โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ทางเลือกใหม่ของการเมืองไทย ก้าวข้ามความขัดแย้ง สานพลังประชาราษฎร์ ร่วมสร้างชาติให้ยั่งยืน

“สนธิรัตน์”ร่วมเวทีถก”อนาคตพลังงานไทย” ย้ำพปชร.ทำเพื่อประชาชนหยุดประโยชน์กลุ่มทุน

“สนธิรัตน์”ร่วมเวทีถก”อนาคตพลังงานไทย”
ย้ำพปชร.ทำเพื่อประชาชนหยุดประโยชน์กลุ่มทุน

“สนธิรัตน์” ชี้ ปฏิรูปพลังงานต้องมีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน ยก “บิ๊กป้อม” ผู้นำการเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงาน พิสูจน์ 37 วันนั่งรักษาการณ์ ประกาศนโยบาย “Net Metering” เผยนโยบายพลังงาน “พปชร.” ฟื้น “โรงไฟฟ้าชุมชน – รื้อโครงสร้างราคาพลังงาน – สานต่อ EV” ผลักดันตั้งองค์กรจัดการทรัพยากรพลังงานของชาติ หยุดประโยชน์กลุ่มทุน

วันที่ 28 ก.พ. 2566 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ กรรมการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ และการเมือง พรรคพลังประชารัฐ ร่วมโชว์วิสัยทัศน์ด้านพลังงาน ในงานเสวนา พรรคการเมืองตอบประชาชน “อนาคตพลังงานไทย” ที่จัดขึ้นโดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงาน

โดยนายสนธิรัตน์ กล่าวว่า พลังงานคือปัญหาใหญ่ของประเทศไทย นโยบายพลังงานจะเป็นนโยบายที่ชี้ขาดการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะพลังงานเป็นต้นทุนชีวิต และเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะปฏิรูปพลังงานไทยได้ต้องมีเจตจำนงทางการเมืองที่แข็งกล้า และชัดเจน และที่สำคัญ คือผู้นำของพรรคที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงาน ซึ่งตรงนี้พิสูจน์ แล้วว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้นำที่กล้าเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานจากการนั่งรักษาการนายกรัฐมนตรีเพียง 37 วัน โดยการประกาศเรื่อง Net Metering ซึ่งที่ผ่านมาการส่งเสริมโซล่าเซลล์ ไม่เคยประสบความสำเร็จ ไม่เคยถึงประชาชน แต่หากสานต่อเรื่อง Net Metering ก็จะทำให้เกิดขึ้นได้จริง

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ในสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ทำนโยบายพลังงานที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งมาหลายเรื่อง ได้แก่ การตั้งคณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรม การดำเนินการลดราคาหน้าโรงกลั่น 50 สตางค์ การคืนค่ามัดจำมิเตอร์ไฟฟ้า และการผลักดันนโยบายโรงไฟฟ้าชุมชน แต่น่าเสียดายตนทำได้เพียง 1 ปี หลังจากออกมานโยบายต่าง ๆ ก็ไม่ได้คืบหน้า โดยเฉพาะเรื่องโรงไฟฟ้าชุมชน ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางของพี่น้องประชาชน ผ่านมา 2 ปี ยังไม่ก่อเกิดผลลัพธ์ของพลังงานประชาชน อย่างที่คาดหวัง อย่างไรก็ตาม นโยบายทั้งหมดจะยังคงเป็นนโยบายที่พรรคพลังประชารัฐจะสานต่ออย่างแน่นอน

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า นโยบายพลังงานที่พรรคพลังประชารัฐจะขับเคลื่อน จะเป็นนโยบายพลังงานของประชาชน เพื่อประชาชน โดยจะครอบคลุมการบูรณาการ การแก้ปัญหาให้มีความเป็นธรรมอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องน้ำมัน ไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติ เช่น การปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน ยกเลิกราคาสมมติ ทำความร่วมมือกับเอกชนแก้ไขสิ่งที่มีความไม่เป็นธรรมซ่อนอยู่ ซึ่งต้องดูว่าเอาเปรียบประชาชนตรงไหน และอย่างไร การผลักดันเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยานยนต์ EV ผลักดันการแปลงรถยนต์สันดาบให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการสนับสนุนของรัฐ เพื่อส่งเสริมการใช้รถ EV และเร่งสร้างแรงจูงใจการใช้รถ EV รวมถึงการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังจะมีการบริหารจัดการพืชพลังงานให้สอดรับกับกระแส Green Energy ของโลก เช่น การส่งเสริมการใช้พืชพลังงานผลิตน้ำมันเครื่องบิน หรือที่เรียกว่า Biojet

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ขณะที่ด้านไฟฟ้า จะผลักดันนโยบายไฟฟ้าของประชาชน เพื่อประชาชน เช่น ต่อยอดนโยบายโรงไฟฟ้าชุมชน การส่งเสริมโซล่าภาคประชาชน และ Net Metering เพื่อให้ประชาชนเป็นทั้งผู้ผลิตพลังงานใช้เอง และเป็นผู้ขายพลังงาน สร้างรายได้ทั้งในส่วนของครัวเรือนและชุมชน นอกจากนี้ นายสนธิรัตน์ ยังให้ความเห็นต่อการแก้ปัญหาเรื่องค่าไฟฟ้าแพง โดยแนะให้หยุดการทำสัญญาโรงไฟฟ้าใหม่ เพื่อไม่ให้ปริมาณสำรองไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และเป็นภาระค่าไฟฟ้าที่มาจากค่าพร้อมจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน

“จะแก้เรื่องไฟฟ้าส่วนเกิน ค่าไฟฟ้าส่วนเกินวันนี้คือสัญญาที่ทำไปแล้ว สิ่งแรกที่ท่านต้องเรียกร้อง และพูดให้ดังคือคัดค้านการเซ็นต์สัญญาโรงไฟฟ้าใหม่ตั้งแต่บัดนี้ เพื่อไม่ให้ค่าไฟฟ้าส่วนเกินเพิ่มขึ้นมาจากการที่กลุ่มเอกชนจะเซ็นต์สัญญาไฟฟ้าใน 2-3 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ไม่อย่างนั้นค่าไฟฟ้าส่วนเกินจะเพิ่มขึ้นตลอดเวลา” นายสนธิรัตน์ กล่าว

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาตินั้น ก๊าซของชาติ ประชาชน ต้องได้รับประโยชน์ก่อนภาคอุตสาหกรรมจะต้องมีการปรับโครงสร้างราคาก๊าซให้เป็นธรรม ซึ่งราคาก๊าซหุงต้มเป้าหมายราคา 350 บาทต่อถังมีความเป็นไปได้ สุดท้ายสิ่งที่จะต้องทำคือการจัดตั้งองค์กรจัดการทรัพยากรพลังงานของชาติ เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรทางพลังงานของชาติถูกจัดการเพื่อประโยชน์ของชาติ และประชาชน ไม่ปล่อยให้ตกอยู่ในมือของกลุ่มทุน

ที่มา: ทีมประชาสัมพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ
วันที่: 1 มีนาคม 2566

" ,