักษะรายได้ มีงานทำ และมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างไรบ้าง

ส่วนกรณีที่ผลโพลที่ออกมาขณะนี้ พรรค พปชร.ดูเหมือนกระแสยังไม่ดีเท่ากับพรรคอื่นๆ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า เราเน้นที่เขต เราไม่ได้เน้นเรื่องการทำกระแสเพราะพรรคมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ในช่วงระยะเวลา 2-3 ปี มันเป็นเรื่องสินค้าที่ยากในการตามกระแส แต่ ทางพรรคเน้นตัวผู้สมัคร อย่างไรก็ตาม กทม.ก็จะเน้นที่เขต อย่างเขตของแป๊บ พณิชย์ เรามั่นใจว่าได้แน่ และอีกประมาณ 11 เขตเราก็มั่นใจ ในต่างจังหวัดก็เช่นเดียวกัน ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับโพลที่มักจะอิงกระแสโซเชียลมีเดีย และภาพรวมแต่ถ้าโฟกัส เรื่องตัวเขต 70-90% เรามั่นใจ

ด้านนายพณิชย์ จากการที่ลงพื้นที่ตรงนี้มา ตลอด 3 ปีกว่าจะ 4 ปีเห็นปัญหาอย่างแรกคือ การที่รถไฟ หรือหน่วยงานอื่นๆต้องการขอพื้นที่ ซึ่งไม่ใช่แค่ให้ประชาชนหรือชาวบ้านย้ายที่อยู่ อย่างแรกต้องหาอาชีพให้ก่อนถึงจะย้าย ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตค่อนข้างมาก จึงแนะนำว่าควรหาอาชีพเสริม และอาชีพหลักให้กับประชาชนรวมถึง เรื่องสถานศึกษาก็สำคัญ เพราะเยาวชนที่นี่เรียนในพื้นที่กันหมด

นายพณิชย์ ยังกล่าวถึง การหาอาชีพที่ พปชร.เรากำลังผลักดันในเรื่องของการฝึกอาชีพแต่การฝึกอาชีพ อย่างเดียวก็เป็นเรื่องยากสำหรับประชาชนและชาวบ้าน จึงเสนอว่าในหลายชุมชน เช่น พวงมาลัย ที่ร้อยอยู่ขายตามสี่แยก ถูกจ้าง ร้อยโดยชาวบ้านบริเวณนี้ โดย ได้ ค่าจ้างทวงละ 50 สตางค์ หรือพวงละ 1 บาท ซึ่งหมายความว่า ชาวบ้านอาจจะไม่ถนัด ที่จะไปขายเอง แต่ถ้ามีผู้ที่ต้องการแรงงานฝีมือในราคาไม่แพง สามารถแข่งขันได้ ประชาชนหรือชาวบ้านสามารถทำได้ ซึ่งหากพัฒนาตรงนี้ได้ ทำอย่างไรให้มีมูลค่ามากกว่านี้ ก็สามารถทำได้

“เบื้องต้นก่อนที่จะโครงการจะเริ่ม 3 ปี ที่ได้มาพัฒนาปรับปรุงอย่างแรกคือ ขอสปอนเซอร์มาติดไฟ โซล่าเซลล์ในชุมชนที่เป็นมุมอับ เพื่อดูแลเรื่องความปลอดภัยได้และถ้ามีโอกาสเป็น ส.ส พรรคพลังประชารัฐ เป็นรัฐบาลพวกเราก็จะร่วมแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยและอาชีพ ไปพร้อม ๆ กัน”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 5 พฤษภาคม 2566

“ชัยวุฒิ” เดินตลาดปทุมฯรับเสียงสะท้อนต้องการคนทำงานปลอดผู้มีอิทธิพล พปชร.ส่งคนดีมีฝีมือเพื่อช่วยพัฒนา ปทุม ยันทำงานจริงตั้งใจพัฒนาความเจริญ

,

“ชัยวุฒิ” เดินตลาดปทุมฯรับเสียงสะท้อนต้องการคนทำงานปลอดผู้มีอิทธิพล
พปชร.ส่งคนดีมีฝีมือเพื่อช่วยพัฒนา ปทุม ยันทำงานจริงตั้งใจพัฒนาความเจริญ

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่ ตลาดนานาเจริญ จังหวัดปทุมธานี เพื่อช่วย ดร.เกียรติศักดิ์ ส่องแสง ผู้สมัคร สส.หมายเลข 5 เขต 6 พรรคพลังประชารัฐ หาเสียง ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก โดยนายชัยวุฒิ เปิดเผยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ในพื้นที่จ.ปทึมธานี ประชาชนอย่างที่จะเปลี่ยน เลือกสส.ที่เข้สไปทำง่นเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ที่สำคัญพปชร. ดร.เกียรติศักดิ์ ส่องแสง ผู้สมัครของพรรค ในจังหวัดปทุมธานีล้วนแล้วเป็นคนทำงานเพื่อ ประชาชน จึงเชื่อมั่นว่าจะมาทํางานให้ชาวปทุมธานี พัฒนาแล้วให้ความเป็นอยู่ที่ดีได้อย่างแน่นอน “พวกใจไม่ถึง พึ่งยาก หาตัวลําบากแต่อยากเป็น “ คนปทุมไม่เลือกแน่นอน
โดยฉพาะเรื่องผู้มีอิทธิพล เชื่อว่าชาวปทุมธานีก็รับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ประชาชาต้องการเลือกคนดี เลือกคนทํางาน เพื่อให้จังหวัดปทุมธานีให้เกิดการพัฒนา ยกคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

“วันนี้ผมมาเดินที่ตลาด พ่อค้าแม่ค้าก็ค้าขายดีทุกคนเพราะว่าตลาดนี้คึกคักมาก บางร้านก็ขายหมดไปแล้ว ถือว่าวันนี้เศรษฐกิจดี ก็อยากให้สิ่งต่างๆเหล่านี้อยู่ต่อไปด้วยความสงบสุข มีการพัฒนาที่ดีก็ช่วยกันเลือกพรรคพลังประชารัฐ ให้มาจัดตั้งรัฐบาลและเดินหน้าประเทศต่อไป ปทุมธานีก็ดีใจมีกลุ่มคนเสื้อแดงก็มาช่วยให้การสนับสนุนส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐเพราะว่าเขาอยากก้าวข้ามความขัดแย้ง อยากให้คนทํางานมาพัฒนาพื้นที่ ดูแลพี่น้องประชาชน ไม่ใช่เลือกตามกระแสพรรค เลือกคนที่จะมาทํางาน แล้วทําให้บ้านเมืองสงบสุข “

ขณะที่ นาย ไพรัตน์ ยิ้มดี กรรมการชุมชนเอื้ออาทรเสมาฟ้าคราม กล่าวว่า เมื่อก่อนผมเสื้อแดง แดงจริงๆ เลือกทุกครั้งทีที่มีการเลือกตั้ง แต่ครั้งนี้ขอเลือกคนทํางาน ขอเลือกดอกเตอร์ เกียร์ติศักดิ์ ส่องแสง เพราะท่านเป็นคนทํางานลงพื้นที่ตลอดระยะเวลาเป็นสิบปีที่ผมเห็น ผมเสื้อแดงก็จริงแต่แดงมีความคิด แดงเปลี่ยนแปลง แดงก้าวข้ามความขัดแย้งนะครับ เลือก เกียรติศักดิ์ ส่องแสง คนทํางาน

ด้านดร.เกียรติศักดิ์ ส่องแสง ผู้สมัครส.ส.จังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ผมมีความรู้สึกว่าพี่น้องประชาชนให้ความเมตตาแล้วก็ให้ความอบอุ่นมากในครั้งนี้ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งในครั้งนี้ ผมมั่นใจเพราะว่าพี่น้องให้ความเป็นธรรมแล้วก็จะให้การสนับสนุนเนื่องจากพี่น้องประชาชนเห็นผมทํางานมาตลอดไม่ว่าจะเป็นช่วงวิกฤตไหนๆ ในช่วงที่น้ําท่วมปี54 ที่ผ่านมา ช่วงโควิดที่นี่ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเหมือนกัน ในตลาดแห่งนี้ ผมก็ได้เข้ามาฉีดพ่น เอายาสมุนไพร นําข้าวกล่องมาดูแลพี่น้องโดยตลอด และในขณะเดียวกันไม่ว่าจะเป็นงานศพ งานแต่ง งานอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นงานของพี่น้องประชาชนทั้งงานกุศล ผมก็ดูแลพี่น้องประชาชนอยู่ตลอด พี่น้องประชาชนก็เห็น เพราะฉะนั้นวันนี้จึงได้เห็นภาพของสีเหลือง สีแดง สีน้ําเงินหรือว่าทุกสีให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณไปยังพี่น้องประชาชนทุกท่านที่ให้กําลังใจและก็จะเข้าคูหากา เบอร์ห้า ดร.เกียรติศักดิ์ ส่องแสง เป็นส.ส.เขต กาเบอร์ 37 ให้คุณป้อมเป็นนายกรัฐมนตรี

ด้านเป๋ คลองเตย กล่าวว่า ผมในฐานะแกนนําเสื้อแดง ในจังหวัดปทุมธานีที่มาที่นี่เพราะว่าชอบนโยบายของลุงป้อม พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เรื่องก้าวข้ามความขัดแย้ง เพราะว่าปทุมธานีเป็นเมืองของคนเสื้อแดงเป็นเมืองหลวงของคนเสื้อแดง เพราะฉะนั้นตอนนี้ คนเสื้อแดง จะไม่แบ่งสีแบ่งฝ่ายแล้ว จะก้าวข้ามความขัดแย้งตามนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ เพราะฉะนั้นเราจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ถ้าปทุมอยากเปลี่ยน เลือกพลังประชารัฐทุกเขต
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่นายชัยวุฒิ ลงพื้นที่ ก็มีชาวบ้าน มาให้กำลังใจ เป็นเเฟนคลับที่มาซื้อกับข้าว เเละเดินตลาดเช้า โดยส่วนใหญ่ชื่นชม ที่ออกมาตอบโต้ ประเด็นการเมือง

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 5 พฤษภาคม 2566

รวมพลแฟนคลับพปชร!!.เปิดเวทีปราศรัยลานคนเมืองดันนโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิตคนกทม. สร้างรากฐานที่อยู่อาศัยทุกชุมชนอยู่อย่างมั่นคงต่อยอดพัฒนาอาชีพดูแลผู้สูงวัย กลุ่มเปราะบางถ้วนหน้า

,

รวมพลแฟนคลับพปชร!!.เปิดเวทีปราศรัยลานคนเมืองดันนโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิตคนกทม.
สร้างรากฐานที่อยู่อาศัยทุกชุมชนอยู่อย่างมั่นคงต่อยอดพัฒนาอาชีพดูแลผู้สูงวัย กลุ่มเปราะบางถ้วนหน้า

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จัดเวทีปราศรัยย่อย โซนกรุงเทพกลางและตะวันออก นำโดย ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค และหัวหน้าทีมผู้สมัคร กทม. , นายสกลธี ภัททิยกุล กรรมการบริหารและหัวหน้าทีมผู้สมัครกทม นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายพรรค พร้อมด้วย ผู้สมัคร ส.ส.กทม. ประกอบด้วย ดร.สฤษดิ์ ไพรทอง เขตเลือกตั้งที่ 1 เบอร์ 11 นายพณิชย์ วิทยาภัทร์ เขตเลือกตั้งที่ 2 เบอร์ 11 นายกานต์ กิตติอำพน เขตเลือกตั้งที่ 5 เบอร์ 4 ดร.ภักดีหาญส์ หิมะทองคำ เขตเลือกตั้งที่ 13 เบอร์ 8 ทองคำ นางนฤมล รัตนาภิบาล เขตเลือกตั้งที่ 14 เบอร์ 5 นางสาวณิรินทร์ เงินยวง เขตเลือกตั้งที่ 15 เบอร์ 8 นายกิติภูมิ นีละไพจิตร์ เขตเลือกตั้งที่ 16 เบอร์ 12 นายพีระพงษ์ รัสมี เขตเลือกตั้งที่ 18 เบอร์ 4 นางนาถยา แดงบุหงา เขตเลือกตั้งที่ 19 เบอร์ 10 นาย บุญรุ่ง เต๋งจงดี เขตเลือกตั้งที่ 20 เบอร์ 1

ศ.ดร. นฤมล กล่าวว่า เวทีครั้งนี้ได้รวมเอาผู้สมัครของ 10 เขต มาพบกับพี่น้องประชาชน และยืนยันถึงนโยบายที่จะลดค่าครองชีพ ให้กับพี่น้องประชาชน คนกทม. รวมถึงประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งในวันนี้ได้มีการแถลงนโยบายเศรษฐกิจของพรรค และได้พูดถึงนโยบายเศรษฐกิจของกทม. เป็นสิ่งที่ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคได้ทำไว้ โดยเฉพาะโครงการบ้านมั่นคง ที่ทำไว้เป็นต้นแบบ ทั้งที่คลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากร เพื่อให้พี่น้องประชาชนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น โดยผู้สมัครได้เสนอให้พรรคทำนโยบายให้ทุกชุมชน เพื่อที่จะได้มีบ้านเป็นของตนเอง ในโครงการบ้านประชารัฐ ซึ่งการทำโครงการนี้ไม่มีการใช้งบประมาณของรัฐ เนื่องจากมีความซ้ำซ้อนของพื้นที่ เพราะที่ดินบางแห่งเป็นที่ราชพัสดุ การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือเป็นของเอกชน ดังนั้นการดำเนินโครงการนี้ จะให้เอกชน เป็นผู้ลงทุนดำเนินโครงการ ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ โดยมีราคาไม่เกิน 500,000 บาท และมีสถาบันการเงินเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ทำให้พี่น้องประชาชนสามารถเปลี่ยนเงินค่าเช่าบ้าน เป็นเงินผ่อนได้บ้าน ทำให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีนโยบายการเสริมทักษะ อาชีพและเพิ่มช่องทางการค้าผ่านมือถือให้กับพี่น้องประชาชนมีช่องทางการค้าขายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญของพปชร. เช่นเดียวกับการทำนโยบาย บัตรสวัสดิการประชารัฐ จากเดิมที่ผู้ถือบัตรจะได้รับเงินอยู่ที่ 300 บาท ซึ่งพรรคจะเพิ่มให้เป็น 700 บาท และยังมีการประกันชีวิตอีก 200,000 บาท ดังนั้นขอฝากพี่น้องเลือก พลเอกประวิตร เบอร์ 37 ในบัตรสีเขียว ให้เป็นนายกรัฐมนตรี และขอฝากผู้สมัครทั้ง 10 คนที่ขึ้นเวทีในวันนี้ด้วย

ทั้งนี้ผู้สมัครกทม. ได้สลับขึ้นเวทีเพื่อปราศรัย นำเสนอนโยบายในการดูแลพื้นที่กทม. ที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน และมีเป้าหมายที่จะเข้าไปพัฒนาพื้นที่ของตนเอง ในแบบที่สอดรับกับปัญหา และความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง

โดย ดร. สฤษดิ์ ไพรทอง ผู้สมัครเขต 1 กล่าว ว่า พปชร.มีนโยบายในการส่งเสริมและสนับสนุนผ่านกองทุนประชารัฐ 3 แสนล้านบาทเพื่อให้กรุงเทพฯเป็นมหานครแห่งอาเซียน ตามนโยบายของพล.อ.ประวิตร ซึ่งกรุงเทพฯเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแต่เรายังพบว่าการพัฒนาบางพื้นที่ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ โดย พปชร.เรามีกองทุนประชารัฐ 3 แสนล้านที่จะมาช่วยเพิ่มศักยภาพของการท่องเที่ยวโดยเฉพาะการส่งเสริมและสนับสนุนย่านเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่ไม่เพียงทำให้เป็นแลนด์มาร์คการท่องเที่ยวแต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องที่นั้นๆ
ดร.ภักดีหาญส์ หิมะทองคำ เขตเลือกตั้งที่ 13 เบอร์ 8 กล่าวว่า ในชุมชน ยังขาดเรื่องการส่งเสริมด้านสุขภาพ โดยเฉพาะหาพื้นที่ออกกำลังกายของคนในชุมชน เป็นเรื่องที่ควรผลักดัน ซึ่งได้มีการดำเนินการทำโครงการต้นแบบ เพราะมีพื้นที่ว่าง อีกเป็นจำนวนมาก แต่เป็นของหน่วยราชการ ซึ่งตนได้ประสานหน่วยงานทำลานกีฬาแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายเพื่อให้สุขภาพของคนในชุมชนดีขึ้น และเรื่องความปลอดภัย การติดไฟส่องสว่างมีความจำเป็น เพราะพบว่าในพื้นที่ชุมชนต่างๆ ยังเป็นจุดเสี่ยงภัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งไฟส่องสว่าง จะเป็นการป้องปรามอาชญากรรมที่ได้ผล

นายกานต์ กิตติอำพน เขตเลือกตั้งที่ 5 เบอร์ 4 กล่าวว่า สิ่งที่อยากทำและมุ่งมั่นสำหรับการเข้ามาทำหน้าที่ในครั้งนี้ คือต้องการให้พื้นที่ของห้วยขวาง มีบรรยากาศคึกคักและสีสัน โดยเน้นการทำพื้นที่ให้เป็น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสร้างที่ทำกิน การทำพื้นที่ให้เป็น ครีเอทีพ มาร์เกต รวมถึงการพัฒนาบุคลากรสร้างสรรค์ ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออำนวยความสะดวกกับคนในชุมชน ทั้งถนน ทางเดินทางแคบ การดูแลสวนสาธาณะที่ขาดการดูแลงอยากเข้ามาประสานและแก้ไขพัฒนาทุกอย่างให้ดีขึ้น สิ่งสำคัญที่สุด คือเรื่องสุขภาพ อยากผลักดันด้านสาธารณสุข ให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว

นางสาวณิรินทร์ เงินยวง เขตเลือกตั้งที่ 15 เบอร์ 8 กล่าวว่า ทันทีได้รับเลือกตั้ง จะผลักดันให้เกิดศูนย์สุขภาพจิต และดูแลความหลากหลายทางเพศ หรือกลุ่ม LGBT ให้เกิดความเท่าเทียมและทั่วถึงในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านสุขภาพจิต เพราะเป็นบ่อเกิดของเหตุการณ์สูญเสีย โดยเฉพาะปัญหาการฆ่าตัวตาย หากทุกคนได้รับการดูแล ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น รวมถึงการให้ความสำคัญ ดูแลความปลอดภัยให้กับคนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นปัญหา ให้สามารถมีช่องทางในการรักษา หรือการบำบัด ได้อย่างสะดวก และอยู่ใกล้บ้าน

นายพีระพงษ์ รัสมี เขตเลือกตั้งที่ 18 เบอร์ 4 กล่าวว่า ผมขออาสาเข้าทำงานให้คลองสามวา ลาดกระบัง ให้มีความทัดเทียม เทียบเท่ากับเมืองชั้นในเพราะที่ผ่านมา ได้ทำงานร่วมกับคุณพ่อ ศิริพงษ์ รัสมี ที่ดูแลประชาชนในพื้นที่ที่อดีตมีแต่สะพานไม้ ให้เป็นสะพานคอนกรีตเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิต และจะทำต่อเนื่อง ผมขอกอดคุณพ่อ นายศิริพงษ์ รัสมี เขต 17 เบอร์ 10 เขตหนองจอก เขตคลองสามวา เข้าสภาฯเพื่อทำหน้าที่ให้กับพี่น้องประชาชน

ปิดท้ายด้วยนายสกลธี กล่าวว่า อนาคตของประเทศไทยอยู่ในมือของประชาชนทุกคน จึงอยากให้ทุกคนตั้งคำถามว่า อยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไรอยากเห็น เศรษฐกิจที่ดี คนไทยกินดีอยู่ดี หรืออยากจะเห็นความแตกแยกของคนสองยุค อยากเห็นคอร์รัปชั่น เห็นยาเสพติดระบาดทั่วเมือง และสถาบันหลักของชาติถูกนำมาล้อเลียน และนำไปพูดอย่างสนุกปาก หรืออยากเห็นคำว่าชาติที่ไม่ใช่ศูนย์รวมของคนไทยอีกต่อไป ทุกอย่างอยู่ในมือของทุกท่าน ในวันที่ 14 พ.ค.นี้

“การเลือกตั้งครั้งนี้ของพรรคพลังประชารัฐ เรามีดีในหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคล ศักยภาพของพวกเราไม่น้อยหน้าพรรคการเมืองไหนแน่นอน ซึ่งตนมั่นใจว่าถ้าผู้สมัครของเราทั้ง 33 เขตและพรรคพลังประชารัฐได้เข้าไปทำงาน กทม.ต้องดีกว่านี้แน่นอน”นายสกลธี กล่าว

นายสกลธี กล่าวต่อว่า การก้าวข้ามความขัดแย้งของพรรคพลังประชารัฐคือ อยากจะให้ประชาชนรักกัน การก้าวข้ามมันก็มีเส้นแบ่งที่ก็คงไม่สามารถก้าวข้ามไปได้เช่นการไปรวมกับพรรคที่ไม่เอาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือพรรคที่ทำให้เศรษฐกิจของชาติมันล่มจม ด้วยการแจกหว่าน เพราะนักวิชาการก็บอกชัดว่า นโยบายเช่นนี้ จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศพังทลายอย่างแน่นอน พรรคการเมืองควรที่จะคิดนโยบายที่ช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่นโยบายที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับประชาชน และทำลายประเทศชาติ ด้วยการบอกว่าจะยกเลิก ม.112 ตนไม่มั่นใจว่าการยกเลิกไปแล้วจะทำให้ประชาชนรวยขึ้นอย่างไร

“ขณะนี้มีวาทกรรมออกมาจำนวนมาก เพื่อใช้เป็นยุทธศาสตร์ของแต่ละพรรค แต่ผมอยากจะบอกทุกคนว่าเรารักใครชอบพรรคไหนเราก็เลือกตามใจของเราไม่ต้องไปกังวลว่าจะเลือกคนนั้น แล้วคะแนนจะเสียเปล่า คะแนนจะตกน้ำ เพราะทุกคะแนนเสียงของประชาชนคือกำลังใจให้กับผู้สมัครและพรรคการเมือง ๆ ขอให้ทุกคนเลือกด้วยหัวใจ เลือกในสิ่งที่เราต้องการและเราอยากได้เป็นพอ”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 4 พฤษภาคม 2566

“ศ.ดร.นฤมล” ตะลุยหาเสียงตลาดน้อมจิตต์ช่วย “บ๊ะ นฤมล” เขต14 เบอร์5มั่นใจเสียงตอบรับปชช.พอใจนโนยบายเบี้ยผู้สูงวัย รอตั้งกองทุนหนุนธุรกิจขนาดเล็ก

,

“ศ.ดร.นฤมล” ตะลุยหาเสียงตลาดน้อมจิตต์ช่วย “บ๊ะ นฤมล” เขต14 เบอร์5มั่นใจเสียงตอบรับปชช.พอใจนโนยบายเบี้ยผู้สูงวัย รอตั้งกองทุนหนุนธุรกิจขนาดเล็ก

4 พ.ค. 2566. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)นำโดย ศ.ดร.นฤมล ภิณโญสินวัฒน์ เหรัญญิกเปิดเผยว่า ได้ลงพื้นร่วมกับ นางนฤมล รัตนาภิบาล ผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขต 14 บางกระปิ วังทองหลาง เบอร์ 5 พรรคพลังประชารัฐ พบปะผู้ค้า และประชาชนบริเวณ ตลาดนัดน้อมจิตต์ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ ซึ่งพื้นที่นี้ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ และเป็นพื้นที่เป้าหมายของพรรค เพราะเคยได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน ในการทำหน้าที่ส.ส. และครั้งนี้เนื่องจากผู้สมัคร โดยนางนฤมล ถือว่ามาจากสมาชิกสภาเขต(สข.) เขตบางกะปิ มีความเข้าใจในปัญหาของพื้นที่ เพราะได้ลงพื้นที่มาอย่างยาวนาน ทำให้มีความมั่นใจและเข้าใจในปัญหาของประชาชนในด้านต่างๆ เป็นอย่างดี จึงอยากฝากให้พี่น้อง เลือกตัวแทนที่มีความเข้าใจ ในการแก้ปัญหาให้เห็นผลอย่างแท้จริง

ขณที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้มอบนโยบายให้ผู้สมัครลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่เป้าหมายที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ซึ่งได้รับฟังปัญหาต่างๆ ที่นางนฤมล ได้นำ เสียงสะท้อนมาเสนอ ต่อคณะกรรมการบริหารถึงความต้องการที่จะได้รับการดูแล และการสนับสนุน ทั้งในเรื่องการหาแหล่งเงินทุน เพื่อประกอบอาชีพที่มั่นคง นับเป็นเรื่องที่หลายคนฝากความหวังไว้กับพรรคพลังประชารัฐ รวมถึงนโยบายทึ่จะช่วยเหลือลดค่าของชีพที่เป็นปัญหาของผู้มีรายได้น้อย

นางนฤมล ผู้สมัครเขต กล่าวว่า วันนี้ได้ดร.นฤมล มาร่วมเดินหาเสียงเพื่อบอกกล่าวกับประชาชน ถึงนโยบายของพรรค ในเรื่องต่างๆ ที่จะทำให้กับพี่น้องประชาชนทั้งการลดค่าของชีพ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของการประกอบธุรกิจใน เขตบางกะปิ ที่มีทั้งย่านธุรกิจ รายเล็ก รายน้อย และยังมีสถาบันการศึกษาหลายแห่ง รวมถึงเป็นชุมทางสัญจรเข้าสู่กรุงเทพชั้นใน ซึ่งมั่นใจว่านโยบายจะเข้าถึงประชาชน เพราะที่ผ่านมาพี่น้องบางกะปิกลุ่มผู้สูงอายุต่างชื่นชอบนโยบายการเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 60 ปีจะได้ 3,000.บาท อายุ 70 บาทปีจะได้ 4,000 บาท อายุ 80 ปีขึ้นไปอายุ 5,000 บาท เพราะเป็นนโยบาย ที่รอคอยและฝากความหวังถ้าพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะทำให้ผู้สูงอายุอยู่อย่างเป็นสุข ลดการพึ่งพาลูกหลานและมีศักดิ์ศรีเป็นของตัวเอง

นอกจากนี้ ยังได้รับเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้นในพื้นที่และนโยบายที่เกี่ยวกับผู้ประกอบการผู้ค้ารายเล็กรายน้อยที่อยากจะได้เงินกู้จากกองทุนประชารัฐ 300,000 ล้านบาท เพื่อต่อยอดธุรกิจหลังจากที่ได้รับผลกระทบจากโควิด19 และต้องปิดกิจการไป ให้สามารถกลับมาประกอบกิจการใหม่อีกครั้ง ซึ่งพปชร.สามารถทำงานให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มที่ เมื่อหัวหน้าพรรคสามารถขึ้น เป็นผู้นำประเทศได้ ก็จะนำมาสู่การแก้ปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นนักประสานให้ทุกหน่วยงาน ที่จะเข้ามาร่วม แก้ปัญหาต่างๆจนสามารถจะพลิกวิกฤตเศรษฐกิจของไทยให้คนไทยมีความเป็นอยู่ที่มีชีวิตที่ดีขึ้น

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 4 พฤษภาคม 2566

“พล.อ.ประวิตร”นำทัพดรีมทีมเศรษฐกิจนำเสนอนโยบายโค้งสุดท้าย ดูแลปากท้องทุกด้าน เน้นย้ำก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่อก้าวข้ามความยากจนพลิกโฉมศก.ไทย

,

“พล.อ.ประวิตร”นำทัพดรีมทีมเศรษฐกิจนำเสนอนโยบายโค้งสุดท้าย
ดูแลปากท้องทุกด้าน เน้นย้ำก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่อก้าวข้ามความยากจนพลิกโฉมศก.ไทย

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร. ) ร่วมแถลงข่าว “สรุปนโยบาย โค้งสุดท้าย สู่การเลือกตั้ง เป็นรัฐบาลประชารัฐ “ นำโดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยนายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค ,นายอุตตม สาวนายน ประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดทำนโยบายพรรค ,นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ที่ปรึกษาคณะกรรมการนโยบายพรรค ,นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมืองพรรค ,นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายพรรค ,นายวราเทพ รัตนากร กรรมการฝ่ายนโยบายพรรค ,นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค ,ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี กรรมการจัดทำนโยบายพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และนายคณิศ แสงสุพรรณ ที่ปรึกษาคณะกรรมการนโยบายพรรค พปชร.

โดยได้ชูนโยบายการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านเศษฐกิจตลอด 45 วันของการหาเสียง ที่ผ่านมา และวันนี้ถือเป็นโค้งสุดท้าย ที่พรรคจะใช้ในการนำเสนอ ลงพื้นที่หาเสียง ที่จะเข้าถึงประชาชน ทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกช่วง ให้ได้รับโอกาสที่ดี มีชีวิตความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพที่มั่นคง และพรรคพร้อมนำนโยบายที่มีอยู่ทั้งหมด สู่การลงมือทำทันที เมื่อได้แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อที่จะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ ซึ่งจะผ่านนโยบาย ก้าวข้ามความขัดแย้ง ขจัดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ นำไปสู่การพลิกฟื้นเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นการพลิกโฉมการบริหารภาครัฐให้มีประสิทธิภาพนำไปสู่การพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน

“ ทั้งนี้ เป้าหมายของการ ก้าวข้ามความขัดแย้ง เป็นเป้าหมายแรก ที่ต้องการให้ประชาชนคนไทยทุกคนมีความรักใคร่ สามัคคี เป็นหนึ่งเดียว ไม่มีความขัดแย้ง เพื่อให้ประเทศเกิดความสงบสุข เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศได้อย่างราบรื่น ซี่งประชาชนทราบดีว่า การที่ประเทศมีความสามัคคี จะเกิดผลดีต่อเศรษกิจ การค้า การลงทุน ไม่หยุดชะงัก การค้าขายราบรื่น หากประชาชนไม่มีการเดินลงบนถนนเพื่อเรียกร้อง ก็จะนำไปสู่การบริหารประเทศอย่างไม่หยุดยั้ง”

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ในทางการเมืองแล้วเป็นสิทธิของทุกคน ใครจะอยู่พรรคไหนก็ได้ เมื่อเราเลือกผู้แทน 400 เขตเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว ก็ให้เป็นหน้าที่ของสภาฯ ดำเนินการทั้งในเรื่อง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนการบริหารประเทศ รัฐบาลก็จะทำหน้าที่สร้างความรุ่งเรือง เมื่อทุกอย่างไม่ติดขัดก็จะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งเชื่อว่าประชาชนทุกคนจะชอบเมื่อเศรษฐกิจกิจดีขึ้น เงินในกระเป๋าดีขึ้น ดังนั้น เมื่อคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในการสร้างความเจริญให้เกิดขึ้นได้ในอนาคต เพราะความรักใคร่ของทุกคนจะทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง

พล.อ.ประวิตร กล่าวยืนยันว่า ทีมเศรษฐกิจของ พปชร. จะทำนโยบายที่ประกาศแล้ทันที ถ้าเป็นรัฐบาล เราจะทำทันทีทุกนโยบาย สามารถทำได้ อีกนโยบายที่ตนถือว่ามีความสำคัญคือ นโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เราจะต้องเอามารวมกัน ต้องมีการป้องกัน ปราบปราม และบำบัดฟื้นฟู จะหางบประมาณก้อนหนึ่งเพื่อดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะ ขอยืนยันว่า ทุกนโยบายของ พปชร. จะทำทันทีถ้าเราได้เป็นรัฐบาล ฝากกับประชาชนทุกคนด้วยว่าช่วยเลือก พปชร.เบอร์ 37 และเลือกผู้สมัครของ พปชร. เพื่อจะได้ดำเนินการในการตามนโยบายที่เสนอกับประชาชนไว้ หวังอย่างยิ่งว่าประชาชนคงจะให้โอกาสสนับสนุน พปชร. เราพร้อมที่จะรับใช้ประชาชน ทำงานเพื่อประชาชน

ในส่วนของก้าวข้ามความยากจน จะเน้นในเรื่อง ที่ทำกิน และแหล่งน้ำ ซึ่งพรรคมีนโยบาย “มีเรามีน้ำไม่แล้ง” โดยดูแลเกษตรกรให้มีความาเข้มแข็ง ซึ่งตนได้ทำเรื่องน้ำมาตลอด 4 ปี จนไม่มีพื้นที่ภัยแล้ง เป็นหนี่งในผลงานความสำเร็จของการร่วมรัฐบาล ที่สามารถให้ประชาชน อยู่ดี กินดี เพิ่มมากขึ้น ฝนตกมาก ส่วนกรณีที่มีฝนตกมาก เกิดน้ำหลาก เราต้องมีการวางแผนทุกพื้นที่ที่จะรับมือ เพื่อไม่ให้ประชาชนไม่เดือดร้อน ซึ่งเป็นปัญหาระยะสั้น ที่รัฐบาลได้มีมาตรการเข้าไป เยียวยา มาอย่างต่อเนื่อง

นายอุตตม กล่าวว่า พรรค มีความพร้อมที่จะนำพาให้พี่น้องประชาชนให้บรรลุผลสำเร็จ โดยเริ่มจากนโยบายสำคัญคือการก้าวข้ามความขัดแย้ง ที่อยู่เหนือทุกนโยบาย ของพรรคถ้าปราศจากความขัดแย้ง ทุกอย่างก็สามารถตอบโจทย์ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน พร้อมมอบอนาคตที่ดีให้กับประชาชน ดังนั้นนโยบายก้าวข้ามความขัดแย้ง เป็นส่วนสำคัญ นโยบายรัฐบาล ทำหน้าที่ส่งเสริมตามภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำทันที เมื่อได้เป็นรัฐบาล ประกอบด้วย 1. กระตุ้นเศรษฐกิจให้พลิกฟื้นจริงทันที 2. เร่งการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีพลัง เต็มศักยภาพ 3. เร่งรัดสร้างฐานรากการพัฒนาพลิกโฉมประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั่วถึง ให้มีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง โดย “เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เพื่ออนาคตที่ดีของคนไทย”

“ 3 ภารกิจหลัก ที่ต้องทำทันที กระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นอย่างแท้จริง ปัญหาปากท้อง เป็นเรื่องใหญ่ของพี่น้องประชาชนหลายปีที่ผ่านมาเราเร่งรัดการวางพื้นฐานการพัฒนาให้ยั่งยืนให้คนไทยสามารถแก้ปัญหาที่สะสมมา ซึ่ง พปชร. เรามุ่งการแก้ปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ พรรคพลังประชารัฐพร้อมจะแก้ปัญหาทุกอย่างเพื่อความเป็นธรรม แก้ไขเรื่องหนี้สินอย่างครบวงจร เติมทุนใหม่ เพิ่มโอกาสใหม่ เพิ่มทักษะให้พี่น้องประชาชนมีโอกาสที่จะทำมาหากิน เร่งขยายธุรกิจให้ความสำคัญสูงสุดในการขยายตัวตั้งแต่ฐานรากตั้งแต่ชุมชนเข้มแข็ง หมู่บ้านเข้มแข็ง ภาคเกษตรเป็นเรื่องใหญ่ วันนี้เราพร้อมเติมทุนให้พี่น้องเกษตรกร 30,000 บาทต่อครอบครัว เพื่อใช้ในการลงทุนค่าใช้จ่าย เอาเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อให้คนไทยมีความเข้มแข็ง มีความเท่าเทียมทั่วถึง

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า เรื่องการสร้างความเข้มแข็งนั้น สิ่งแรกที่เราจะทำ คือ ใช้โครงสร้างกองทุนหมู่บ้าน จะดำเนินโครงการที่ พปชร.เคยทำมาแล้วในอดีต จะผลักดันกองทุนละ 2 แสนบาท ภายใต้งบประมาณ 1 แสนล้านบาท เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ส่วนภาคเกษตร เราจะลดค่าใช้จ่าย คือ แก้ปัญหาปุ๋ยแพงทันที โดยโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง จัดตั้งกองทุนปุ๋ยประชารัฐ

นอกจากนี้ จะให้ทุนการเพาะปลูก 30,000 บาท ครอบคลุม 8 ล้านครัวเรือน รวมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการเกษตร คือ เขตเศรษฐกิจพิเศษปาล์มน้ำมัน ส่วนนโยบายด้านสาธารณสุข จะเน้นสาธารณสุขเชิงป้องกันมากกว่าการรักษา โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามา มี รพ.สต.เป็นฐานหลัก

นายสนธิรัตน์กล่าวว่า พลังประชารัฐมีนโยบายที่เป็นรูปธรรมจากสิ่งที่ทำในสิ่งแรกจะใช้ศักยภาพของกองทุนหมู่บ้านที่มีอยู่ครอบคลุม 13,000,000 คนพลังประชารัฐจะดำเนินการอยู่แล้วและเพิ่มเติมอีก 200,000 บาทเพื่อสร้างความเข้มแข็งของฐานรากโดยจะไปต่อยอดให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่

ภาคเกษตรมีประชากรอยู่ 10,000,000 คนที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดโดยการลดค่าใช้จ่ายแก้ปุ๋ยแพงทันที ปุ๋ย 50% เพื่อลดค่าใช้จ่ายราคาผลผลิตทางการเกษตรหากต้นทุนแพงก็จะไปไม่ได้ กองทุนก็ต้องมาดูแลเพิ่มเสถียรภาพให้มีการตั้งตัวที่ดีระยะยาว

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า เรื่องการสร้างความเข้มแข็งนั้น สิ่งแรกที่เราจะทำ คือ ใช้โครงสร้างกองทุนหมู่บ้าน จะดำเนินโครงการที่ พปชร.เคยทำมาแล้วในอดีต จะผลักดันกองทุนละ 2 แสนบาท ภายใต้งบประมาณ 1 แสนล้านบาท เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ส่วนภาคเกษตร เราจะลดค่าใช้จ่าย คือ แก้ปัญหาปุ๋ยแพงทันที โดยโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง จัดตั้งกองทุนปุ๋ยประชารัฐ นอกจากนี้ จะให้ทุนการเพาะปลูก 30,000 บาท ครอบคลุม 8 ล้านครัวเรือน รวมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการเกษตร คือ เขตเศรษฐกิจพิเศษปาล์มน้ำมันจะเป็นเรื่องแรก ส่วนนโยบายด้านสาธารณสุข จะเน้นสาธารณสุขเชิงป้องกันมากกว่าการรักษา โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามา มี รพ.สต.เป็นฐานหลัก

นายมิ่งขวัญ กล่าวว่า เรามีปัญหาค่าครองชีพ ทุกคนเดือดร้อนกันหมด เริ่มจากน้ำมัน พปชร.จะลดราคาน้ำมันเบนซินลิตรละ 18 บาท ดีเซลลดลิตรละ 6.30 บาท ไม่ว่าน้ำมันโลกจะขึ้นหรือลง เมื่อ พปชร.ได้ขึ้นเป็นรัฐบาลจะทำทันที ส่วนเรื่องแก๊ส หลังวันเลือกตั้งถ้า พปชร.ได้ขึ้นมาบริหารจัดการ ราคาค่าไฟฟ้าครัวเรือนจะอยู่ที่ 2.50 บาทต่อหน่วย ค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมจะอยู่ที่ 2.70 บาทต่อหน่วย พปชร.จะทำให้ค่าครองชีพลดลง นอกจากนี้ จะผลักดันนโยบายเบี้ยผู้สูงอายุ โดยอายุ 60 ปีขึ้นไป จะได้เบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 บาท อายุ 70 ปี ขึ้นไปได้ 4,000 บาท อายุ 80 ปีขึ้นไป ได้ 5,000 บาท ทั้งนี้ เหลืออีก 10 วันจะเลือกตั้งแล้ว ขอให้คนไทยใจเย็นๆ ใจร่มๆ ฟังดรีมทีมเศรษฐกิจของเรา และถามตัวเองว่าใช่สิ่งที่ท่านต้องการหรือไม่ ถ้าใช่ขอให้เลือกเบอร์ 37 ด้วย

นายสันติ กล่าวว่า สำหรับนโยบาย”อีสานประชารัฐ” อีสานเป็นภาคที่มีความสำคัญ เป็นภาคที่มีประชากรมากที่สุด มีพื้นที่ทำเกษตรกรรมจำนวนมากและมีแรงงานมากที่สุด ถ้าพัฒนาอีสานได้จะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่ตลาดโลก เป็นความคิดที่จะดูแลภาคอีสาน เป็นความตั้งใจที่ชาญฉลาดในการพัฒนาประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวอีสาน อีสานประชารัฐคือ การพัฒนาอีสาน เริ่มต้นจากการที่จะมีโครงการรถไฟความเร็วปานกลางวิ่งตั้งแต่ จ.บึงกาฬ มาถึงภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่อีอีซี

นายคณิศ กล่าวว่า นโยบายของ พปชร.คือ ไม่แจกเงินคนรวย เพื่อให้ทุกคนกลับฟื้นคืนมา ก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน ทั้งนี้ สำหรับนโยบายระยะยาวนั้น เราจะทำเขตพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนภาคใต้ ใน 5 จังหวัด ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับการตอบรับดี ไม่ได้ทำร้ายใคร แต่ทำให้ทุกคนดีขึ้น ตอนนี้เราทำวางแผนกันไว้แล้ว

นายธีระชัย กล่าวว่า นโยบายเหล่านี้ต้องมีการใช้เงิน หลายคนถามว่าเราจะหาแหล่งเงินมาใช้อย่างไร เรามีนโยบายที่สร้างรายได้ให้กับประเทศและประชาชนนอกจากกลไกการลงทุน คือ วิธีไฟแนนซ์นโยบาย ได้แก่ 1.โยกมาจากงบประมาณประเภทอื่น 2.ปฏิรูปภาษี 3.มาจากการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ และ 4.ถ้างบประมาณไม่เพียงพอ จำเป็นต้องเพิ่มหนี้สาธารณะ ในส่วนของหนี้สาธารณะยังสามารถบริหารจัดการได้ ถ้าเพิ่มไปบ้างสามารถบริหารจัดการได้ถ้าเรามีนโยบายที่เพิ่มรายได้อย่างเหมาะสม แต่เราจะต้องได้คะแนนเสียงพอเพื่อจับมือกันแก้กฎหมาย หรือยกระดับในเรื่องการบริหารหนี้สาธารณะชั่วคราว

นายธีระชัย กล่าวว่า สำหรับไฟแนนซ์จากการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ มีการคำนวณว่า ในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 700 บาทต่อเดือน จะก่อให้เกิดการหมุนเวียน 735,336 ล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจมหภาคขยายตัวได้ 0.6% ต่อปี นโยบาย เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียน 3 ล้านล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจมหภาคขยายตัวได้ 2.5% ต่อปี นโยบาย 8 ล้านครอบครัว จะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียน 1.4 ล้านล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจมหภาคขยายตัวได้ 1.2% ต่อปี นโยบายโซลาร์รูฟทอป จะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียน 7.2 แสนล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจมหภาคขยายตัวได้ 0.6% ต่อปี นโยบาย 1 อบต. 1 โซลาร์ฟาร์ม จะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียน 7.2 แสนล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจมหภาคขยายตัวได้ 0.6%ต่อปี นโยบายเปลี่ยนรถน้ำมันเป็นรถไฟฟ้า จะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียน 1.2 ล้านล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจมหภาคขยายตัวได้ 1% ต่อปี จัดตั้งองค์กรทรัพยากรพลังงานแห่งชาติ ให้เป็นผู้รับประโยชน์จากสัมปทานแหล่งก๊าซและน้ำมันที่จะทยอยหมดอายุลง โดยภายใน 4 ปี รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นปี 1 แสนล้านบาท เสริมเข้ามาเป็นงบประมาณแผ่นดิน

ศ.ดร. นฤมล กล่าวว่า สำหรับนโยบายเศรษฐกิจใน กทม. จากการลงพื้นที่ กทม. สิ่งที่พี่น้องกทม.ต้องการคือ การพัฒนาคุณภาพชีวิต การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องไม่ใช่นโยบายหรือแผนนโยบายที่ทำระยะสั้น เปลี่ยนรัฐบาลและทิ้งเขาไป นโยบายกทม. จะต่อยอดสิ่งที่ พล.อ.ประวิตรทำเอาไว้คือ ที่อยู่อาศัย จะทำบ้านประชารัฐต่อไป โดยไม่ต้องใช้งบประมาณจากรัฐบาล แต่ใช้การร่วมทุนกับเอกชน ส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัล ส่วนเรื่องการพัฒนาการยั่งยืนนั้น จะใช้กลไกกองทุนธุรกิจเพื่อสังคม สามารถทำได้ทันที จะใช้เม็ดเงินระดมทุนจากตลาดทุนส่งเสริมให้เกิดธุรกิจเพื่อสังคม

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 4 พฤษภาคม 2566

“ชัยวุฒิ” ลงพื้นที่ตลาดวัดแขก ช่วย “สฤษดิ์” พปชร.พร้อมช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพ แนะคนเรุ่นใหม่เปิดรับความเห็นต่างได้ให้ไทยเดินหน้าผ่านนโยบายที่เป็นประโยชน์กับทุกคน

,

“ชัยวุฒิ” ลงพื้นที่ตลาดวัดแขก ช่วย “สฤษดิ์” พปชร.พร้อมช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพ
แนะคนเรุ่นใหม่เปิดรับความเห็นต่างได้ให้ไทยเดินหน้าผ่านนโยบายที่เป็นประโยชน์กับทุกคน

วันที่ 4พ.ค.66 ที่ตลาดวัดแขก ถนนสีลมซอย20 พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเป็นรองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่วอนขอคะแนนเสียงให้ ดร.สฤษดิ์ ไพรทอง ผู้สมัครส.ส.กทม.เขต1 เบอร์11 ซึ่งมีประชาชนร่วมขอถ่ายรูปและรับฟังปัญหา พร้อมชูนโยบาย ลดค่าครองชีพ การฟื้นตัวของการค้าขาย เศรษฐกิจ และปรับโครงสร้างพลังงาน

นายชัยวุฒิ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มาเดินตลาดวัดแขก พบว่าประชาชนสนับสนุนนโยบายพรรค พปชร.ในเรื่องการลดค่าครองชีพ ค่าก๊าซหุงต้ม จะลดให้เหลือ 250 บาทต่อถัง ซึ่งเป็นนโยบายที่ประชาชนให้การตอบรับมาก เนื่องจากพ่อค้า-แม่ค้า ต้องใช้แก๊สในการประกอบอาหาร และมีเรื่องของค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของทุกคน ซึ่งพรรคมีนโยบายที่จะปรับลดและปรับโครงสร้างราคาพลังงาน โดยจะทำให้เหลือ 2.50 บาท/หน่วย สำหรับครัวเรือน รวมถึงค่าน้ำมันและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่สำคัญจะต้องมีนโยบายเติมเงินให้กับประชาชน เพราะว่าตอนนี้ประเทศไทยพบกับปัญหาสินค้าราคาแพง ส่วนใหญ่ต้องเงินลงทุน เพื่อไปทำทุนเพิ่ม โดยทางพรรค พปชร.จะช่วยเหลือคนที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละ 30,000 บาท เพื่อไปทำทุน ประกอบอาชีพ

อย่างไรก็ตาม พปชร. ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน พปชร. ได้จัดให้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และลดราคาพลังงาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายของประชาชน เรื่องนี้ประชาชนได้ประโยชน์ทุกคน ซึ่งจะนำไปสู่การ ‘ลดภาวะเงินเฟ้อ’ ดังนั้น หากประชาชนเลือก “ผู้แทน” แล้วไปทำนโยบายที่ไกลเกินไป ทำไม่ได้และทำให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งจะทำให้บ้านเมืองมีปัญหาได้ นี่คือสิ่งที่พรรค พปชร.เป็นห่วงมาก อยากให้บ้านเมืองสงบสุข พร้อมหาทางออกให้ทุกคนมาร่วมพูดคุยกัน ต้องการแก้ไขปัญหาด้านไหนก็มาพูดคุยกันดีๆ เพื่อหาทางออก ส่วนตัวเชื่อว่าคนไทยที่คิดต่างกัน สามารถหาทางออกด้วยกันได้แน่นอน และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะมาช่วยประสานให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไปได้

ส่วนประเด็นไข่ต้ม ที่มีบางพรรคการเมือง นำมาใช้โจมตีในเวที’ดีเบต ‘เรื่องนี้มองว่าเป็นการบูลลี่หรือไม่นั้น ทุกคนมีความเชื่อที่แตกต่างกัน ส่วนตัวอยากสะท้อนให้เห็นว่า ความจริงมีหนึ่งเดียว ทุกคนรับประทานไข่ต้มทุกวัน และไข่ต้มเป็นอาหารทั่วไป ไม่มีชนชั้น แต่ก็มีการไปบูลลี่ ทำให้ไข่ต้มกลายเป็นสิ่งไม่ดี “ผมจึงออกมาเซฟไข่ต้ม” ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องการเมืองอะไร เพียงแต่ต้องการสะท้อนให้เด็กรู้จักความพอเพียง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักชีวิตที่ไม่ต้องหรูหราหรืออยู่สบายทุกวัน อยู่ง่ายกินง่าย ‘ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ควรจะสอนกันถูกไหม’แต่บางคนไปบูลลี่ ทำให้มันเป็นสิ่งที่เสียหาย ส่วนตัวอยากให้มองที่หลักคิดความเป็นคนไทย และนี่คือ concept ของไข่ต้มที่อยากให้ทุกคนเข้าใจ ‘เด็กรุ่นใหม่ไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ติดค่านิยม วัตถุนิยมมากเกินไป อยากให้ทุกคนช่วยกันคิดให้ประเทศชาติดีขึ้น ถ้าทุกคนช่วยกันทำหน้าที่ให้ดี ประเทศเดินหน้าได้แน่นอน ด้วยความพร้อมของทรัพยากรทุกๆอย่าง ซึ่งจะทำให้ทุกคน อยู่อย่างมีความสุขได้แน่นอน ส่วนกรณีที่บางพรรคการเมืองต้องการยกเลิกมาตรา 112 เรื่องนี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อประชาชน แล้วคนส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยกับเรื่องเหล่านี้ เพียงแต่ไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม อยากฝากความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในกรุงเทพมหานคร ว่า พรรค พปชร.จะเป็นพรรคหลัก ที่จะมาดูแลชาวกรุงเทพฯ ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น มีนโยบายดีๆหลายอย่างที่จะมาช่วยประชาชน ซึ่งมั่นใจได้ว่าพรรค พปชร.จะดูแลบ้านเมืองนี้ให้สงบสุข ประชาชนอยู่ดีกินดีและสามารถเดินหน้าไปได้อย่างแน่นอน ชัยวุฒิ กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 4 พฤษภาคม 2566

“สนธิรัตน์” ปราศรัยกาญจนบุรีบ้านเกิด ช่วย “ชูเกียรติ จีนาภักดิ์” เขต 2 เบอร์ 3 ย้ำหัวใจ “พลังประชารัฐ” ก้าวข้ามความขัดแย้ง ชู “บิ๊กป้อม” เหมาะสมนั่งนายกฯ มากที่สุด

,

“สนธิรัตน์” ปราศรัยกาญจนบุรีบ้านเกิด ช่วย “ชูเกียรติ จีนาภักดิ์” เขต 2 เบอร์ 3 ย้ำหัวใจ “พลังประชารัฐ” ก้าวข้ามความขัดแย้ง ชู “บิ๊กป้อม” เหมาะสมนั่งนายกฯ มากที่สุด

วันที่ 3 พ.ค. 2566 ที่สนามกีฬาเทศบาลท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง พรรคพลังประชารัฐ ร่วมเวทีปราศรัยย่อย จ.กาญจนบุรี ช่วยนายชูเกียรติ จีนาภักดิ์ ผู้สมัคร ส.ส. กาญจนบุรี เขต 2 เบอร์ 3 พรรคพลังประชารัฐ โดยมีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมฟังปราศรัยเป็นจำนวนมาก โดยนายสนธิรัตน์ กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ปราศรัยวันนี้ ตนไม่ได้มาคนเดียว แต่มาพร้อม พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เป็นต้น ตนเดินทางปราศรัยมาทั่วประเทศ แต่วันนี้ยอมรับว่าตื่นเต้นที่จะได้มาปราศรัยที่จังหวัดบ้านเกิดของตัวเอง เพราะคนเราเกิดมาไม่ว่าจะไปเติบโตที่ไหน แต่บ้านเกิดต้องอยู่ในหัวใจ อย่างไรก็ตาม พี่น้องทุกคนมีความสำคัญต่ออนาคตประเทศไทย อาจจะมองว่าการเลือกตั้งที่จะถึงนี้แค่ไปกาบัตร แต่รู้หรือไม่ว่าพี่น้องคือส่วนหนึ่งที่จะกำหนดอนาคตประเทศไทย หนึ่งเสียงของพี่น้องจะมีคุณค่าอย่างยิ่งต่ออนาคตลูกหลาน เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังการเลือกตั้งอาจจะยากในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งพรรคพลังประชารัฐมองเห็นปัญหาของบ้านเมืองกำลังรออยู่ ดังนั้นเราไม่ต้องการเห็นความขัดแย้ง ไม่อยากเห็นลูกหลานเดือดร้อน ไม่อยากเห็นพี่น้องประชาชนทำมาหากินลำบาก เพราะหากตีกันเมื่อไหร่เราก็เดินหน้าอะไรไม่ได้ ดังนั้น พรรคพลังประชารัฐ จึงอาสามาเป็นกาวใจให้คนไม่ตีกัน เราประกาศชัดเจนว่าจะก้าวข้ามความขัดแย้ง ซึ่งถือเป็นหัวใจของพรรค เรามีหัวใจดวงเดียวกันที่จะพาประเทศออกจากความขัดแย้ง พร้อมเป็นกาวใจ และเป็นตัวเชื่อมโยงให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้

“พรรคพลังประชารัฐอาสามาเป็นตัวเลือกก้าวข้ามความขัดแย้ง และมีพรรคเดียวที่จะทำหน้าที่นี้ได้คือพรรคพลังประชารัฐ เบอร์ 37 ใครมาหาเสียงก็บอกตัวเองดี ตัวเองเด่น แต่ความมุ่งมั่นของเราจะสำเร็จไม่ได้ หากไม่มีหัวหน้าพรรค ไม่มีผู้นำพรรคที่ชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค วันนี้ถามว่า ในบรรดาพรรคการเมืองทุกพรรค ใครคือว่าที่นายกรัฐมนตรีที่สามารถเชื่อมโยงทุกคนได้มากที่สุด ใครคือว่าที่นายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง มีบารมีสูงสุดที่จะคุยกับทุกพรรค ใครเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีที่มีประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดินยาวนานมากที่สุด และน่าเชื่อถือที่สุด นั่นคือ พล.อ.ประวิตร อย่างไรก็ตาม วันนี้ตนมาเพื่อขอคะแนนความไว้วางใจพี่น้องเขต 2 และทุก ๆ เขตของ จ.กาญจนบุรี การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่จะกาพรรคอะไรก็ได้ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถ้าตัดสินใจผิด เลือกพรรคผิด เลือกคนผิด บ้านเมืองจะกลับไปสู่ความขัดแย้ง จึงอยากขอความไว้วางใจจากพี่น้องชาวกาญจนบุรี วันที่ 14 พ.ค. กาเบอร์ 37 นำพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง ไปด้วยกัน” นายสนธิรัตน์ กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 4 พฤษภาคม 2566