โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ทางเลือกใหม่ของการเมืองไทย ก้าวข้ามความขัดแย้ง สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน

ป้ายกำกับ: ข่าวกิจกรรมพรรค

พปชร.อึ้ง งบ soft power 5 พันกว่าล้าน ได้แค่กางเกงช้าง 77 จังหวัด

,

พปชร.อึ้ง งบ soft power 5 พันกว่าล้าน ได้แค่กางเกงช้าง 77 จังหวัด

        วันที่ 23 มี.ค. 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า “ตามที่ น.ส. แพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ได้ทำการโปรโมทกางเกงลายแต่ละจังหวัด 77 จังหวัด โดยคิดว่าเป็นซอฟพาวเวอร์ของประเทศไทยในการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568 ที่ผ่านมานั้น  โดยนายกรัฐนตรี ภาคภูมิใจผลงานกางเกง77 ลาย 77 จังหวัด และถิอว่าเป็น soft power ที่สำคัญของประเทศไทย
       เรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นความสามารถในการเข้าใจทฤษฎี soft powerยังไม่ดีพอ  รัฐบาลต้องศึกษาให้เข้าใจ  คิดให้ครอบคลุมทั้งระบบ อย่างเช่นที่ผ่านมา กางเกงช้าง ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของไทยอย่างหนึ่ง  แต่ปรากฎว่า มีการก๊อปปี้ เลียนแบบจากต่างประเทศ แถมราคาถูกกว่าทำให้พ่อค้าแม่ค้าไทย ไม่ได้ประโยชน์ อะไรเลย  ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลมีแนวทางในการป้องกันการก๊อปปี้หรือลอกเลียนแบบ   ตลอดจนไม่มีแนวทางที่ทำให้พ่อค้าแม่ค้าคนไทยได้ประโยชน์  แต่กลับขยายเป็นกางเกงแต่ละจังหวัด 77 จังหวัด แทน    ถ้ามีเวลาจะหาหนังสือที่โปรเฟสเซอร์ โจเซฟ ไนย์ (Joseph S. Nye) เขียนไว้  เช่น “Soft Power: The Means to Success in World Politics“ หรือ”The Future of Power”ส่งไปให้ท่านนายก ฯได้ลองอ่านดู เผื่อรัฐบาลจะได้เข้าใจเรื่อง soft power มากขึ้น  
           ซึ่งในขณะนี้ประเทศต่างๆได้พัฒนาซอฟพาวเวอร์ของตัวเองไปไกลแล้ว  จะสังเกต เห็นได้ว่า  ซอฟพาวเวอร์ทางด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film) มี ซีรี่ส์ จีน และเกาหลี ตลอดจนซีรี่ส์อินเดียกำลังมาแรงในตลาดภาพยนตร์ในประเทศไทย  ส่วน ซอฟพาวเวอร์จากต่างชาติทางด้าน อาหาร และเครื่องดื่ม (Food and Beverage) ที่บุกมาตลาดไทย  ไม่ว่าจะเป็น MIXUE,CHAGEE,HeyTea,WeDrink หรือBing Chun ยึดตลาดอาหารและเครื่องดื่มไทยเรียบร้อยแล้ว  ส่วน รัฐบาลไม่ได้มีแนวทางหรือมาตรการใดๆ ที่จะปกป้องหรือช่วยเหลือหรือส่งเสริมผู้ประกอบการ ทั้งเก่าและรายใหม่ของประเทศไทยแต่อย่างใด
          ตอบข้อซักถามกรณีที่ฝ่ายรัฐบาลคุยว่า จะมีเสียงฝ่ายค้านยกมือสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล  พล.ต.ท.ปิยะฯ กล่าวว่า “ถ้า สส.ซื้อได้ด้วยเงิน ยอมขายเสียง ขายตัว ขายศักดิ์ศรี แล้วประชาชนจะหวังพึ่งใคร ประชาชนต้องจดจำใครเป็น สส.ขายคัว  ขายศักดิ์ศรี จะได้ไม่เลือกมาในคราวหน้า  ประชาชนตัดสินได้ครับ  ว่า สส.ที่เขาเลือกมาเป็นอย่างไร”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 มีนาคม 2568

“พล.อ.ประวิตร“ แสดงภาวะผู้นำสอนมวย ”แพทองธาร“ประเทศชาติไม่ใช่เวทีให้มือสมัครเล่นมาซ้อมมือ  ชี้ ทำให้ปชช.หนี้ท่วมหัว หุ้นดิ่งเหว ความเชื่อมั่นของประเทศถดถอย

,

“พล.อ.ประวิตร“ แสดงภาวะผู้นำสอนมวย ”แพทองธาร“ประเทศชาติไม่ใช่เวทีให้มือสมัครเล่นมาซ้อมมือ  ชี้ ทำให้ปชช.หนี้ท่วมหัว หุ้นดิ่งเหว ความเชื่อมั่นของประเทศถดถอย

 เมื่อเวลา 09.10 น.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)กล่าวเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีพฤติการณ์อันไม่อาจไว้วางใจ      ให้บริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป คือการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ ที่ผิดพลาดล้มเหลว วันนี้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน ปัญหาปากท้องไม่ได้รับการแก้ไข อย่างที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นสัญญา พนักงานถูกเลิกจ้าง บริษัทปิดกิจการจำนวนมาก      ประชาชนหนี้ท่วมหัว ทั้งในระบบและนอกระบบ หนี้ครัวเรือนสูงถึง 104 % ราคาข้าวและพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ตลาดหุ้นดิ่งเหวในรอบ 3 ปีรัฐบาลไม่มีแนวทางอะไร ที่แก้ปัญหาปากท้องให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

  “ผมพยายามเอาใจช่วยนายกรัฐมนตรีให้แก้ปัญหาปากท้องให้กับพี่น้องคนไทยให้สำเร็จ เพราะเห็นว่านายกรัฐมนตรี เคยบริหารธุรกิจมาก่อน คงมีประสบการณ์ที่จะมาช่วยประเทศชาติได้ แต่ปรากฎว่า นายกรัฐมนตรีไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้น ซ้ำยังถอยหลังไปอีก จนจีดีพีของไทยรั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียน และที่สำคัญ คือ การตัดสินใจที่ผิดพลาด ขาดความรู้ ความเข้าใจ เรื่องเศรษฐกิจ ด้วยการตัดงบประมาณนับแสนล้านบาท ที่ควรอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ไปใช้ แจกเงินหมื่น ซึ่งธนาคารโลกและ กองทุนIMF ได้ออกมาเตือนแล้วว่า การแจกเงินหมื่นไม่ได้ผล แต่ควรกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ แทน ถ้านายกรัฐมนตรีได้ศึกษาข้อมูลเศรษฐกิจอย่างรอบคอบในทุกด้าน วันนี้คนไทยจะไม่ลำบาก ทุกข์ใจ ในเรื่องปากท้องอย่างแสนสาหัส”พล.อ.ประวิตร กล่าว
 
 พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า ตนเป็นห่วงประเทศชาติอย่างมาก และไม่สบายใจต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง คือเรื่องของ MOU 44 ที่วันนี้ท่านพาประเทศชาติไปสู่ความเสี่ยง เรื่องการสูญเสียดินแดน  และทรัพยากรทางทะเลมูลค่ามหาศาล และที่น่าเศร้าใจ คือ ลูกเรือประมงไทยที่นายกรัฐมนตรีรับปากว่าจะพากลับประเทศแต่ผ่านมา 4 เดือนแล้ว         ก็ยังไม่ได้กลับ

 ในฐานะที่ตนทำงานด้านความมั่นคงมาตลอดทั้งชีวิต ตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารบก รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตนทราบดีว่า การดำเนินงานด้านความมั่นคงไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจในหลายมิติมาก ตนเห็นใจนายกรัฐมนตรี ที่ต้องเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องที่ท่านไม่มีประสบการณ์ วันนี้ประเทศชาติไม่ใช่เวที ให้มือสมัครเล่น มาซ้อมมือ
 
 พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวต่อว่า การบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะร่างกฎหมายประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือที่เรียกกันว่า เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่รัฐบาลพยายามจะผลักดัน มันมีช่องให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องได้อย่างมาก ตนขอย้ำว่า โครงการนี้อันตรายอย่างที่สุด เพราะจะทำให้เกิดธุรกิจสีเทาตามมาอีกมาก ซึ่งทุกวันนี้ การปล่อยปละละเลยในเรื่องต่างๆก็ส่งผลให้ไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงินของธุรกิจสีเทา และปัญหาอาชญากรรมมากมายอยู่แล้ว นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังขาดคุณสมบัติตาม รธน.มาตรา 160 ( 4 )(5)ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะเรื่องการถือหุ้น บริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ตลอดจนการปล่อยปละละเลย ให้บุคคลในครอบครัวกระทำการให้เกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน
ซึ่งเรื่องนี้ตนขอให้เป็นหน้าที่ตรวจสอบขององค์กรที่เกี่ยวข้องต่อไป ผลเป็นเช่นไร ตนเชื่อว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินท่านเอง
 
 ”ทั้งหมดที่ผมกล่าวมา ไม่ใช่การกล่าวด้วยอคติ แต่ข้อมูลหลักฐานต่างๆ สส. พรรคพลังประชารัฐอีก 4 คนจะนำเสนอในรายละเอียดต่อไป ผมขอขอบคุณ สส.ทุกท่านในที่นี้ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี และประชาชนทุกคน ที่รับฟังในสิ่งที่ผมพูด ผมเป็นคนพูดไม่เก่ง อาจไม่กระฉับกระเฉงเท่าตอนเป็นหนุ่มๆ ผมจึงใช้ ใจบันดาลแรงในการบริหารประเทศให้สำเร็จมาได้หลายอย่าง ส่วนนายกรัฐมนตรีเป็นคนหนุ่มสาวที่ยังมีแรง ผมเชื่อว่าถ้าท่านบริหารประเทศด้วยสติปัญญา มีความอ่อนน้อม แต่หนักแน่นในหลักการ ยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าครอบครัวพวกพ้อง ผมเชื่อว่าประชาชน จะชื่นชมและยอมรับท่านเอง ขอให้โชคดีครับ“พล.อ.ประวิตร กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 มีนาคม 2568

“พิมพ์พร”จี้ “แพทองธาร”แจงบัญชีทรัพย์สินให้ชัด ถาม มีเจตนาผ่องถ่ายทรัพย์สินให้ญาติหรือไม่ บอกหาภงด.94 ไม่เจอ เข้าข่ายไม่เสียภาษี ?

,

“พิมพ์พร”จี้ “แพทองธาร”แจงบัญชีทรัพย์สินให้ชัด ถาม มีเจตนาผ่องถ่ายทรัพย์สินให้ญาติหรือไม่ บอกหาภงด.94 ไม่เจอ เข้าข่ายไม่เสียภาษี ?

 เมื่อเวลา 09.30 น.น.ส.พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ สส.เพชรบูรณ์ เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีว่า เรื่องนิติกรรมที่เป็นข้อสงสัยต่อสาธารณะ การยื่นแสดงในทรัพย์สินและหนี้สินของนายกฯ ซึ่งบัญชีแสดงรายการหนี้สินอื่นจำนวนกว่า 4,434 ล้านบาท หนี้สินนี้ประกอบไปด้วยหนี้ตามต่อสัญญาใช้เงินเพื่อชำระค่าหุ้นให้กับพี่น้องเครือญาตและบุคคลในครอบครัวของนายกฯ    ซึ่งจากการตรวจสอบตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว ทั้ง 9 ฉบับเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559 ล้วนเป็นตัวสัญญาใช้เงินที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ชำระหนี้คืนและไม่มีการคิดดอกเบี้ย

 “กรณีนี้ดิฉันไม่เข้าใจว่า นายกรัฐมนตรีมีเจตนาที่จะผ่องถ่ายทรัพย์สินโอนหุ้น กันระหว่างเครือญาติหรือไม่ เพราะโดยปกติในการกู้ยืมเงินกัน หรือการซื้อขายกันหากมีการกู้ยืมเงินกันจริงก็ต้องมีการกำหนดระยะเวลาใช้คืน และมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ ซึ่งตั๋วเงินสัญญาในลักษณะนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ระบุว่าหากเป็นการกู้ยืมการระหว่างบุคคลและไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยกันไว้ สามารถเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมายได้ร้อยละ 3 บาทต่อปี ซึ่งในลักษณะตัวสัญญาใช้เงินจำนวนดังกล่าว หากคิดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จะคิดดอกเบี้ยได้เป็นจำนวนเงินถึง 132 ล้านบาท ต่อปี ซึ่งรัฐสามารถเก็บภาษีต่อเนื่องได้อีกเป็นจำนวนเงินหนึ่ง”น.ส.พิมพ์พร กล่าว

 น.ส.พิมพ์พร กล่าวว่า เงินจำนวนนี้อาจจะไม่ได้มากนัก แต่หากเงินจำนวนนี้ตกไปในพื้นที่ถิ่นทุรกันดารแบบที่ประชาชนรอคอยความช่วยเหลือ เงินจำนวนนี้ก็จะสามารถสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับพี่น้องในพื้นที่ได้ และจากการตรวจสอบเอกสารภาษีในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและใช้หนี้สิน กลับไม่พบการตั้งหนี้ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเอาไว้และไม่พบรายจ่ายสำหรับภาษีเงินได้ที่แจ้งเอาไว้เช่นกัน ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่า การกู้เงินตามตั๋วสัญญา      ดังกล่าวนี้เป็นการทำนิติกรรมที่อาจทำให้รัฐเสียหายจากรายได้ภาษีหรือไม่ และบทบัญญัติประมวลรัษฎากรมาตรา 39 คือเงินได้พึงประเมิน ย่อมหมายถึงตัวเงินที่เป็นตัวเงิน รวมถึงทรัพย์สินและประโยชน์อย่างอื่นที่อาจประเมินมูลค่าเป็นตัวเงินได้ ฉะนั้น ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวที่เกิดจากการได้รับหุ้นก็ต้องถือเป็นเงินได้พึงประเมินเช่นเดียวกัน ส่วนประเด็นความผิดที่อาจจะเกิดขึ้นจากตัวสัญญาใช้เงินกว่า 4,434 ล้านบาท ซึ่งหากมองในแง่ของการทำธุรกรรมกรณีดังกล่าวอาจจะไม่ชี้ชัดว่าขัดต่อเรื่องข้อกฎหมายในข้อใดอย่างชัดเจน แต่หากมองในเรื่องของจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งหากนายกฯจะสามารถชี้แจงได้ก็คงเป็นประโยชน์กับสาธารณะ

 น.ส.พิมพ์พร กล่าวต่อด้วยว่า เรื่องการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนายกฯ ซึ่งเอกสารได้แสดงถึงรายได้และรายจ่ายต่อปีโดยประมาณ และรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สิน ซึ่งรายการดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามกฎหมายตามประมวลรัษฎากรมาตราที่ 40 (5) ซึ่งผู้มีเงินได้ตามรายการดังกล่าวนั้นจะต้องยื่นแบบแสดงรายการการเสียภาษีด้วยแบบ ภงด.94 นั่นหมายความว่าการที่นายกฯ ได้แสดงรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สินแต่กลับไม่พบแบบแสดงรายการภาษี ภงด.94 ปรากฏอยู่ในเอกสารประกอบรายการทรัพย์สินที่นายกฯ ยื่นไว้ ที่พบเพียงภงด.90 และ 91 ซึ่งหากนายกฯไม่ได้ยื่นภงด.94  อาจจะเข้าข่ายความผิดต่อหน้าที่ของบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 50 (9) นั่นคือหน้าที่ของปวงชนชาวไทยที่ต้องเสียภาษีตามที่กฎหมายบัญญัติ และในกรณีดังกล่าวอาจจะไม่ได้มีความผิดร้ายแรงหากนายกฯ ได้ยื่นเพิ่มเติมหลังจากตรวจสอบเสียภาษี เสียเงินเพิ่ม และเสียเบี้ยปรับไปแล้ว แต่อย่างไรก็ดีการที่ท่านเป็นนายกฯ นั่นหมายความว่าท่านต้องมีความละเอียดรอบคอบให้มากที่สุด เนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดินการตัดสินใจที่ผิดพลาด ขาดความละเอียดรอบคอบนั้น อาจจะนำพาให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายได้เช่นกัน

 “การเปลี่ยนแปลงการโอนหุ้น ตนตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อมีการโอนหุ้นเกิดขึ้นแล้วการโอนหุ้นนี้กลับไม่ปรากฏรายได้ค่าหุ้นค้างรับหรือรายได้จากการขายหุ้นใดๆที่แสดงในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่นายกฯ ได้ยื่นแสดงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และรายได้ที่นายกฯแสดงก็ไม่ปรากฏถึงรายได้จากการโอนหุ้น ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่านายกฯ อาจยื่นแสดงรายการขายทรัพย์สินไม่ครบถ้วนหรือไม่ เพราะหากนายกฯบอกว่าเป็นการโอนหรือการให้โดยเสน่หาท่านก็ยังคงต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกอยู่ดี ดิฉันจึงอยากให้นายกไปชี้แจงประเด็นทางบัญชีต่างๆ ด้วย”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 มีนาคม 2568

“สส.สุธรรม”ข้องใจคนในครอบครัวนายกฯ โอนหุ้นอัลไพน์ไปมา-หวงแหนที่ดินธรณีสงฆ์ แนะ หากจะยุบสภาควรคืนที่ธรณีสงฆ์ให้วัด ตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาคเพื่อล้างบาป

,

“สส.สุธรรม”ข้องใจคนในครอบครัวนายกฯ โอนหุ้นอัลไพน์ไปมา-หวงแหนที่ดินธรณีสงฆ์ แนะ หากจะยุบสภาควรคืนที่ธรณีสงฆ์ให้วัด ตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาคเพื่อล้างบาป

เมื่อเวลา 13.00 น.นายสุธรรม จริตงาม สส.พรรคพลังประชารัฐ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ในประเด็นความซื่อสัตย์สุจริต มีพฤติการณ์เอาเปรียบประชาชน และสังคม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและครอบครัว โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติ จึงเป็นบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติและความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเหตุที่ตั้งข้อกล่าวหารุนแรงมาจากพฤติการณ์ของนายกรัฐมนตรี ที่ได้หากินในที่ดินธรณีสงฆ์ซึ่งเป็นสมบัติของวัดธรรมิการาม ด้วยการถือหุ้นในบริษัทอัลไพน์กอล์ฟ แอนด์สปอร์ตคลับจำกัด ซึ่งศาลตัดสินแล้ว ควรถึงเวลาที่จะคืนที่ดินให้วัดตามเจตนารมณ์ของผู้ยกที่ดินให้กับทางวัด

นายสุธรรม กล่าวว่า ในฐานะชาวพุทธไม่สบายใจที่มีผู้มาหากินกับทรัพย์สินของทางวัด และถือว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีเป็นการขัดกันของผลประโยชน์ เพราะหลังจากรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วต้องถือหมวก 2 ใบ คืนในฐานะ นายกรัฐมนตรี และลูกที่เพิ่งโอนหุ้นให้กับมารดาของตนเอง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทนี้มีการโอนหุ้นกันไปมาภายในครอบครัว โดยไม่ทราบว่าพฤติกรรมของครอบครัวนี้ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ทั้งที่ร่ำรวยมีทรัพย์สินเป็นหมื่นล้านบาท เพราะเหตุใดจึงหวงแหนที่แปลงนี้ จึงถือเป็นเรื่องส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีที่ต้องชี้แจงด้วยตนเอง เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องศีลธรรมและความซื่อสัตย์ แต่ไม่อยากต่อว่ามากเพราะตอนที่นายกรัฐมนตรีถือหุ้นบริษัทอัลไพน์ยังเด็ก และไม่ทราบเรื่องราวภายในครอบครัวนี้ แต่ก็ย่อมปฏิเสธพฤติกรรมในอดีตไม่ได้ จึงถือว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนรวม
คนที่เป็นนายกฯ ของประเทศไทยไม่ควรมีพฤติกรรมเช่นนี้ถือว่าเสื่อมเสียเกียรติ

“หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ หากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภาหรือลาออก ควรจะพูดคุยกับคนในครอบครัว คืนที่ดินแปลงนี้ให้กับวัดเพื่อลบล้างบาปผลกรรมที่ทำไว้กับทางวัดมายาวนาน”นายสุธรรม กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 24 มีนาคม 2568

“พปชร.” เตือนรัฐบาล กฎหมายศูนย์กลางการเงินจะทำลายความน่าเชื่อถือ ธปท.และระบบการเงินของประเทศ คาด เอื้อภาคการเมืองเพิ่มปริมาณเงินตามที่ต้องการ

,

“พปชร.” เตือนรัฐบาล กฎหมายศูนย์กลางการเงินจะทำลายความน่าเชื่อถือ ธปท.และระบบการเงินของประเทศ คาด เอื้อภาคการเมืองเพิ่มปริมาณเงินตามที่ต้องการ

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.เวลา 14.25 น.นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานร่วมศูนย์นโยบายและวิชาการ แถลงข่าวเตือนรัฐบาลว่า ร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลาง การประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. … จะทำลายระบบการเงินของประเทศ ตามที่เมื่อวันที่ 14 มี.ค. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวบนเวทีงาน “MFC’s 50th Anniversary -The World’s Next Opportunities and Beyond เปิดโอกาสลงทุนแห่งอนาคต”ว่าพรรคเพื่อไทยอยากให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของบล็อคเชนและคริปโตเคอเรนซี่ จึงจะดำเนินการ 3 เรื่อง คือ (ก) ออกเงินดิจิทัลในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต (ข) จัดทำแซนบ็อกซ์ที่ภูเก็ตเพื่อใช้คริปโตเคอเรนซี่เป็นสกุลเงินในการแลกเปลี่ยน (ค) ออกเงินดิจิทัลแบบสเตเบิ้ลคอยน์ stable coin โดยเตรียมแผนไว้ให้ดำเนินการได้ภายใน
3 เดือน นั้น

นายธีระชัย เปิดเผยว่า แผนดำเนินการสามเรื่องดังกล่าวภายใต้กรอบกฎหมายปัจจุบันจะต้องผ่านการพิจารณาของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเรื่องกฎหมายเงินตราและในเรื่องกฎหมายระบบการชำระเงิน แต่กลับไม่แถลงว่ารัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยได้มีการปรึกษาหารือกับ ธปท. แต่อย่างใด
จึงบ่งชี้ว่ารัฐบาลจะไม่ดำเนินการภายในกรอบกฎหมายปัจจุบัน

“การที่ท่านอดีตนายกทักษิณออกมากล่าวเช่นนี้ บ่งชี้ว่ารัฐบาลมุ่งจะผ่านร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลาง การประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ.เพื่อออกใบอนุญาตบริษัทการเงินรายใหม่ให้สามารถทำธุรกิจเข้ามาในตลาดภายในประเทศ แต่จะมีการตัดอำนาจของ ธปท.กลต.คปภ. ออกไป โดยจะจัดตั้งเป็นสำนักงานขึ้นมาใหม่ที่รวบอำนาจการพิจารณาออกใบอนุญาต และการออกกติกากำกับธุรกิจแทนองค์กรเหล่านี้”นายธีระชัยกล่าว

นายธีระชัย กล่าวเตือนให้รัฐมนตรีจากพรรคร่วมตระหนักว่า การตัดอำนาจขององค์กรอิสระออกไปเช่นนี้จะทำลายระบบการเงิน เพราะจะเปิดให้ภาคการเมืองสามารถเพิ่มปริมาณเงินได้เองตามที่ต้องการในรูปแบบเงินดิจิทัลที่ไม่ต้องมีทองคำหนุนหลัง ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งในนโยบายการเงินและในค่าเงินบาทอย่างหนัก

สำหรับความมุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของบล็อคเชนและคริปโตเคอเรนซี่นั้น รัฐบาลจะต้องทำเฉพาะในหมู่บุคคลผูัมีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (non- residents) โดยจะต้องไม่ปล่อยให้ลามเข้ามาตลาดในประเทศ ทั้งที่ไม่ได้รับฉันทานุมัติจาก ธปท. เสียก่อน เพราะจะทำให้ ธปท.คุมปริมาณเงินไม่ได้ และจะก่อความเสี่ยงต่อระบบการชำระเงินอันเป็นกระดูกสันหลังของระบบการเงินที่รองรับทั้งการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตรา เงินทุนที่ไหลเข้าออกตลาดเงินตลาดทุน และการนำเข้าและส่งออกทั้งสินค้าและบริการ

นายธีระชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการบริหาร พปชร. ได้รับทราบปัญหาความเสี่ยงที่จะเกิดต่อระบบการเงิน และจะทำให้โลกขาดความเชื่อถือในนโยบายการเงินของไทย จึงมีมติให้คัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ให้ถึงทึ่สุด เว้นแต่จะมีการแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสม ทั้งนี้ รัฐบาลสามารถนำเอาเทคโนโลยีบล็อกเชนและเศรษฐกิจดิจิทัลในการบริหารประเทศได้อยู่แล้ว โดยต้องไม่ไปทำลายความน่าเชื่อถือของ ธปท. และระบบการเงินของประเทศ”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 18 มีนาคม 2568

“ไพบูลย์”เผย“พล.อ.ประวิตร”นำทัพ“พปชร.”อภิปรายซักฟอก”นายกฯ“ มั่นใจ มีข้อมูลเด็ด ประชาชนฟังแล้วไม่ผิดหวัง

,

“ไพบูลย์”เผย“พล.อ.ประวิตร”นำทัพ“พปชร.”อภิปรายซักฟอก”นายกฯ“ มั่นใจ มีข้อมูลเด็ด ประชาชนฟังแล้วไม่ผิดหวัง

เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 18 มี.ค.ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค จะเป็นผู้นำการอภิปรายภาพรวม โดยจะมีการกล่าวถึงประเด็นหลักๆ ที่พรรค พปชร.ตรวจสอบ ทั้งเรื่องที่ดินอัลไพน์ ซึ่งเป็นที่ดินธรณีสงฆ์ เรื่องคาสิโน การพนันออนไลน์ และ เอ็มโอยู 2544 รวมไปถึงเรื่องชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ แต่ยังมี 2 ประเด็นสำคัญที่เก็บไว้ก่อน

“การอภิปรายของ พล.อ.ประวิตรนั้น ท่านเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นการอภิปรายภาพรวมด้วยข้อมูลมีน้ำหนัก และพุ่งเป้าไปสู่การอภิปรายนายกรัฐมนตรี ส่วนการลงรายละเอียดแต่ละประเด็นนั้นเป็นเรื่องของ สส.ที่จะอภิปรายไปขยายผล ประชาชนจะไม่ผิดหวัง กับบทบาทของหัวหน้าพรรค ในฐานะเป็นผู้ใหญ่ทางการเมือง ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และการทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้าน ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งสำหรับตนหากได้ฟังอภิปรายแล้ว ”ต้องไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีคนนี้แน่ๆ“นายไพบูลย์ กล่าว

ส่วนการแบ่งข้อมูลอภิปรายกับพรรคประชาชน นายไพบูลย์ กล่าวว่า ต่างฝ่ายต่างทำ ประเด็นเหมือนกัน แต่ข้อมูลข้อเท็จจริงอาจจะแตกต่างกัน ไม่จำเป็นต้องนำข้อมูลมาแสดงกัน เพราะแต่ละคนมีเอกสิทธิ์

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 18 มีนาคม 2568

“พล.ต.ท.ปิยะ”ถามรัฐบาล กลัวอะไรกับ“กัมพูชา”เหตุไม่เคลียร์ปม‘ร้องเพลงชาติ’บนปราสาทตาเมือนธม พร้อมสะท้อนเสียงจากเยาวชน แจกเงินดิจิทัลให้เด็กใช้ไร้สาระ สู้เอาไปตั้งกองทุนนักเรียนดียังเหมาะกว่า

,

“พล.ต.ท.ปิยะ”ถามรัฐบาล กลัวอะไรกับ“กัมพูชา”เหตุไม่เคลียร์ปม‘ร้องเพลงชาติ’บนปราสาทตาเมือนธม พร้อมสะท้อนเสียงจากเยาวชน แจกเงินดิจิทัลให้เด็กใช้ไร้สาระ สู้เอาไปตั้งกองทุนนักเรียนดียังเหมาะกว่า

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.เวลา 14.05 น.ที่พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค สส.และคณะทำงานนโยบายและยุทธศาสตร์พรรค ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ฯ เป็นประธานในที่ประชุมว่า ที่ประชุมได้มีการหารือถึงกรณีที่นายทหารชั้นนายพล ได้นำชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่ง ขึ้นมาร้องเพลงชาติกัมพูชา บริเวณปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ม และมีการบันทึกภาพและเสียงด้วยนั้น กาากระทำดังกล่าวเป็นการล่วงละเมิดอธิปไตยของไทยในดินแดนของไทย ซึ่งวันนี้ครบ 35 วันแล้วที่รัฐบาลยังไม่ดำเนินการ ประท้วงผ่านกระทรวงการต่างประเทศ หรือ ดำเนินคดีหรือ ดำเนินการใดๆ แต่อย่างใด ไม่รูัว่ากลัวอะไรทางกัมพูชา หรือจะเป็น เหมือนที่พรรคประชาชนบอกว่า ดีลลับแลกประเทศชาติ

พล.ต.ท.ปิยะ ยังกล่าวถึง”กรณีที่รัฐบาลจะการแจกเงินดิจิทัล 10,000 (Digital Wallet) เฟส 3 งบประมาณ 27,000 ล้านบาทที่จะแจกให้กับเยาวชนที่มีอายุ 16-20 ปี นั้น มีเสียงจากเยาวชนร้องผ่าน พปชร. ว่า อยากจะกล่าวถึงรัฐบาลกรณีแจกเงินให้กับ เด็กและเยาวชทุกคนโดยไม่ได้แยกว่าอยู่ในระบบการศึกษาหรือไม่ หรือมีผลการเรียนหรือความประพฤติเป็นอย่างไร บางคนถูกไล่ออก พักเรียน ไม่ได้มาเรียนหนังสือแล้วก็มี ทำให้เด็กนักเรียนและเยาวชนที่มีผลการเรียนดีและตั้งใจเรียนเสียกำลังใจและที่สำคัญ เงินดังกล่าว ไม่สามารถใช้จ่ายค่าเทอม-ค่าน้ำ-ค่าไฟ เผื่อช่วยบรรเทาความเดือนร้อน ของบิดามารดาได้ แต่เงินดังกล่าวสามารถไปซื้อสุรา เหล้า บุหรี่ โทรศัพท์มือถือ หรือสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างอื่นได้ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุน ถ้าจะเอาเงินไปแจกให้เด็กไปใช้โดยไม่เกิดประโยชน์ ก็ควรที่จะนำงบประมาณ 27,000,ล้านบาท ส่วนนี้ไปตั้งเป็น พัฒนาการศึกษา อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการเรียนการสอน กองทุนการศึกษา ให้กับนักเรียนที่เขามีผลการเรียนดี แทนที่จะเอาไปแจกให้เด็กเอาเงินไปละลายทิ้ง“
“ ยังมีนักเรียนนักศึกษาแพทย์ ไอที และ วิศวกรรมซึ่งเป็นกำลังหลักของประเทศที่ขาดแคลนทุนการศึกษา ต้องดิ้นรนหาทุนการศึกษาด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันรัฐบาลกลับเอาเงินไปแจกเด็กแว๊น เด็กซิ่ง กระจายทั่วโดยไม่เกิดผลใดๆ นี่คือ เสียงสะท้อนจากเยาวชน”

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 18 มีนาคม 2568

”สส. คอซีย์“วอน 2 ผูัว่าฯปัตตานี-สงขลา ตรวจสอบแนวเขตบ้านบางราพาให้ชัด เพื่อจะได้แก้ปัญหาพื้นที่งอกให้ปชช.ท่ากำชำ

,

”สส. คอซีย์“วอน 2 ผูัว่าฯปัตตานี-สงขลา ตรวจสอบแนวเขตบ้านบางราพาให้ชัด เพื่อจะได้แก้ปัญหาพื้นที่งอกให้ปชช.ท่ากำชำ

เมื่อวันทีี 6 มี.ค.นายคอซีย์ มามุ สส.ปัตตานี เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวหารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงความเดือดร้อนของประชาชน ตำบลท่ากำชำ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ในพื้นที่หมู่ที่ 5 บ้านบางราพา ตำบลท่ากำชำ ตรงบริเวณพื้นที่ชายทะเลเกิดพื้นที่งอก ซึ่ง อบต.ท่ากำชำ จะเข้าไปดำเนินการ แต่พบว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน ระหว่างจังหวัดปัตตานี กับ ตำบลปากบางราพาอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา จึงขอฝากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ตรวจสอบแนวเขตที่ชัดเจนให้กับตำบลท่ากำชำด้วย

นายคอซีย์ กล่าวต่อว่า อีกเรื่องหนึ่งตนอยากฝากไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากตนได้รับการร้องเรียนจากนายมะรอซาลี บูรน้อมรองประธานสภาองค์การบริหาส่วนตำบลท่ากำชำ ร้องเรียนว่า องค์การบริหารส่วนตำบลท่ากำชำ ขอสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ดำเนินการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำบางราพาไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ เพราะหน่วยงานป่าไม้ในเขตพื้นที่ไม่อนุญาตให้มีการซ่อมแซม

“วันนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานีงบประมาณปี 67 ได้พับไปไม่สามารถจะดำเนินการได้ ผมในฐานะตัวแทน สส.ในพื้นที่ ขอฝากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการสั่งการ โดยเร่งด่วน เพราะสะพานมีสภาพชำรุดมาก อาจจะทำให้ประชาชนที่ใช้สัญจรไปมาเกิดอันตรายได้“นายคอซีย์ กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 6 มีนาคม 2568

“ชัยมงคล”ลั่น พปชร.พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านให้สมบูรณ์แบบ เชื่อ ปชช.จะเห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศของ รบ.

,

“ชัยมงคล”ลั่น พปชร.พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านให้สมบูรณ์แบบ เชื่อ ปชช.จะเห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศของ รบ.

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.เวลา 14.10 น.นายชัยมงคล ไชยรบ สส.สกลนคร เขต 5 และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)แถลงข่าวถึงการเตรียมความพร้อมในอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีว่า พรรคพลังประชารัฐให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล เราจะทำหน้าที่ให้สมบูรณ์แบบ เพื่อที่จะชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบถึงข้อบกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดนี้

“รัฐบาลที่นำโดย น.ส.แพทองธาร แสดงให้เห็นความล้มเหลว และการบริหารประเทศที่เกิดความเสียหายอย่างมาก รวมไปถึงการขาดภาวะผู้นำ และอีกหลายปัญหาของนายกรัฐมนตรีคนนี้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราจะยึดตามระเบียบข้อบังคับของการประชุมสภาฯ และเรามั่นใจในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา เพื่อนำข้อเท็จจริงสู่พี่น้องประชาชน ซึ่งเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างมาก”นายชัยมงคล กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 4 มีนาคม 2568

“เลขาฯ ไพบูลย์”เผย “พล.อ.ประวิตร”เตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยตัวเอง มั่นใจ ข้อมูลสามารถสั่นคลอนรัฐบาล กระทบความมั่นคง นายกฯแน่นอน

,

“เลขาฯ ไพบูลย์”เผย “พล.อ.ประวิตร”เตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยตัวเอง มั่นใจ ข้อมูลสามารถสั่นคลอนรัฐบาล กระทบความมั่นคง นายกฯแน่นอน

วันที่ 4 มี.ค. เวลา 13.00 น.ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)นายไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยถึงกรณีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้  ว่า  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะร่วมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ด้วย  โดยจะเป็นผู้อภิปรายต่อจากผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งจะเป็นการพูดในภาพรวม ส่วนจะหยิบยกประเด็นใดขึ้นมานั้น ขอให้รอฟังในวันที่ 24 มีนาคมนี้

ส่วนประเด็นที่พรรคพลังประชารัฐจะนำไปอภิปรายนั้น อาทิ คดีสนามกอล์ฟอัลไพน์ กาสิโน Mou 2544 และเรื่องชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ ส่วนบุคคลที่จะร่วมอภิปรายนั้นจะแจ้งให้ทราบต่อไป โดยเบื้องต้นพรรคได้รับการจัดสรรเวลา 2 ชั่วโมงในการอภิปราย เรามั่นใจว่าข้อมูลจะสามารถสั่นคลอนรัฐบาลได้ และเชื่อว่านายกรัฐมนตรีหวั่นไหวแน่นอน ขอให้รอดูการอภิปรายนั้นจะมีผลต่อความมั่นคงของตัวนายกรัฐมนตรีแน่นอน

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 4 มีนาคม 2568

“สส.สุธรรม”จี้ ขยายผลจับกุมเครือข่ายค้ายาใน จ. นครศรีธรรมราช วอนเลิกยกย่องพวกค้า แล้วหันมาดูแลลูกหลานให้ปลอดภัย

,

“สส.สุธรรม”จี้ ขยายผลจับกุมเครือข่ายค้ายาใน จ. นครศรีธรรมราช วอนเลิกยกย่องพวกค้า แล้วหันมาดูแลลูกหลานให้ปลอดภัย

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.นายสุธรรม จริตงามสส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวหารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงปัญหาการระบาดของยาเสพติดในพื้นที่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีอัตราการระบาด และ เป็นอันตรายต่อสังคมและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนมากขึ้นทุกวัน โดยเมื่อวันที่ 30 ส.ค.67 ได้มีการจับกุมผู้ค้ายาบ้าในพื้นที่ตำบลกะปาง อำเภอทุ่งสงได้ของกลางเป็นยาบ้ากว่า 1.9 ล้านเม็ด

นายสุธรรม กล่าวต่อว่า ในขณะนี้ได้มีข่าวการจับกุมอย่างต่อเนื่อง เช่น เมื่อวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้มีการจับกุมยาบ้าในพื้นที่ตำบลหนองหงส์ อำเภอทุ่งสง ได้ของกลางเป็นยาบ้าจำนวน 600,000 เม็ด และ วันที่ 19 ก.พ.ได้มีชายคลั่งยาบ้าอาละวาด โดยนายปิยะ แก้วคุ้มภัย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 ตำบลหนองหงส์ ได้พยายามระงับเหตุ แต่กลับถูกชายคนดังกล่าว ฟันแขนเกือบขาด และชายคนดังกล่าว ก็ได้โดนตำรวจวิสามัญจนเสียชีวิตคาที่เกิดเหตุ

“ผมอยากฝากไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ปปส.และกรมการปกครองว่า หลังจากการจับกุม 2 ครั้ง ดังกล่าว ได้มีการขยายผลไปถึงตัวการใหญ่ ที่อยู่เบื้องหลัง ขบวนการค้ายาบ้าในพื้นที่ อำเภอทุ่งสง และ อำเภอ
ใกล้เคียงในจังหวัดนครศรีธรรมราช มากแค่ไหน เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาคุกคาม และ ปัญหาใหญ่หลวง ต่ออนาคตของประเทศชาติ ซึ่งมีเยาวชนในพื้นที่ติดยาเสพติดเป็นจำนวนมาก”

นายสุธรรม กล่าวทิ้งท้าย ตนขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขและขอให้เลิกยกย่องให้เกียรติพวกค้ายาเสพติด พวกที่ร่ำรวย โดยไม่มีที่มาที่ไป แล้วหันมาดูแลลูกหลานของท่านให้ปลอดภัยจากยาเสพติด

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2568

“สส.พิมพ์พร“เผย เครือข่ายองค์กรงดเหล้า กังวล มาตรา 10 ของ ร่าง พ.ร.บ.คุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจถูกแทรกแซงจากผลประโยชน์ทางการค้า พร้อมแนะควรห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่สตรีมีครรภ์

,

สส.พิมพ์พร เผย เครือข่ายองค์กรงดเหล้า กังวล มาตรา 10 ของ ร่าง พ.ร.บ.คุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจถูกแทรกแซงจากผลประโยชน์ทางการค้า พร้อมแนะควรห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่สตรีมีครรภ์

เมื่อวันที่ 5 ก.พ.เวลา 10.00 น.ที่อาคารรัฐสภา น.ส.พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ สส.เพชรบูรณ์ เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวหารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงข้อห่วงใยในสุขภาพของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ตนได้รับหนังสือแสดงข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า จังหวัดเพชรบูรณ์ ภาคีเครือข่ายร่วมและชมรมคนหัวใจเพชร เกี่ยวกับการแก้ไขพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ พ.ศ….ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ที่ประชุมสภาเพื่อพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ในสัปดาห์นี้

น.ส.พิมพ์พร กล่าวต่อว่า ทางเครือข่ายสนับสนุนและเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของการเพิ่มความรับผิดชอบของผู้ขาย ด้วยการตรวจสอบอายุผู้ซื้อก่อนขาย รวมถึงการเพิ่มบทลงโทษทางเพ่ง การเพิ่มการตักเตือน การระงับการโฆษณา การพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตผู้ขาย ซึ่งจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกจะพบว่า กว่า 60% ของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนมักจะมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด

“เครือข่ายฯจึงมีความกังวลใจในมาตราที่ 10 ของร่างพ.ร.บ.ที่เสนอให้มีผู้แทนองค์กรที่เป็นนิติบุคคลด้านการผลิต นำเข้า หรือขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อมาเป็นกรรมการ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงจากผลประโยชน์ทางการค้า และไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์โลก และขาดแผนการปฏิบัติงานขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเสนอแนะเพิ่มเติมในมาตราที่ 29 ในเรื่องห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่สตรีมีครรภ์ เพื่อประโยชน์ต่อการคุ้มครองสุขภาพแก่แม่และเด็กมากขึ้น รวมทั้งขอฝากถึงเรื่องการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าให้แก่เด็กและเยาวชน ดิฉันขอฝากไปยังกรรมาธิการและ สส.ในสภาฯให้รับข้อเสนอแนะดังกล่าวไว้พิจารณาด้วย“น.ส.พิมพ์พร กล่าว

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 05 กุมภาพันธ์ 2568